มะฮอกกานีใบใหญ่

(Broad Lead Mahogany)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Swietenia macrophylla King
ชื่อวงศ์ MELIACEAE
ถิ่นกำเนิด ทางตอนใต้ของเม็กซิโก
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-25 ม. ขนาดทรงพุ่ม
6-10 ม. ผลัดใบ ทรงกระบอก ค่อนข้างแน่น ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้น สีน้ำตาลหรือเทาอมดำ แตกเป็นร่องตามแนวยาวและหลุดล่อนเป็นแผ่น


ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลางใบ ประกอบยาว 20-50 ซม. ใบย่อย 3-8 คู่ เรียงตรงข้าม รูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง 2.5-6 ซม. ยาว 6-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียวและย่น เป็นลอน สีเขียวเข้มเป็นมัน
ดอก สีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 10-15 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอ่อนโคนเชื่อมติดกัน กลีบดอก 5 กลีบ รูปช้อน ปลายมน ติดอยู่กับ หลอดเกสรตัวผู้โดยโคนกลีบเชื่อมติดกัน เกสรเพศผู้ 8-10 อัน เชื่อมติดกัน เป็นหลอด เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.7-1.2 ซม. ออกดอกเดือน พ.ค.-มิ.ย.


ผล ผลแห้งแตก รูปไข่ กว้าง 6-9 ซม. ยาว 14-18 ซม. เปลือกหนา สีน้ำตาลอมเหลือง เมื่อสุกมีสีน้ำตาลอมเทา แตกจากโคนเป็น 5 พู เมล็ดเป็นแผ่น มีปีกรูปรียาว ปลายปีกบาง สีน้ำตาล หลายเมล็ด ติดผล เดือน ก.ค.-ต.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร เปลือกต้น รสฝาดขม ฝนทาสมานแผล ต้มดื่มแก้ไข้เจริญอาหาร เมล็ด รสขมจัด นึ่งให้สุกบดปั้นเม็ดรับประทาน แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้จับสั่น ไข้ป้าง ตัดไข้จับ
หมายเหตุ ต้นไม้ที่คล้ายกัน คือ มะฮอกกานีใบเล็ก (Swietenia mahogani Jacq.)
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะหาด

(Ma Hat)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus lakoocha Roxb.
ชื่อวงศ์ M0RACEAE
ชื่ออื่น หาด มะหาดใบใหญ่
ถิ่นกำเนิด อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-25 ม. ขนาดทรงพุ่ม 10-12 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นขรุขระ เป็นปุ่มปมสีนํ้าตาลอมดำหลุดล่อนเป็นเกล็ดและยางไหลซึมแห้งติดต้น


ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 5-12 ซม. ยาว 10-25 ซม. ปลายใบมนเว้า โคนใบเบี้ยว ขอบเป็นจักฟันเลื่อยเล็กๆ และเป็นคลื่น แผ่นใบหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน สีเขียวเข้มเป็นมัน ผิวใบด้านล่างสีเขียวอมเทามีขนประปรายใบอ่อนมีขนสีนํ้าตาลแดงหนาแน่น ก้านใบยาว 2-4 ซม.
ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแน่น ฝังตัวอยู่บนฐาน รองดอกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ดอกแยกเพศร่วมต้น ดอกเพศผู้กลีบดอกค่อนข้างกลมมน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ออกเป็นช่อเดี่ยวช่วงล่าง ถัดจากดอกเพศเมีย เส้นผ่านศูนย์กลางช่อดอก 0.8-1.5 ซม. เกสรเพศผู้จำนวนมาก ช่อดอกเพศเมีย รูปไข่หรือรูปขอบขนาน กว้าง 0.8-1.2 ซม. ยาว 1.2-2.3 ซม. ปลายกลีบดอกหยัก ออกดอกเดือน ก.พ.-เม.ย.


ผล ผลสดแบบมีเนื้อ เป็นผลรวมทรงกลมแป้น ขนาด 6-8 ซม. เปลือกนอกขรุขระสีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกสีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อฉ้ำน้ำ เมล็ดรูปขอบขนาน สีน้ำตาลอ่อน 1 เมล็ดต่อผลย่อย ติดผลเดือน มี.ค.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง
นิเวศวิทยา พบตามป่าดิบและป่าเบญจพรรณทั่วไป
การใช้ประโยชน์ เนื้อไม้ เนื้อหยาบ แข็ง เหนียว และทนทาน ใช้ทำเสาหมอนรางรถไฟ สะพาน ไม้พื้น เสากระโดงเรือ ด้ามเครื่องมือ การเกษตร ทำหูกทอผ้า รวมทั้งเครื่องดนตรี
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร แก่นไม้สด นำมาหั่นเคี่ยว แล้วนำ มาตากให้แห้ง บดเป็นผงชงกินกับน้ำเย็น เป็นยาขับพยาธิตัวตืด และ พยาธิไส้เดือน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคกษัย เบื่ออาหาร แก้ลม ขับโลหิต และปัสสาวะกะปริบกะปรอย ราก แก้ไข้ ขับพิษร้อนใน เปลือกต้น ใช้เปลือกสด สมานทาขับพยาธิ
หมายเหตุ ต้นไม้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะหวด

(Ma huat)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Lepisanthes rubiginosa (Roxb.) Leenh.
ชื่อวงศ์ SAPINDACEAE
ชื่ออื่น กำชำ กำซำ หมากหวด
ถิ่นกำเนิด จีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาด ทรงพุ่ม 5-10 ม. ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม หรือรูปไข่ เปลือกต้นสีน้ำตาล เข้ม หรือสีน้ำตาลแดง แตกสะเก็ดและหลุดล่อนเป็นแผ่นบาง


ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงเวียนสลับ แกนกลางใบ ประกอบยาว 10-30 ซม. ใบย่อย 3-6 คู่ เรียงแบบตรงกันข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-12 ซม. ปลายใบติ่งแหลม โคนใบสอบและเบี้ยว แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว และย่นเป็นลอน สีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่า มีขนนุ่มปกคลุม ใบอ่อนสีนํ้าตาลอมเขียว
ดอก สีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง และปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 30-50 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปครึ่งวงกลม กลีบนอก 2 กลีบ เล็กกว่ากลีบใน กลีบดอก 5 กลีบ โคนแคบมีขนและมีเกล็ดเล็กๆ เกสรเพศผู้ 8 อัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.8-1 ซม. ออกดอกเดือน ก.พ.-มี.ค.


ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมค่อนข้างยาว ปลายมน กว้าง 0.5-1 ซม. ยาว 1.5-2 ซม. สีเขียว เมื่อสุกสีส้มแดงและม่วงอมดำ ผิวเกลี้ยงเปลือกและเนื้อบาง เมล็ดกลมรี สีน้ำตาลอ่อนเป็นมัน ติดผลเดือน เม.ย.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดและใช้เมล็ดสด
นิเวศวิทยา พบตามที่ราบชายป่าดิบและพื้นที่โล่งแจ้ง
การใช้ประโยชน์ ผลสุก มีรสจืดฝาดถึงหวาน รับประทานเป็นผลไม้ แก้ท้องร่วง
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ราก ต้มน้ำดื่ม แก้เมาเบื่อ แก้พิษร้อน วัณโรค เมล็ด รสฝาดต้มดื่มแก้ไข้ซาง แก้ไอกรน
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะยม

(Star Gooseberry Tree)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus acidus (L.) Skeels
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด เอเชียใต้และอเมริกาเขตร้อน
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาด ทรงพุ่ม 3-5 ม. กึ่งผลัดใบ ทรงพุ่มกลม แตกกิ่งก้านแผ่กระจาย กิ่งก้านคดงอ เปลือกต้นมีรอยด่างเป็นวงสีขาวอมเทาทั่วไปและเป็นปุ่มปม


ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับบนกิ่งเล็กๆ ยาว 20-40 ซม. ดูคล้ายใบประกอบ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง 1.5-4 ซม. ยาว 3.5-9 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมนและเบี้ยว ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวสดเรียบ ผิวใบด้านล่างสีเขียวนวล ใบอ่อนสีแดงระเรื่อ ก้านใบยาว 0.3-0.5 ซม.
ดอก สีเขียวอ่อนหรือสีแดงเรื่อ ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่กิ่งแก่ และลำต้นช่อดอกตั้งยาว 5-12 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รูปกลม แกมรูปไข่ ไม่มีกลีบดอก เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.4-0.5 ซม.ดอกแยกเพศรวมต้น ดอกเพศผู้มีขนาดเล็กและจำนวนมากกว่าดอกเพศเมีย ออกดอกเดือน ม.ค.-มี.ค.


ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 ซม. ลักษณะเป็นพู 6-8 พู ด้านบนบุ๋มลง ด้านล่างแบน สีเขียวอ่อน เมื่อสุกสีขาวอมเหลือง เนื้อนุ่มฉ้ำน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดทรงกลมเป็นเหลี่ยม เปลือกแข็ง สีนํ้าตาลอ่อน ติดผลเดือน ก.พ.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป
การใช้ประโยชน์ ผลแก่ รสเปรี้ยวหรือเปรี้ยวอมหวาน นิยมรับประทานเป็นผลไม้ทั้งสด ดอง แช่อิ่ม เชื่อม กวน หรือแปรรูปเป็นผลไม้แห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ทำไวน์ได้ ใบ ใช้รับประทานเป็นผัก
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ราก แก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน เปลือกต้น แก้ไข้ขับระดู ใบ ขับพิษไข้บำรุงประสาท แก้หืด หัด อีสุกอีใส ผล มีรสเปรี้ยวแก้หลอดลมอักเสบ และขับปัสสาวะ
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะมุด

(Horse mango)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera foetida Lour.
ชื่อวงศ์ AMACARDIACEAE
ชื่ออื่น ลูกมุด มุด ส้มมุด
ถิ่นกำเนิด มาเลเซียและภาคใต้ของไทย
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-20 ม. ขนาดทรงพุ่ม 10-12 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีนํ้าตาลปนดำ แตกเป็นร่องตามแนวยาว มียางสีเหลือง


ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีแกมรูปใบหอก กว้าง
5-8 ซม. ยาว 15-25 ซม. ปลายใบและโคนเรียวแหลมใบขอบใบเรียบ เป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาและแข็ง ย่นเป็นลอน สีเขียวเข้ม เป็นมัน ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือสีม่วงอมฟ้า ก้านใบยาว 2-4 ซม.
ดอก สีชมพู ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 20-35 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ สีเขียวอ่อน เชื่อมติดกับฐานรองดอก กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.7-1 ซม. ก้านดอกมีสีแดงเข้ม ออกดอกเดือน ม.ค.-มี.ค.


ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลม หรือรูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 8-15 ซม. เปลือกผลหนาเรียบเกลี้ยง สีเขียวอมเหลือง เมื่อสุก สีเขียวอมนํ้าตาลเมล็ดมีเนื้อนุ่มสีเหลืองติดกับเปลือกหุ้มเมล็ดหนาแข็ง ผิวมีเส้นใย รสเปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวรุนแรง เมล็ดคล้าย รูปไต สีน้ำตาลอมเหลือง ขนาดใหญ่ ติดผลเดือน ก.พ.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงทั่วไปในสภาพร้อนชื้นทางภาคใต้
การใช้ประโยชน์ ผลอ่อน รับประทานเป็นผักสด ผักแก้ม ยำ มีรสเปรี้ยว ผลสุกรสหวานอมเปรี้ยว เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง ตกแต่งภายใน ใช้ทำฟืน ให้ไฟแรง
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

ถิ่นกำเนิดมะม่วงหิมพานต์

(Cashew nut)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Anacardium occidental L.
ชื่อวงศ์ ANACARDIACEAE
ชื่ออื่น กาหยี ท้ายล่อ ยาร่วง ยาโหย หัวครก
ถิ่นกำเนิด บราซิล
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาด ทรงพุ่ม 4-6 ม. ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม แผ่กว้าง เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อน อมเทา มีรอยด่างขาวเป็นวงทั่วไปและแตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว


ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับรูปไข่กลับ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 10-12ซม. ปลายใบรูปตัดหรือมน โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบและห่อเข้าทางผิวใบด้านล่าง แผ่นใบค่อนข้างหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน สีเขียวสดเป็นมัน ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือสีเขียวอมน้ำตาล ก้านใบยาว 1-2 ซม.
ดอก สีเขียวอมเหลือง มีแถบสีน้ำตาลแดง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 15-25 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ สีเขียวอ่อน เชื่อมติดกับฐานรองดอก กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลมและโค้งไปข้างหลัง เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลาง ดอก 0.8-1 ซม. ออกดอกเดือน ม.ค.-มี.ค.


ผล ผลประกอบด้วยผลจริงและผลเทียมที่เกิดจากก้านดอก ผลจริงเป็นผลแห้ง มีลักษณะคล้ายรูปไต กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2.5-3 ซม. สีเขียว เมื่อสุกสีเทาเรียบเป็นมัน ผลเทียมเป็นผลสดแบบมีเนื้อ เมื่อสุก สีเหลืองหรือสีแดงคลํ้า เมล็ดรูปไต สีน้ำตาลอมเทา 1 เมล็ดต่อผล ติดผลเดือน ก.พ.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงทั่วไปและพบมากทางภาคใต้
การใช้ประโยชน์ ฐานรองดอก ที่พองโตเหมือนผล มีกลิ่นหอม รับประทานได้ ใบอ่อนเป็นผัก ผลหรือที่เรียกทั่วไปว่าเมล็ดนำมาคั่ว หรืออบรับประทาน
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ผล ใช้ฆ่าเชื้อขับปัสสาวะ เมล็ด แก้กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง เปลือก แก้บิด ยอดอ่อน รักษาริดสีดวงทวาร ยาง ทำลายตาปลา น้ำมันใช้ฆ่าเชื้อ รักษาโรคเรื้อน แก้บาดแผลเน่าเปื่อย ผลใช้รับประทานแก้ท้องร่วง รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะม่วงเบา

(Mango)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Mangifera indica L. Var.
ชื่อวงศ์ ANACARDIACEAE
ชื่ออื่น ม่วงเบา มะม่วง
ถิ่นกำเนิด มาเลเซียและภาคใต้ของไทย
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาด ทรงพุ่ม 3-6 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม แตกกิ่งในระดับต่ำ เปลือกต้น สีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกเรียบแตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว


ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีแกมรูปใบหอก กว้าง 5-7 ซม. ยาว 15-25 ซม. ปลายใบติ่งแหลมอ่อนโคนใบแหลม ขอบใบ เรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียวและย่นเป็นลอน สีเขียวสดเป็นมันใบอ่อนสีม่วงแดงหรือสีม่วงอมฟ้า ก้านใบยาว 2-4 ซม.


ดอก สีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ยาว 20-30 ซม. กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ สีเขียวอ่อน เชื่อมติดกับฐานรองดอก กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ เกสรเพศผู้ 10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.5-0.7 ซม.
ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียวทรงกลมแบนฐานผลกว้างแล้วสอบที่ปลายผล ปลายผลมน กว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 4.5-5.5 ซม. เปลือกผล เรียบเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียวสด เมื่อสุกสีเหลืองอมเขียว เมล็ดมีเนื้อนุ่ม ติดกับเปลือกหุ้มเมล็ดหนาแข็ง ผิวมีเส้นใย รสเปรี้ยวอมหวาน เมล็ด คล้ายรูปไต สีน้ำตาลอมเหลืองขนาดใหญ่ ออกดอกติดผลตลอดปี ออกดอกมากเดือน ม.ค.-พ.ค. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงทั่วไปในภาคใต้
การใช้ประโยชน์ ภาคใต้นิยมใช้ผลดิบมาเป็นอาหารมากกว่าการใช้ประโยชน์จากผลสุกโดยนิยมนำมาแกงส้ม ยำต่างๆ ทำส้มตำมะม่วง น้ำปลาหวาน หรือแปรรูปในลักษณะแช่อิ่ม
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะไฟ

(Burmese grape)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Baccaurea ramiflora Lour.
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น มะไฟเกลี้ยง มะไฟบ้าน ส้มไฟ
ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตร้อนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสูง 10-15 ม. ขนาดทรงพุ่ม 6-8 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม แน่นทึบ เปลือกสีน้ำตาลปนเทา หรือสีน้ำตาลแดง เรียบ หรือแตกเป็นสะเก็ดตามแนวยาว


ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ขนาดใบ กว้าง 6-10 ซม. ยาว 10-20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบหรือมีหยักเล็กน้อยที่ปลายแผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว และย่นเป็นลอนใบสีเขียวอมเหลืองเรียบเป็นมัน ก้านใบยาว 3-7 ซม.


ดอก สีส้มอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกแยกเพศต่างต้น ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ด้านข้างกิ่งแก่หรือลำต้น ช่อดอกเพศผู้เรียวเล็ก และสั้นกว่าช่อดอกเพศเมีย ช่อดอกห้อยลง ยาว 10-30 ซม. ดอกย่อย 10- 15 ดอก ดอกขนาดเล็กมีกาบรองดอก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ซ้อนกัน ไม่มีกลีบดอก เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.3-0.8 ซม. ออกดอกเดือน มิ.ย.-ก.ค.
ผล ผลสดแบบมีเนื้อ แตกได้ ทรงกลมหรือรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 ซม. ผิวเกลี้ยงหนาและเหนียว เมื่อสุกสีส้มอมเหลือง เมล็ดมีเนื้อสีชมพูหรือสีขาวขุ่นห่อหุ้ม รสเปรี้ยวอมหวาน เมล็ดรูปรีแบน สีน้ำตาล 1-3 เมล็ด ติดผลเดือน ส.ค.-ก.ย. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด หรือตอนกิ่ง
นิเวศวิทยา พบมากในป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไป
การใช้ประโยชน์ ผลสดรับประทาน รสเปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ราก ใซ้รักษาวัณโรค ตานซาง เริม งูสวัด เผาไฟกันเป็นยาถอนพิษร้อน เปลือกต้น เป็นยาทาภายนอก แก้โรคผิวหนังบางชนิด
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะเฟือง

(Star fruit, Carambola)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Averrhoa carambola L.
ชื่อวงศ์ OXALIDACEAE
ชื่ออื่น เฟือง สะบือ
ถิ่นกำเนิด อเมริกาเขตร้อน
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 5-10 ม. ขนาดทรงพุ่ม 3-5 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มรูปไข่ แตกกิ่งก้านมาก เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องตื้นตามแนวยาว หรือเป็นสะเก็ดเล็กๆ


ใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาว 6-18 ซม.ใบย่อย 7-11 ใบ เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-4 ซม. ยาว 10-12 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบบาง แต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวอมเหลืองเรียบเป็นมันใบอ่อนสีน้ำตาลเข้ม อมชมพู


ดอก สีชมพูอมม่วง หรือสีชมพูซีด มีลายสีม่วงเข้ม ออกเป็นช่อ แบบช่อกระจุกแยกแขนงที่ด้านข้างของกิ่งและซอกใบใกล้ปลายกิ่งช่อดอก ห้อยยาว 5-10 ซม. ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีชมพู อมม่วง เรียงซ้อนเหลื่อมกัน กลีบดอก 5 กลีบ รูปซ้อน ปลายมนและ โค้งไปข้างหลัง เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.8-1.5 ซม.
ผล ผลสดแบบมีเนื้อหลายเมล็ด รูปรี กว้าง 3-5 ซม. ยาว 5-14 ซม. หยักลึกตามยาวเป็นสัน 5 พู สีเขียวอ่อน เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อนุ่ม ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยวเฝื่อนหรือหวาน เมล็ดรูปรีแบน 3-5 เมล็ดต่อผล ออกดอก ติดผลตลอดปี ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง
นิเวศวิทยา พบปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป
การใช้ประโยชน์ ผลสุก รับประทานได้รสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน เป็นเครื่องเคียงหรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ทำไวน์
การใช้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพร ราก ต้มดื่มแก้ปวดศีรษะ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ดับพิษร้อน แก้ไข้ ใบ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ขับปัสสาวะ ถอนพิษแมงมุม แก้พิษงู ดอก แก้ไข้หนาวๆ ร้อนๆ ขับพยาธิ ผล แก้ไอ ระงับความร้อน แก้กระหายน้ำ เลือดออกตามไรฟัน เมล็ด บดชงน้ำรับประทาน แก้ปวด เปลือกต้นแก้ท้องเสีย
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

มะปริง

(Marin Fruit Tree, Plum Mango)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bouea oppositifolia (Roxb.) Meisn var.
microphylla (Engler) Merr.
ชื่อวงศ์ AMACARDIACEAE
ชื่ออื่น ปริง
ถิ่นกำเนิด เอเชียเขตรัอนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไป ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 12-20 ม. ขนาดทรงพุ่ม 10-12 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลมหรือรูปกรวยกว้าง แน่นทึบ กิ่งห้อยย้อย เปลือกต้นสีน้ำตาลปนดำ แตกเป็นร่องตื้นๆ ตามยาว มียางสีเหลือง


ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรีแกมรูปใบหอก กว้าง
1.5-2.5 ซม. ยาว 7-10 ซม. ปลายใบติ่งแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ห่อยกขึ้น แผ่นใบบางแต่เหนียวและแข็ง สีเขียวเข้มเรียบเป็นมัน ใบอ่อนสีม่วงแดงหรือสีม่วงอมฟ้า ก้านใบยาว 1-1.5 ซม.


ดอก สีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ซอกใบ ใกล้ปลายกิ่งและปลายกิ่งช่อดอกตั้งยาว 4-15 ซม.กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่ สีเขียวอ่อน เชื่อมติดกับฐานรองดอก กลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน เกสรเพศผู้10 อัน เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 0.2-0.3 ซม. ออกดอก เดือน ม.ค.-มี.ค.
ผล ผลสดแบบมีเนื้อเมล็ดเดียว ทรงกลมหรือรูปไข่ กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 1.5-2.5 ซม. เปลือกผลบาง เรียบเกลี้ยงเป็นมัน สีเขียว เมื่อสุก สีเหลืองอมส้มเมล็ดมีเนื้อนุ่มสีเหลืองอมส้มติดกับเปลือกหุ้มเมล็ดหนาแข็ง ผิวมีเส้นใย รสเปรี้ยวอมหวาน เมล็ดรูปร่างกลมรี ค่อนข้างแบน สีน้ำตาล อมเหลือง ติดผลเดือน ก.พ.-เม.ย. ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
นิเวศวิทยา พบตามป่าเขตร้อนชื้นในภาคตะวันออกและภาคใต้
การใช้ประโยชน์ ผลสด มีรสเปรี้ยวจัด ฝานเป็นแว่นบางๆ รับประทานกับนํ้าปลาหวานใช้ปรุงอาหารประเภทต้มยำ หรือนำไปดอง
การใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพร ราก เป็นยาเย็นใช้ถอนพิษไข้ต่างๆ
ที่มา:วัลลิ์รุกขบุปผชาติ ตามรอยพระบาทบรมราชกุมารี โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย