เอทิลีนและสารปลดปล่อยเอทิลีน

(Ethylene and Ethylene Releasing Compounds)
เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่อยู่ในรูปก๊าซ แต่มีผลมากมายต่อการเติบโตของพืช พืชสามารถสร้างเอทิลีนได้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลไม้ใกล้สุก ก่อนการหลุดร่วงของใบและก่อนการออกดอกของพืชบางชนิด เอทิลีนมีหน้าที่ควบคุมการแก่ของพืช ดังนั้นช่วงใดก็ตามถ้ามีเอทิลินมากก็จะเป็นการเร่งให้พืชแก่ได้เร็วขึ้น เอทิลีนมีประโยชน์ในการเกษตรอย่างมาก แต่เนื่องจากสารนี้อยู่ในรูปก๊าซจึงทำให้การใช้ประโยชน์ค่อนข้างจำกัด จึงได้มีการค้นคว้าหาสารรูปอื่นซึ่งเป็นของแข็งหรือของเหลว แต่สามารถปลดปล่อยก๊าซเอทิลินออกมาได้ จนในที่สุดพบว่า สาร ethephon (2-chloroethylphosphonic acid) มีคุณสมบัติดังกล่าว จึงได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน ประโยชน์ของเอทิลีนที่นำมาใช้ทางเกษตรมีดังนี้

1. เร่งการสุกของผลไม้ ผลไม้เมื่อแก่จัดและเข้าสู่ระยะการสุกจะมีการสร้างเอทิลีนขึ้นมาซึ่งเอทิลีนที่ผลไม้สร้างขึ้นนั้นเป็นตัวการสำคัญในการกระตุ้นให้ผลไม้สุก ดังนั้นถ้ามีการให้สารเอทิลีนในระยะที่ผลไม้แก่จัดแต่ยังไม่สุก ก็จะมีผลเร่งให้เกิดการสุกได้เร็วขึ้น การบ่มผลไม้โดยการใช้ก๊าซเอทิลีนโดยตรงมักจะทำได้ยาก เนื่องจากต้องสร้างห้องบ่มที่ปิดสนิทป้องกันอากาศถ่ายเท ซึ่งต้องมีการลงทุนสูง ชาวสวนในประเทศไทยนิยมใช้ถ่านก๊าซ (calcium carbide) ในการบ่มผลไม้แทนก๊าซเอทิลีน โดยการใช้ถ่านก๊าซห่อกระดาษแล้ววางไว้กลางเข่งที่บรรจุผลไม้ เมื่อผลไม้คายนํ้าออกมาไอนํ้าจะทำปฏิกริยาเคมีกับถ่านก๊าซ เกิดเป็นก๊าซอะเซทิลีน (acetylene) ซึ่งมีสูตรโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายก๊าซเอทิลีน จึงทำให้ผลไม้สุกได้เช่นกัน ผลไม้ที่บ่มด้วยก๊าชชนิดนี้และได้ผลดีคือมะม่วง กล้วย ละมุด เป็นต้น นอกจากเอทิลีนจะเร่งการสุกของผลไม้แล้วยังมีผลเร่งการแก่ของผลไม้บนต้นได้เช่นกัน ยกตัวอย่างการใช้ ethephon กับเงาะ องุ่น ลองกอง มะเขือเทศ ในระยะที่ผลแก่จัดแต่ยังไม่เปลี่ยนสี จะทำให้ผลเปลี่ยนสีได้เร็วขึ้นและสมํ่าเสมอมากขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมๆ กัน

2. เร่งการเกิดดอก เอทิลีนสามารถเร่งการเกิดดอกของพืชบางชนิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ถ่านก๊าซ หรือ ethephon เร่งการเกิดดอกของต้นสับปะรดปัจจุบันใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการผลิตสับปะรดกระป๋อง ส่วนในพืชอื่นเช่นมะม่วง ลิ้นจี่ ก็เคยมรายงานเช่นกันว่าการใช้ ehtephon สามารถเร่งการเกิดดอกของพืชดังกล่าวได้ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้

3. ทำลายการพักตัวของพืช สารในกลุ่มเอทิลีนสามารถทำลายการพักตัวของหัวมันฝรั่ง แกลดิโอลัส และพืชหัวอีกหลายชนิด ทำให้งอกได้เร็วและสมํ่าเสมอมากขึ้น พืชหัวเหล่านี้โดยปกติจะต้องนำไปเก็บไว้ในที่อุณหภูมิตํ่าระยะหนึ่งก่อนนำไปปลูกจึงจะงอกได้ การใช้สารเอทิลีนกระตุ้นการงอกจึงมีประโยชน์ในการย่นระยะเวลา ทำให้นำหัวพืชไปปลูกต่อได้เร็วขึ้น

