ผักกาดขาวปลี

ผักตระกูลผักกาดมีอยู่หลายชนิด ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนไทย ก็มี ผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกาดหัว ซึ่งในจำนวนผักกาดเขียวก็ยังมีการแบ่งเป็น ผักกาดเขียวใหญ่ชนิดก้านแบนและก้านกลม ผักกาดเขียวเล็ก ผักกาดเขียวปลี (ตีนหมี) ผักกาดขาวเล็ก ผักกาดขาวปลี เป็นต้น

และในบรรดาผักกาดขาวหลาย ๆ พันธุ์ ดูเหมือนว่าผักกาดขาวปลีจะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคกันมาก เพราะมีลักษณะสีดอกขาวสะอาด กรอบหวาน ใช้กินได้ทั้งสด-สุก และแปรรูป

ผักกาดขาวปลี (Brassica compestris ssp. pekinensis) เป็น ผักฤดูหนาว (cool-season vegetable) อยู่ในตระกูล Cruciferac อุณหภูมิ ที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตและการห่อปลีอยู่ในช่วง 15-20 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ จะไม่มีการห่อปลี หรือห่อน้อยและคุณภาพไม่ดีคือปลีหลวม

พันธุ์

พันธุ์ของผักกาดขาวปลีแบ่งตามลักษณะของปลีได้เป็น 3 พวกคือ

1.พวกห่อปลียาว รวมทั้งพันธุ์ที่มีหัวตั้งตรงสูงและรูปไข่ ได้แก่ พันธุ์ผักกาดโสภณหรือผักกาดขาวฝรั่ง

2.พวกปลีกลม รวมทั้งพันธุ์ปลีป้านทางส่วนบน มักเป็นพันธุ์เบา อายุสั้น

3.พวกปลีหลวม ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นเมืองของเอเซีย พวกนี้มักไม่ห่อปลี ปลูกได้แม้อากาศไม่หนาว, ฝนตกชุก ได้แก่พันธุ์ผักกาดขาวใหญ่ (อายุ 45 วัน) ผักกาดขาวธรรมดา (อายุ 40 วัน) ปัจจุบันดูจะลดปริมาณการปลูกลงไปเนื่องจาก สู้ผักกาดขาวพวกห่อปลียาวไม่ได้ในด้านความอร่อยน่ากินและยังเก็บรักษาได้น้อยวันกว่า

ชื่อพันธุ์ผักกาดขาวปลีที่ชาวสวนใช้กันก็มีตราดอกโบตั๋น, ตางช้าง, ตราเครื่องบิน, ตราเครื่องบินพิเศษ, พันธุ์เทียนจีน ซึ่งเมล็ดมีความงอกดีส่วนพันธุ์ เทียนจินเบอร์ 23 เป็นพันธุ์ที่ทนร้อนได้ปานกลาง

ศูนย์วิจัยพืชผักแห่งเอเชีย (Asian Vegetable Research and Development Center: AVRDC) คัดเลีอกพันธุผักกาดขาวปลีที่ทนความร้อน ได้มาตั้งแต่ปี 2518 ผักกาดขาวปลีพันธุ์ที่ทนร้อนนี้สามารถเจริญเติบโตและมีการห่อปลีได้ในสภาพที่อุณหภูมิสูงกว่า 23 องศาเซลเซียส ผักกาดขาวปลีพันธุ์ทนความร้อน มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากพันธุ์ที่ไม่ทนทานความร้อนหลายอย่าง เช่น ระบบรากดีกว่ามีปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบน้อยกว่า ใบหนากว่า

การเตรียมดิน

ผักกาดขาวปลีสามารถปลูกในดินทั่วไป แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือดินร่วน ในดินเหนียวก็สามารถปลูกได้แต่ต้องทำให้ดินสามารถระบายน้ำได้ดี โดยการไถหรือขุดดินให้ลึกลสัก 12 นิ้ว แล้วตากดินให้แห้งประมาณ 10-15 วัน จึงทำการย่อย พรวนให้ก้อนเล็กใส่ปุ๋ยคอกลงคลุกเคล้า

ถ้าเป็นดินเปรี้ยวหรือดินเค็ม ควรใส่ปูนขาวในอัตราประมาณ 40 กก./ไร่ หรือประมาณ 1 กก./4 ตารางเมตร

ถ้าดินเป็นดินทรายควรใส่ปุ๋ยคอกให้มากขึ้นอัตราที่ใช้ประมาณ 2 ปีบ ต่อ 1 ตารางเมตร หรือถ้าใส่ปุ๋ยขี้เป็ด, ไก่, หมู ก็ลดปริมาณการใส่ลงมาเหลือลสัก ตารางเมตรละ 1 ปีบก็พอ การใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นก่อนปลูกนั้นควรใส่ขณะดินแห้ง เมื่อใส่แล้วก็ใช้คราดคลุกเคล้าให้เข้ากับดินให้ดี

วิธีปลูก

การปลูกผักกาดขาวปลี มีวิธีการปลูกได้ 2 วิธี โดยจะเลือกใช้วิธีใดก็แล้วแต่ความสะดวกและความเหมาะสมของปัจจัยของเกษตรกรแต่ละราย อาทิเช่น แรงงาน ลักษณะของแปลง จำนวนเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น โดยวิธีการทั้งสองมีดังนี้คือ

1. ปลูกโดยวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงเลย  เป็นวิธีที่จะทุ่นเวลาและแรงงาน ในการย้ายกล้าไปปลูกเหมาะสำหรับสวนที่มีแรงงานน้อย วิธีนี้จะเปลืองเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยมาก และในระยะเป็นต้นกล้าก็ดูแลรักษาลำบาก

วิธีการหว่านเมล็ดก็คือ หลังจากพรวนดินให้ก้อนเล็กและใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากันดีแล้วก็เอาฟางข้าวคลุมแปลงบาง ๆ แล้วจึงหว่านเมล็ดลงไปบาง ๆ แปลง ขนาด 5 X 25 เมตร ใช้เมล็ดพันธุ์ 1/4 ลิตร แปลงขนาด 5 X 80 เมตร ใช้ เมล็ดพันธุ์ 3A ลิตร เมื่อมีอายุประมาณ 15-20 วัน ควรทำการถอนแยกออกให้มีระยะห่างระหว่างต้น 30-50 เซนติเมตร

2. ปลูกโดยวิธีเพาะกล้าก่อนแล้วย้ายปลูก  เตรียมแปลงไว้สำหรับเพาะกล้า เพียงเล็ก ๆ โดยถ้าต้องการปลูกจริงในเนื้อที่ 1 ไร่ ก็ใช้เนื้อที่ทำแปลงเพาะเพียง 5 ตารางเมตรเท่านั้น และใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 200 กรัม หว่านลงไปบนแปลงให้ทั่วแปลงเพาะกล้าเมื่อพรวนดินเป็นก้อนเล็กแล้วควรผสมปุ๋ยคอกลงไปคลุกเคล้าด้วย หว่านเมล็ดแล้วใช้ฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง (ที่ไม่มีเมล็ดหรือดอกติดไปด้วย) คลุมแปลงแล้วรดน้ำให้ชุ่ม เมื่อกล้าอายุได้ประมาณ 25-30 วัน ต้นจะโตมีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายไปปลูกในแปลงจริง การย้ายปลูกควรทำในเวลาเย็นประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น ตอนที่มีแดดอ่อน ๆ โดยอาจจะถอนกล้าไว้ตั้งตอนเช้าก่อนแดดจัดแล้วเอากล้าใส่เข่ง ใช้ผ้าหนา ๆ ชุบน้ำคลุมไว้ในที่ร่มเพื่อรอปลูกตอนเย็น กล้าที่จะปลูกไม่ควรถอนไว้ข้ามคืน ระยะปลูกระหว่างต้นห่าง 30 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่าง 50 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วใช้ฟางแห้งคลุมดินอีกก็ได้จะช่วยให้ผักตั้งตัวได้เร็วขึ้นและรักษา ความชื้นในดินได้ด้วย

วิธีปลูกโดยเพาะกล้าก่อนทำให้คุ้มค่าเมล็ดค่าปุ๋ย และปลูกได้เป็นระเบียบ สวยงาม การดูแลและการทำงานประณีตขึ้นทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้น ทุ่นเวลาและแรงงาน ที่จะดูแลรักษาในขณะที่ยังเป็นต้นกล้าอยู่ เพราะมีเนื้อที่ดูแลเพียง 5 เมตร เท่านั้น แต่ในเวลาย้ายปลูกต้องใช้แรงงานมากในการปลูกให้รวดเร็วทันเวลา

การให้น้ำ

ในระยะแรกเมื่อผักกำลังงอกควรให้น้ำวันละ 3-4 เวลา เพื่อให้หน้าดิน อ่อนสะดวกแก่การที่เมล็ดจะงอก เมื่อผักอายุเกิน 7 วันแล้ว ก็ลดลงเหลือวันละ 3 เวลา พออายุเกิน 1 เดือนไปแล้วรดเพียงวันละ 2 เวลา เช้า-เย็นก็พอ ไม่ควรรดเวลาสาย ๆ ที่แดดแรงเพราะน้ำร้อนจะทำให้ใบผักกาดขาวซึ่งบางเสียหายง่าย การรดน้ำควรใช้บัวรดน้ำหรือฉีดพ่นเป็นฝอยด้วยเครื่องแต่อย่าฉีดแรงนัก

ผักกาดขาวปลีจะขาดน้ำไม่ได้ในช่วงกำลังห่อปลี เพราะจะทำให้การห่อปลีและการเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ หลังจากปลูกได้ 7 วันครั้งหนึ่ง กับ 15 วันครั้งหนึ่ง ครึ่งแรกควรใส่ปุ๋ยคอกผสมแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยยูเรีย โดยกะประมาณเนื้อที่ 1 ตารางเมตร ใส่ปุ๋ยคอก 3-4 กก. ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 100 กรัมหรือปุ๋ยยูเรีย 50 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) ผสมให้เข้ากันดีแล้วหว่านลง ในแปลงผัก ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต

การปฎิบัติดูแล

การช่วยให้ผักกาดขาวปลีจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะ ผักกาดขาวปลีพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีลักษณะเข้าปลียาก การช่วยให้ผักกาดขาวห่อปลี ทำได้โดยการรวบใบนอกขึ้นมารัดไว้หลวม ๆ เมื่อผักเริ่มเข้าปลีหรือเมื่อผักมีใบแล้ว 9-10 ใบ

การใช้ daminocide ฉีดพ่นทางใบให้ผักกาดขาวปลีที่ปลูกนอกฤดูกาล สามารถเพิ่มการห่อปลีและผลิตได้ถึง 40-100 %

มีเกษตรบางรายนิยมเก็บใบนอกของผักกาดขาวไปรับประทานเ หลือไว้แต่ใบรองไว้สำหรับห่อปลีเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ถูกต้องเพราะใบนอกของผักกาดขาวปลี มีอิทธิพลมากต่อการห่อปลี โดยใบนอกเป็นแหล่งสังเคราะห์อาหารและนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและการสร้างปลี การตัดใบนอกหรือการโน้มใบนอกลงชิดพื้นดิน จะยับยั้งการห่อปลีและทำให้น้ำหนักของปลีลดลงมาก

การให้ SADH (Succinic acid 2,2-dimethylhydrazide Alar, B-nine,deminocide) ความเข้มข้น 2,000 ppm. ให้ทางใบกับผักกาดขาวปลี พันธุ์เทียนจินเบอร์ 23 ที่ปลูกในฤดูร้อน หลังจากย้ายกล้าปลูกได้ 30 วัน 1 ครั้ง ทำให้ปลีมีน้ำหนักสูง มีจำนวนใบใน, ใบทั้งหมด, น้ำหนักลดทั้งต้น และนํ้าหนักของใบนอก มากกว่าที่ไม่ได้รับ SADH เพราะฉะนั้นการปลูกผักกาดขาวปลีในฤดูร้อน ให้ได้ผลดีจึงควรใช้ SADH ในการช่วยห่อปลี

โรคที่สำคัญ

1.โรคเน่า เกิดที่ลำต้นระดับดินและโคนใบเป็นแผลเน่าบุ๋มลึกลงไป โรคเน่าจะระบาดรวดเร็วขึ้นเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เน่าและเข้าไปในบาดแผล มักจะเกิดในแปลงที่มีการระบายนํ้าไม่ดี วิธีป้องกันคือควรจะรดน้ำให้พอดี อย่าให้เข้าไปในปลีถ้าพบต้นที่เป็นโรคให้ถอนไปทำลายเสียและใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราละลายน้ำรดบริเวณผิวดิน และฉีดพ่นที่โคนใบ

2.โรคเหี่ยว ผักจะเกิดอาการใบล่างเหลืองและเริ่มเหี่ยว จนเหี่ยวทั้งต้น เกิดจากการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เร่งการเจริญเติบโตมากเกินไป ในระยะเป็นต้นกล้า ควรใส่ปุ๋ยเคมีแต่น้อย การหว่านปุ๋ยเมล็ดมากจะเป็นอันตรายต่อต้นกล้า การใช้สารเคมีต่อโรคนี้ไม่ได้ผลที่คุ้มค่าแต่อย่างใด ต่อไปไม่ควรปลูกซ้ำที่อีก ปลูกผักอื่นบ้างหรือปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อบำรุงดิน

แมลงที่สำคัญ

ผักกาดขาวปลีเป็นผักที่หนอนชอบมาก จึงควรดูแลเอาใจใส่ให้มากทุก ๆ วัน และการฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดแมลงควรฉีดก่อนที่ผักจะเริ่มเข้าปลีเพราะ ถ้าปล่อยให้หนอนเข้าปลีได้แล้วจะไม่สามารถใช้ยากำจัดอย่างได้ผลพืชผักจะเสียหาย หมด ได้แก่หนอนใยผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะยอดกะหลํ่า แมลงศัตรูอื่น ๆ ก็มี เพลี้ยและหมัด ซึ่งควรฉีดพ่นยาป้องกันไว้สัปดาห์ละครั้ง ถ้าเป็นมากก็ใช้ยาที่แรงขึ้นฉีด แต่ควรฉีดเมื่อผักอายุไม่เกิน 30 วัน

การเก็บเกี่ยว

ผักกาดขาวปลีมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 65-90 วัน เมื่อจะเก็บเกี่ยวให้สังเกตใบนอกเริ่มแห้งและเข้าปลีแน่นพอสมควรแล้วก็ตัด ควรตัดก่อนปลีจะคลาย ความแน่น ควรตัดในขณะที่น้ำที่เกาะอยู่ตามใบแห้งดีแล้ว ผักจะได้ไม่กรอบและไม่อวบน้ำจนเกินไป อันอาจจะทำให้ผักหักชํ้าและเน่าง่ายเวลาตัดให้ตัดโคนเสมอดิน แล้วเอาออกมาลอกใบนอกออกที่นอกแปลงปลูก ตัดแต่งลอกให้เหลือใบในสีขาว แต่ไม่ควรลอกใบนอกออกมากเกินไป ควรเหลือเอาไว้บ้างเพื่อกันใบในบอบช้ำและสกปรกในระหว่างขนส่ง ซึ่งแม่ค้าย่อยจะทำการลอกและแต่งให้เหลือแต่สีขาวข้างในก่อนขายให้ผู้บริโภคอีกที

ความรู้ด้านการเกษตร ที่น่าสนใจ

Tags: