การปลูกพริก

ในการปลูกพริกสามารถปลูกได้ตลอดปีถ้ามีนํ้ารดเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าจะปลูกพริกให้ขายได้ราคาดี กรณีมีน้ำรดเพียงพอหรืออยู่ในเขตชลประทานควรจะปลูกในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เพราะหลังจากปลูกแล้วจะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ราว ๆ เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่พริกสดมีราคาดี แต่ถ้าหากไม่มีนํ้าเพียงพอหรือไม่อยู่ในเขตชลประทาน ควรจะเริ่มปลูกในช่วงต้นฤดูฝน (ประมาณ เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน) การปลูกพริกสามารถกระทำได้ ๓ วิธีด้วยกันคือ

๑. การปลูกโดยใช้เมล็ดเพาะทำเป็นต้นกล้าในแปลงเพาะก่อนแล้ว จึงค่อยย้ายกล้าปลูก ปลูกพริกโดยวิธีนี้เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมทำกัน แต่ก่อนที่จะมีการเพาะเมล็ดจะต้องมีการเตรียมการดังนี้คือ

การคัดเลือกพันธุ์ ไม่ว่าจะปลูกพริกชนิดใดก็ตามต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ ปลูกก่อน ถ้าคัดเลือกพันธ์ด้วยตนเองจะมีผลดีมาก เพราะเราสามารถทราบได้ว่าต้นพริกที่เราเก็บผลมาทำพันธุ์นั้นมีลักษณะตรงตามพันธุ์ที่ต้องการปลูกหรือไม่ นอกจากนั้น ในการคัดเลือกพันธุ์ปลูกควรเลือกผลจากต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่มีโรคและแมลงทำลายให้ผลดก ลักษณะผลใหญ่ได้ขนาดรูปร่างสวยงาม ไม่หงิกงอผิดรูปทรงไป ต้นพริกที่คัดเลือกไว้ทำพันธุ์ควรเก็บผลจากรุ่นที่ ๓ ทั้งนี้เพราะมีจำนวนของเมล็ดมากและขนาดของเมล็ดใหญ่สมบูรณ์ดี โดยปล่อยให้ผลพริกจากต้นที่เก็บได้ทำพันธ์สุกจนเต็มที่ จากนั้นจึงเก็บมาบ่มไว้ในภาชนะต่าง ๆ เช่น กระบุงประมาณ ๒ คืน หรือเมื่อเห็นว่ามีเนื้อนุ่มแล้วใช้มีดกรีดให้ผลแตกเอาเมล็ดออกมาล้างให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้งสนิท บนตะแกรง, กระด้งหรือภาชนะอื่นก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม เมื่อเมล็ดแห้งแล้วจึงค่อยนำไปเก็บไว้ในขวดปิดฝาให้แน่นเพื่อเก็บไว้ทำพันธุ์ต่อไป

การเตรียมแปลงเพาะ แปลงเพาะต้นกล้าพริกควรจะอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ หรือไม่ก็สามารถจัดหานํ้ามารดได้เมื่อถึงคราวจำเป็น และจะต้องทำหลังคาพรางแสงให้แก่ต้นกล้าด้วย ในการทำแปลงเพาะกล้าควรจะยกเป็นร่องให้มีขนาดกว้างประมาณ ๑-๑.๕ เมตร ส่วนความยาวก็แล้วแต่ขนาดของพื้นที่หรือจำนวนต้นกล้าที่ต้องการใช้ปลูก หลังจากนั้นจึงทำการเตรียมดินในแปลงเพาะ โดยขุดพลิกดินให้ลึกประมาณ ๖ นิ้ว ตากดินไว้ประมาณ ๗ วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ในดิน แล้วใช้ปุ๋ยคอกประมาณหนึ่งบุ่งกี๋ต่อหนึ่งตารางเมตร หรืออาจใส่พวกใบไม้ผุ หญ้าผุ ฯลฯ ลงไปด้วยก็ได้ และควรใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ในอัตราประมาณ ๑ กำมือต่อ ๑ ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากันดีทิ้งไว้ประมาณ ๒ วัน จึงย่อยดินให้ละเอียด เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ แล้วยกเป็นร่องให้สูงจากระดับพื้นดินประมาณ ๑๕-๒๐ เซนติเมตร หลังจากนั้นจึงนำเมล็ดพริกมาเพาะต่อไป

ในแปลงปลูกที่ระยะชิดเกินไปจะดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวยาก

ควรปลูกให้ระยะห่างพอควร (ขนาดทรงพุ่มแต่ละพันธุ์อาจต่างกัน) กิ่งก้านสาขาจะได้ไม่ชนกันเมื่อโตเต็มที่

การเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ สามารถกระท่าได้ ๒ กรณีคือ เพาะต้นกล้าด้วยเมล็ดที่เริ่มงอก กรณีนี้ทำได้โดยนำเมล็ดพริกมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ ๑ คืน (ถ้ามีเมล็ดลอยนํ้าให้เก็บทิ้งไปเพราะเป็นเมล็ดเสียหรือเมล็ดลีบ) ในวันรุ่งขึ้นให้นำเมล็ดมาห่อด้วยผ้า นำไปเก็บไว้ในที่ร่มประมาณ ๒-๓ วัน ในระหว่างนี้พยายามตรวจดูอยู่ตลอดเวลาอย่าให้ผ้าแห้งเป็นอันขาดโดยการพรมนํ้า เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจะเห็นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ปลายเรียวแหลมยื่นออกมาแล้วจึงค่อยนำไปเพาะในแปลงเพาะที่เตรียมไว้ กรณีที่สองเพาะเมล็ดด้วยต้นกล้าธรรมดา (เมล็ดที่ยังไม่งอก) หลังจากเตรียมแปลงเพาะเรียบร้อยแล้ว เราสามารถนำเมล็ดที่เตรียมไว้มาเพาะได้ทันที แต่ถ้าให้ดีก่อนเพาะควรนำเมล็ดไปคลุกเคล้ากันยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ยาซีรีแซน ออร์โธไซด์ เป็นต้น เพื่อเป็นการ ป้องกันเชื้อราของโรคต่าง ๆ ที่อาจจะติดมากับเมล็ด

วิธีการเพาะ หลังจากเตรียมแปลงเพาะและเตรียมเมล็ดเรียบร้อยแล้ว ถ้า หากเป็นการเพาะด้วยเมล็ดที่งอกแล้วก็นำเมล็ดมาหว่านบนแปลงเพาะอย่าให้เมล็ดแน่นเกินไป แล้วโรยดินกลบบางๆ หลังจากนั้นใช้ฟางแห้ง หญ้าแห้งหรือทางมะพร้าวคลุมให้ทั่วแปลงรดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ ถ้าหากเป็นการเพาะด้วยเมล็ดธรรมดาก็นำเมล็ดมาโรยเป็นแถวตามขวางของแปลงเพาะ โดยให้มีระยะระหว่างแถวห่างกันประมาณ ๑๐-๑๕ เซนติเมตร แล้วโรยกลบด้วยดินบาง ๆ หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร ใช้ฟางแห้ง หญ้าแห้งหรือทางมะพร้าวมาคลุมให้ทั่วแปลง รดน้ำให้ชุ่มเช่นเดียวกับ การเพาะด้วยเมล็ดที่งอกแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเพาะเมล็ดเรียบร้อยแล้ว ถ้าให้ดีควรจะรดแปลงเพาะด้วยยาฆ่าแมลงพวกดีลดริน เพื่อเป็นการป้องกันมดหรือแมลงอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน ซึ่งอาจทำลายเมล็ดพริกได้รับความเสียหายได้

หลังจากเพาะเมล็ดได้ประมาณ ๑๐-๑๒ วัน พริกที่เพาะโดยใช้เมล็ดธรรมดา จะงอกมีใบเลี้ยง ๒ ใบ แต่ถ้าเพาะด้วยเมล็ดที่งอกแล้วก็ใช้เวลาน้อยกว่านี้

การดูแลรักษาต้นกล้า ในระหว่างที่ต้นกล้ายังไม่สามารถย้ายไปปลูกใน แปลงจริงได้ ต้องมีการกำจัดวัชพืชบ้าง (ถ้ามี) และคอยรดน้ำอยู่ตลอดเวลาแต่อย่าให้แฉะ และมีการฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อราเพราะในระยะต้นกล้ามักถูกทำลายจากเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคกล้าเน่าตาย โดยใช้ยาเซฟวินผสมกับมาเนบหรือซีเนบ ฉีดพ่นเป็นประจำทุก ๆ อาทิตย์ เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ ๕ เซนติเมตร หรือก่อนย้ายปลูกประมาณ ๒ อาทิตย์ ถ้าต้องการเร่งให้ต้นกล้าโตเร็วขึ้น ให้ใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตประมาณ ๔ กำมือ หรือใช้ปุ๋ยยูเรีย ๒ กำมือ ละลายน้ำ ๒๐ ลิตร (๑ ปีบ) รดต้นกล้าในช่วงนี้ หลังจากรดด้วยปุ๋ยแล้วต้องรดตามด้วยน้ำธรรมดาทันที ข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยพวกนี้รดคืออย่าใช้ในอัตราที่เข้มข้นเกินไปเพราะอาจทำให้ใบไหม้และต้นกล้าตายได้ และถ้าหากต้นกล้าแน่นเกินไป ควรทำการถอนแยกไปชำในแปลงอื่นหรือภาชนะอื่น เพื่อใช้ปลูกซ่อมในภายหลัง การถอนแยกในครั้งนี้ควรให้ระยะระหว่างต้นห่างกันประมาณ ๑๐ เซนติเมตร เพื่อให้ต้นกล้าได้มีการเจริญเติบโต อย่างเต็มที่ เมื่อต้นกล้าสูงประมาณ ๖ นิ้ว จึงค่อยย้ายนำไปปลูกในแปลงจริงต่อไป ถ้ารวมอายุกล้าในแปลงเพาะจนถึงย้ายไปปลูกได้ประมาณ ๓๐ วัน (เพาะโดยใช้เมล็ดที่งอกแล้ว) และประมาณ ๔๐ วัน (เพาะโดยใช้เมล็ดธรรมดา)

การย้ายกล้าปลูกและการปลูก ก่อนที่ย้ายหรือขุดต้นกล้าไปปลูกในแปลง จริง จะต้องรดน้ำแปลงเพาะให้ชุ่มทิ้งไว้ประมาณ ๑ ชั่วโมง จากนั้นจึงขุดแซะต้นกล้าออกมา โดยในเวลาขุดพยายามให้ดินติดรากให้มาก หลังจากนั้นจึงนำไปปลูก โดยปลูกในช่วงที่มีอากาศไม่ร้อน เช่นในตอนเย็น หรือมีเมฆมืดครึ้มไม่มีแสงแดด เมื่อย้ายปลูกแล้วต้องรดน้ำทันที และควรหาวัสดุมาคลุมต้นกล้าไว้ เช่น กรวยกระดาษ ก่อนประมาณ ๒-๓ วัน เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงและตั้งตัวได้เร็วขึ้น หรือทำให้ต้นกล้าตายน้อยลงกว่าการปลูกโดยที่ไม่มีอะไรคลุมต้นกล้า

๒. การปลูกใช้เมล็ดธรรมดา (ยังไม่งอก) หยอดลงหลุมในแปลงปลูก โดยตรง การปลูกพริกโดยวิธีนี้ต้นอ่อนของพริกอาจถูกมดหรือแมลงกัดกินในขณะที่งอกใหม่ ๆ หรือถ้าฝนขาดระยะทิ้งช่วงไปนานและพื้นที่ปลูกไม่อยู่ในชลประทานหรือจัดหาน้ำมารดไม่ได้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วง ต้นอ่อนอาจตายได้ ทำให้เสียเวลาเพราะต้องปลูกซ่อมใหม่อีก ทำให้ต้นพริกเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ทั้งยังสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์มากคือการปลูกโดยวิธีนี้ต้องใช้เมล็ดพริก ๓-๕ เมล็ดต่อหลุม เมื่อต้นพริกงอกแล้วให้ถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไปไว้เพียงหลุมละต้นเดียว หรือถ้าไม่ถอนก็อาจใช้กรรไกรตัดทิ้งไปได้ แต่อย่างไรก็ตามในการถอนต้นพริกที่ไม่ต้องการทิ้งนั้น จะทำให้รากของต้นที่ต้องการเอาไว้ได้รับความกระทบกระเทือน เพราะพริกเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นแผ่กระจายอยู่ใกล้ผิวดิน เมื่อรากพริกได้รับกระทบกระเทือน อาจทำให้อายุการให้ผลผลิตของพริกไม่ ยืน ต้นไม่แข็งแรงและเกิดโรคเข้าทำลายได้ง่าย

๓. การปลูกโดยใช้เมล็ดที่งอกแล้วหยอดลงหลุมปลูกโดยตรง การปลูกโดยวิธีนี้ มีการเตรียมเมล็ดเช่นเดียวกับการเพาะต้นกล้าด้วยเมล็ดที่เริ่มงอก หลังจากเมล็ดงอกแล้วก็นำไปปลูกในหลุมปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ประมาณหลุมละ ๒-๓ เมล็ด และกลบด้วยดินบาง ๆ ซึ่งก็เป็นวิธีที่สะดวกอีกวิธีหนื่ง เมื่อต้นพริกเจริญเติบโตมีอายุประมาณ ๓๐ วัน ใช้กรรไกรตัดต้นที่ไม่ต้องการทิ้งไว้เพียงหลุมละต้นก็พอ ต่อจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลรักษาต่อไปจนให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้

ความรู้ด้านการเกษตร ที่น่าสนใจ

Tags: