การป้องกันและกำจัดหนู

1. โดยการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น การถางหญ้าวัชพืช ตามคันนา คูนํ้า หรือบริเวณไร่นาให้โล่งเตียนอยู่เสมอ เป็นการลดที่อยู่อาศัยและหลบซ่อนของหนู นอกจากนี้ยังทำให้แลเห็นรูหนูได้ง่ายและสะดวกต่อการกำจัด

2. โดยใช้วิธีกล เช่น ใช้กับดัก ใช้วิธีการขุดรูหนู การล้อมตีหนู วิธีดังกล่าวจะต้องออกไปทำงานเป็นหมู่ ๆ หมู่ละหลายๆ คน และที่ทำเป็นประจำ คือ 2-3 เดือนทำหนึ่งครั้ง หรือจะทำควบคู่ไปกับการใช้ยาเคมีเบื่อหนู ก็ได้ผลดี

3. โดยใช้ยาเคมีกำจัดหนู ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้

3.1 กรณีที่พบความเลียหายหรือร่องรอยของหนูมีน้อย ให้กำจัดโดยใช้ยาประเภท ออกฤทธิ์ช้า เช่น ราคูมิน หรือวอร์ฟาริน ผสมกับเหยื่อ นำไปวางในไร่นา ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งจะมีผลเป็นการป้องกันไม่ให้หนูขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นรวดเร็ว จึงสามารถรักษาระดับจำนวนหนูในไร่ในนาให้มีจำนวนน้อยอยู่เสมอซึ่งทำให้ต้นพืชไม่ได้รับความเสียหาย ในระยะเก็บเกี่ยว

3.2 กรณีที่พบความเสียหาย หรือร่องรอยของหนูมีมาก ให้กำจัดหนูโดยใช้ยาประเภทออกฤทธิ์เร็ว เช่น ซิงค์ฟอสไฟด์ หรือไซยาโนแก๊ส 1 หรือ 2 ครั้ง ในตอนแรกจะกำจัดหนูได้ทั่วถึงและรวดเร็วเป็นการลดจำนวนหนูให้น้อยลงชํ้นหนึ่งก่อน แล้วจึงตามด้วยการใช้ยาประเภทออกฤทธิ์ช้าตลอดฤดูกาลเพาะปลูก

ยาประเภทออกฤทธิ์เร็ว

1. ซิงค์ฟอสไฟด์ (ผงสีดำ) ผสมกับเหยื่อปลายข้าวหรือข้าวโพดป่น อัตราส่วนผสม โดยน้ำหนัก 1 ต่อ 200 ส่วน เช่นใช้ซิงก์ฟอสไฟด์ 1 กิโลกรัม ผสมกับปลายข้าว 200 กิโลกรัม แล้วทำเป็นห่อขนาด 5 กรัม (ประมาณเกือบ 1 ช้อนแกง) ด้วยใบตองผูกด้วยเชือก นำไปวางตามทางเดินของหนูให้ห่างกันประมาณห่อละ 5-15 เมตร ทั้งนี้แล้วแต่ปริมาณการระบาดของหนู หนูที่กินยาเบื่อนี้จะตายภายใน 24 ชั่วโมง

2. ไซยาโนแก๊ส (ผงสีเทา) เมื่อถูกความชื้นในอากาศจะระเหยเป็นแก๊สพิษ ต้องใช้ยานี้กับเครื่องพ่นยาอัดรูหนูโดยมีสายยางเป็นท่อนำทางอัดเข้าไปในรูหนู 3-5 ครั้ง แล้วแต่ความตื้นลึกของรูหนู แล้วเอาดินอุดรูให้แน่น ไม่ควรใช้วิธีการนี้ในพื้นที่ที่ดินแตกระแหงเพราะแก๊ส พิษจะระเหยขึ้นมาทำอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานได้ หนูที่หายใจเอาแก๊สพิษนี้เข้าไปจะตายภายใน 15 นาที

ยาทั้งสองชนิดที่กล่าวข้างต้น ขอแนะนำให้ใช้กำจัดหนูหน้าแล้งหรือก่อนเตรียมดินปลูกพืช

ยาประเภทออกฤทธิ์ช้า

คือราคูมิน หรือ วอร์ฟาริน ใช้ผสมกับเหยื่อปลายข้าวหรือข้าวโพดป่น อัตราส่วน ผสมโดยน้ำหนัก 1 ต่อ 19 ส่วน เช่น ใช้ยาวอร์ฟาริน 1 ก.ก. ผสมกับปลายข้าว 19 ก.ก. หรือยา 50 ก. ต่อข้าวโพดป่น 1 กก. เหยื่อพิษซึ่งออกฤทธิ์ช้านี้จะต้องใส่ในที่ใส่เหยื่อโดยเฉพาะ ประมาณครั้งละ 300 ก. (ประมาณ 3 ทัพพี) นำไปวางในไร่นาตลอดฤดูกาลเพาะปลูก โดยเริ่มวางเหยื่อหลังการเตรียมดินเสร็จแล้ว หนูที่กินยาเบื่อนี้จะตายภายใน 2-8 วัน

ที่ใส่เหยื่อ

มีลักษณะที่ต้องคำนึงถึงคือ ต้คงกันน้ำและฝนได้ มีขนาดใหญ่พอที่จะให้หนูทุกขนาด เข้าไปกินเหยื่อ และใหญ่พอที่จะใส่เหยื่อได้ครั้งละ 300 กรัม วัสดุที่ใช้ทำที่ใส่เหยื่อควรหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ลำโตๆ กล่องไม้ หรือปี๊บสังกะสี หรือจะคิดประดิษฐ์ขึ้นเองตามลักษณะที่ต้องการดังกล่าวก็ใช้ได้

การวางที่ใส่เหยื่อและข้อควรปฏิบัติ

1. โดยทั่วไปให้วางที่ใส่เหยื่อห่างกัน อันละประมาณ 50-100 เมตรในเนื้อที่ 3 ไร่ จะต้องใช้ที่ใส่เหยื่อ 1-2 อัน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของหนูและขนาดของพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงใด

2. ตรวจที่ใส่เหยื่อทุก 10-15 วันครั้ง และเติมเหยื่อให้มีอยู่ในที่ใส่เหยื่อ ประมาณ 300 กรัม (3 ทัพพี) ทุกครั้ง

3. การใช้ยาประเภทออกฤทธิ์ช้า จะต้องวางเหยื่อติดต่อกันตลอดฤคูกาลเพาะปลูก ห้ามหยุดใหเหยื่อโดยเด็ดขาด เพราะหากหนูได้กินยาเบื่อบ้างไม่ได้กินบ้างจะทำให้หนูไม่ตาย และมีความต้านทานยาเกิดขึ้น

ข้อควรจำ

1. ห้ามใช้ยาประเภทออกฤทธิ์เร็วผสมกับประเภทออกฤทธิ์ช้า แล้วผสมกับเหยื่อโดย เด็ดขาด เพราะจะทำให้หนูเข็ดยาทั้งสองชนิด ทำให้เกิดปัญหาที่จะต้องหาตัวยาอย่างอื่นมาใช้ภายหลัง

2. การผสมจะต้องผสมให้ถูกอัตราส่วนที่แนะนำทุกครั้ง เช่นยาประเภทออกฤทธิ์ช้า ถ้าผสมมากเกินไป จะทำให้หนูเข็ดไม่กินเหยื่อ แต่ถ้าผสมน้อยไป หนูจะไม่ตายและเกิดความต้านทานยาภายหลัง

3. การใช้ยาประเภทออกฤทธิ์ช้า จะต้องแน่ใจว่ามียามากพอที่จะใช้ได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก

4. การใช้ยาประเภทออกฤทธิ์ช้า จะต้องวางเหยื่อในที่ใส่เหยื่อเสมอ ถ้าวางกับพื้นดินจะทำให้ถูกความชื้นยาเสื่อมคุณภาพ ทำให้เสียเวลา แรงงานและยาโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา

5. ห้ามนำยาประเภทออกฤทธิ์เร็วมาใส่ในที่ใส่เหยื่อ เพราะยาประเภทนี้จะทำให้หนูเข็ดยา และจะทำให้หนูเข็ดที่ใส่เหยื่อด้วย ภายหลังเมื่อใส่ยาเบื่อประเภทออกฤทธิ์ช้า หนูก็จะไม่มากินเหยื่อ

ข้อควรระวัง

1. เก็บยาเบื่อไว้ในที่มิดชิด ควรมีป้ายติดภาชนะที่ใส่ และบอกด้วยว่าเป็นยาอันตราย

2. อย่าให้มือ หรือส่วนใดของร่างกายถูกยาเบื่อ

3. ระหว่างปฏิบัติงาน ห้ามรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่

4. การใช้เเก๊สพิษ ควรระวังอย่าให้ฟุ้งเข้าหาตัว ควรใช้ผ้าปิดปาก จมูก

5. หลังปฏิบัติงานควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด

6. เมื่อมีอาการผิดปกติทางร่างกาย จากยาเบื่อประเภทออกฤทธิ์เร็ว ควรเอานิ้วล้วงคอให้อาเจียน หรือดื่มน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น แล้วรีบไปหาหมอ หากเกิดจากยาประเภทออกฤทธิ์ช้า ซึ่งจะทำให้เลือดซึมออกตามผิวหนัง และช่องเปิดอื่น ๆ เช่น หู ตา จมูก ปาก ฯลฯ ไหลไม่หยุด ควรแก้ด้วยการกินวิตามินเค ซึ่งช่วยทำให้เลือดแข็งตัว หาซื้อวิตามินนี้ได้ตามร้านขายยาทั่วไป หากผิดปกติมากต้องรีบไปหาหมอเช่นกัน

ความรู้ด้านการเกษตร ที่น่าสนใจ