4. ใช้ในการปลิดผล เอทิลีนมีผลต่อการหลุดร่วงของใบ ดอก ผล ดังนั้นจึงอาจใช้ประโยชน์ข้อนี้ในการปลิดผลไม้บางชนิดในกรณีที่ติดผลมากเกินไป โดยใช้สาร ethephon พ่นไปยังต้นในขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ แต่การปลิดผลโดยใช้สาร ethephon อาจเกิดผลเสียได้ง่ายเนื่องจากผลที่เราต้องการเก็บไว้อาจหลุดร่วงได้เช่นกัน การใช้ ethephon กับเงาะพันธุ์สีชมพูในระยะที่แก่จัด พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลร่วงได้ภายหลังการให้สาร 2-3 วัน โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังมีผลลดความเหนียวของขั้วผลในพืชหลายชนิด เช่น ส้ม เชอรี่ แอปเปิ้ล ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายขึ้น ในประเทศไทยเคยมีการทดลองใช้ ethephon พ่นต้นท้อเพื่อให้ใบร่วง และเข้าสู่ระยะพักตัวเร็วขึ้น

เอทิลีนหรือ ethephon ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก เช่น เร่งการไหลของนํ้ายางพารา เพิ่มปริมาณนํ้ายางมะละกอเพื่อการผลิตปาเปน (papain) ช่วยในการลงหัวของหอมหัวใหญ่
เร่งการเกิดรากของพืชหลายชนิด ลดความสูงหรือลดการยืดตัวของต้นพืชบางชนิดเช่น มันเทศ พิทูเนีย บานชื่น ทำลายการพักตัวของตาองุ่น และกระตุ้นการงอกของเมล็ดพืชหลายชนิด อย่างไรก็ตามในบางกรณีที่พืชสร้างเอทิลีนหรือได้รับเอทิลีนโดยบังเอิญในบางช่วงของการ เจริญเติบโต อาจก่อให้เก็ดผลเสียที่ไม่ต้องการได้เช่นกัน ดังในกรณีต่อไปนี้

1. ใบร่วง พืชที่ได้รับเอทิลีนในปริมาณมากเช่นถูกรมด้วยควันไฟเป็นเวลานาน จะทำให้ใบร่วงได้ เนื่องจากในควันไฟมีเอทิลีนเป็นองค์ประกอบ ในบางสภาวะที่พืชอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเช่นนํ้าท่วม แล้งจัด หรือถูกรบกวนจากแมลง โรค หรือพืชได้รับการกระทบ กระเทือนและเกิดบาดแผล สภาพเหล่านี้จะส่งเสริมให้พืชสร้างเอทิลีนขึ้นมามากผิดปกติและจะทำให้ใบร่วงได้เช่นกัน

2. ผลสุกเร็วเกินไป ผลไม้บางชนิดที่ใช้บริโภคผลดิบเช่นมะม่วงมัน ถ้าเก็บไว้เพียงไม่กี่วันก็จะเกิดการสุกและขายได้ราคาตํ่าลง การสุกของผลในกรณีนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เช่นเดียวกับกรณีที่ต้องการเก็บผลไม้บางชนิดให้อยู่ในสภาพดิบเป็นเวลานานเพื่อประโยชน์ในการขนส่งไปจำหน่ายไกลๆ เช่นส่งไปต่างประเทศ การสุกของผลเกิดขึ้นจากการที่ผลไม้สร้างเอทิลีนขึ้นมา ดังนั้นถ้าสามารถกำจัดเอทิลีนออกไปได้ ก็จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้เหล่านี้ให้อยู่ในสภาพดิบได้เป็นเวลานานขึ้น

3. การเหี่ยวของดอกไม้ ดอกไม้ที่ได้รับการผสมเกสรแล้วจะพบว่ากลีบดอกเหี่ยวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในช่วงนั้นดอกไม้จะสร้างเอทิลีนขึ้นมามากกว่าปกติ ในกรณีไม้ตัดดอกก็เช่นกัน เมื่อตัดดอกจากต้นแล้วจะเกิดการสร้างเอทิลีนขึ้นมาอย่างมากมายที่บริเวณรอยตัด ซึ่งมีผลทำให้กลีบดอกเหี่ยว ท่อนํ้าในบริเวณก้านดอกใกล้รอยตัดเกิดการอุดตัน ดังนั้นอายุการปักแจกันของดอกไม้จึงสั้น

ผลเสียเหล่านี้อาจแก้ไขได้หลายวิธี อย่างไรก็ตามเอทิลีนยังมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการผลิตพืชสวนของโลกในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ PGRC อื่นอีกหลายชนิด

คุณสมบัติบางประการและวิธีการใช้ PGRC ในกลุ่มเอทิลีน

1. อะเซทิลีน (acetylene) เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นจากปฏิกริยาระหว่างถ่านก๊าซ (calcium carbide) และน้ำ ก๊าชที่เกิดขึ้นเป็นก๊าซไม่มีสี กลิ่นหอม ติดไฟได้ง่าย ดังนั้นการใช้ก๊าซนี้จึงต้องระมัดระวัง ส่วนใหญ่ใช้ในการบ่มผลไม้ และในอดีตมีการใช้ถ่านก๊าซเพื่อเร่งดอกสับปะรดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ยังใช้อยู่ในบางประเทศ ถ่านก๊าซมีลักษณะเป็นก้อนแข็งคล้ายหิน แต่ถ้าทำปฎิกริยากับนํ้าและปลดปล่อยก๊าซอะเชทิลีนออกมาแล้ว จะเปลี่ยนไปอยู่ในสภาพผงสีเทา ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก

2. ethephon (2-chloroethylphosphonic acid) เป็นสารที่สามารถปลดปล่อยก๊าซ เอทิลีนออกมาได้ ethephon บริสุทธิ์มีลักษณะเป็นสารกึ่งแข็งคล้ายขึ้ผึ้งสีขาว ละลายได้ทั้งในนํ้า และแอลกอฮอล์ เป็นสารที่ไม่ระเหย และไม่ติดไฟ ผลิตออกมาจำหน่ายโดยมีชื่อการค้าต่างๆ กัน เช่น อีเทรล (Ethrel) ซีฟา (Cepha) อีเทรล ลาเท็กซ์ (Ethrel Latex) สารที่ผลิตออกมามีทั้งรูปสารละลาย และรูปครีม (paste) โดยมีความเข้มข้นต่างๆ กันไป การให้สาร ethephon กับพืชในรูปสารละลายทำได้โดยการพ่นให้ทั่วต้นหรือพ่นเฉพาะจุดที่ต้องการ สารสามารถแทรกซึมและเคลื่อนย้ายไปในพืชได้โดยผ่านทางท่ออาหาร จึงสามารถเคลื่อนที่จากใบแก่ไปยังยอดอ่อน ดอก และผลได้ การให้สาร ethephon ในรูปครีมซึ่งใช้เฉพาะในการเร่งการไหลของน้ำยางพารา ทำได้โดยใช้แปรงจุ่มสารนี้แล้วทาที่ใต้รอยกรีด จะทำให้ปริมาณนํ้ายางต่อการกรีด 1 ครั้งมากขึ้น ethephon ใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในการเร่งดอกสับปะรดให้ออกพร้อมๆ กัน เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวผลและการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังใช้เร่งสีและเร่งการแก่ของผลมะเขือเทศสำหรับแปรรูปเพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวเช่นกัน เกษตรกรหลายรายในประเทศไทยใช้สาร ethephon ในการบ่มผลไม้ เช่น กล้วย ละมุด ซึ่งทำให้ผลสุกเร็วขึ้น และสุกพร้อมกันทั้งหมด ethephon จัดว่าเป็นสารมีพิษระดับปานกลาง และถ้าเข้าไปอยู่ในร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะถูกขจัดออกมาจากร่างกายอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน

ethephon จะคงตัวอยู่ได้โดยไม่สลายเมื่ออยู่ในสภาพกรดจัด และจะเริ่มสลายตัวให้ก๊าซเอทิลีนเมื่อมีความเป็นด่างมากขึ้น ดังนั้นสารที่ผลิตออกมาจำหน่ายจึงใช้กรดเข้มข้นเป็นตัวทำละลาย ซึ่งถ้านำมาผสมนํ้าจะทำให้ความเป็นด่างเพิ่มขึ้นและเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว จึงไม่ควรนำ ethephon มาผสมนํ้าทิ้งไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง ควรผสมสารในปริมาณที่พอเหมาะแก่การใช้ในแต่ละครั้งและรีบใช้ให้หมดภายในวันเดียวกัน การใช้ ethephon จะต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าให้สารละลายเข้มข้นสัมผัสกับผิวหนังหรือตาเนื่องจากกรดที่ใช้เป็นตัวทำละลายสามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ กรดดังกล่าวยังมีผลในการกัดกร่อนภาชนะ โลหะที่ใช้พ่นสาร (ถังฉีดยา) ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายดังกล่าว จึงควรใช้ภาชนะชนิดอื่นแทนโลหะ

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารสังเคราะห์ในกลุ่มไซโตไคนิน

ไซโตไคนิน (Cytokinins)
ไซโตไคนินเป็น PGRC กลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ประโยชน์ทางการเกษตรค่อนข้างน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ พืชสามารถสร้างไซโตไคนินขึ้นมาเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตได้คือสาร ซีอาติน (zeatin) ส่วนสารสังเคราะห์ในกลุ่มไซโตไคนิน ได้แก่ ไคเนติน (kinetin) BAP (6-benzylaminopurine) สารในกลุ่มนี้มีผลต่อการแบ่งเซลล์ และกระตุ้นการเจริญทางด้านลำต้นของพืช กระตุ้นการเจริญของตาข้าง และยังมีผลเล็กน้อยต่อการพัฒนาของผล ใช้กันมากในงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อกระตุ้นการเจริญของก้อนแคลลัส (callus) ให้เติบโตขึ้นมาเป็นลำต้น สารในกลุ่มนี้มีราคาสูงมาก การใช้ประโยชน์จึงค่อนข้างจำกัดและในประเทศไทยยังไม่มีการสั่งสารนี้เข้ามาใช้ประโยชน์ในรูปสารเคมีการเกษตร แต่อาจหาซื้อได้ในรูปสารเคมีบริสุทธิ์จากร้านเคมีภัณฑ์บางแห่งในราคาค่อนข้างสูง ประโยชน์จากสารในกลุ่มไซโตไคนินทางการเกษตรนอกเหนือจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีดังนี้

1. ใช้กระตุ้นการเจริญของกิ่งแขนง สารไซโตไคนินสามารถกระตุ้นให้ตาข้างของพืชเจริญออกมาเป็นกิ่งได้ จึงมีประโยชน์ในการควบคุมทรงพุ่ม ส่วนใหญ่ใช้กับไม้กระถางประดับ นอกจากนี้ยังใช้กระตุ้นตาที่นำไปขยายพันธุ์ด้วยวิธีติดตา (budding) ให้เจริญออกมาเป็นกิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น โดยการทาสารที่ตาซึ่งติดสนิทดีแล้ว จะทำให้ตานั้นเจริญออกมาภายใน 7-14 วัน ภายหลังการให้สารไซโตไคนินที่นิยมใช้ในกรณีนี้คือสาร BAP โดยนำมาผสมกับลาโนลิน (lanolin) เพื่อให้อยู่ในรูปครีมซึ่งสะดวกแก่การใช้

2. ชะลอการแก่ ไซโตไคนินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง BAP สามารถชะลอการแก่ของพืชได้หลายชนิดเช่น ผักกาดหอมห่อ หอมต้น หน่อไม้ฝรั่ง บร็อกโคลี่ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง (celery) โดยการพ่นสาร BAP ความเข้มข้นตํ่าๆ บนใบพืชเหล่านี้ภายหลังเก็บเกี่ยว หรือจุ่มต้นลงในสารละลาย BAP โดยตรง จะมีผลทำให้ใบผักเหล่านี้คงความเขียวสดอยู่ได้นาน เป็นการยืดอายุการเก็บรักษาผักเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ผสมลงในสารละลายที่ใช้ปักแจกันเพื่อยืดอายุการปักแจกันของดอกคาร์เนชั่นได้ แต่อย่างไรก็ตามการใช้ BAP เพื่อยืดอายุผักดังกล่าวยังไม่เริ่มทำอย่างจริงจังในเชิงพาณิชย์ อาจเป็นเพราะว่าสารดังกล่าวมีราคาสูงเกินกว่าที่จะใช้ได้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

คุณสมบัติของจิบเบอเรลลิน

จิบเบอเรลลิน (Gibberellins)
การค้นพบจิบเบอเรลลินครั้งแรกเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสมัยก่อนสงครามโลก โดยพบสารนี้ในเชื้อรา และต่อมาก็ได้มีการพบสารชนิดนี้ในต้นพืช จึงจัดว่าเป็นสารฮอร์โมนพืชกลุ่มหนึ่ง สารจิบเบอเรลลินที่ค้นพบมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 65 ชนิด จิบเบอเรลลิน ทั้ง 65 ชนิดนี้มีโครงสร้างของโมเลกุลคล้ายกัน เพียงแต่การเรียงตัวของบางอะตอมแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนั้นจิบเบอเรลลินจึงมีชื่อเรียกเหมือนกันหมดคือ จิบเบอเรลลิน เอ (gibberellin A) แล้วตามด้วยหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 65 เช่น gibberellin A1 (GA1) gibberellin A3 (GA3) เมื่อเรียกจิบเบอเรลลินโดยทั่วไปมักใช้คำย่อคือ GAS แต่ถ้าระบุชนิดลงไปจะใช้หมายเลขตาม อักษร GA เช่น GA4 GA7 GA65 คุณสมบัติในการกระตุ้นการเติบโตของพืชของ GAS แต่ละชนิด แตกต่างกันไปเล็กน้อย เช่น GA4 และ GA7 มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการยืดตัวของต้นแตงกวามากกว่า GA1 หรือ GA3 ถึง 5,000 เท่า แต่ถ้าเป็นพืชชนิดอื่นๆ พบว่าทั้ง GA1 และ GA3 มีประสิทธิภาพสูงมากในการกระตุ้นการยืดตัวของต้น สาร GAS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
มี 3 ชนิด คือ GA3, GA4 และ GA7 การผลิตสารเหล่านี้ในเชิงพาณิชย์ปัจจุบันทำได้โดยการเพาะเลี้ยงเชื้อราบางชนิดแล้วสกัดสารดังกล่าวออกมา จึงทำให้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงกว่าการผลิต PGRC ชนิดอื่น สาร GAS มีประสิทธิภาพอย่างมากในการกระตุ้นการยืดตัวของเซลล์ และการแบ่งตัวของเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพืชแคระจะตอบสนองมากกว่าพืชปกติ นอกจากนี้ GAS ยังควบคุมกระบวนการต่างๆ ในพืชอีกหลายอย่างได้แก่

1. การกระตุ้นการงอกของเมล็ดและตา เมล็ดหรือตาของพืชบางชนิดมีการพักตัว ทำให้ไม่สามารถงอกได้ในสภาพปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาว การใช้ GAS จะช่วยทำลายการพักตัวของเมล็ดหรือตาพืชเหล่านี้บางชนิดได้ เช่น เมล็ดผักกาดหอม ส้ม องุ่น หัวมันฝรั่ง หัวแกลดิโอลัส และยังใช้เร่งการแตกตาขององุ่นบางพันธุ์ได้

2. เพิ่มการติดผล มีการทดลองในประเทศไทยโดยใช้ GA3 กับส้มเขียวหวานในระยะดอกบานพบว่าจะทำให้การติดผลมากขึ้น นอกจากนี้ GAS ยังช่วยในการติดผลของมะเขือเทศทำให้เกิดการติดผลได้โดยไม่ต้องมีการผสมเกสร แต่การใช้ GAS ช่วยการติดผลของมะเขือเทศนี้ยังไม่ได้ทำเป็นการค้า GAS ยังมีผลช่วยในการติดผลขององุ่นพันธุ์ที่ไม่มีเมล็ดบางพันธุ์ เช่น Thompson seedless และยังช่วยขยายขนาดของผลองุ่นได้อีกหลายพันธุ์ทั้งทำให้ช่อผลยืดยาวขึ้นได้ นอกจากองุ่นแล้วพืชชนิดอื่นเช่นมะเขือเกือบทุกชนิด ส้มบางชนิด สามารถใช้ GAS เพื่อเพิ่มขนาดของผลได้เช่นกัน

3. เปลี่ยนเพศดอก พืชที่ตอบสนองต่อ GAS ได้ดีในกรณีนี้ คือพืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา สควอช โดยมีผลทำให้เกิดดอกตัวผู้มากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการปรับปรุงพันธุ์พืชและการผลิตเมล็ดพันธุ์

4. เร่งการเกิดดอก พืชหลายชนิดสามารถถูกกระตุ้นให้เกิดดอกได้โดยการใช้ GAS โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่มีลักษณะทรงพุ่มเป็นกระจุก (rosette) เช่นผักกาดหอม ผักกาดขาวปลี กะหลํ่าปลี โดย GAS จะทำให้ลำต้นยืดยาวขึ้นมาและเกิดดอกได้ ไม้ดอกบางชนิดที่ต้องการอากาศเย็นในการออกดอก ก็อาจใช้ GAS เข้าช่วยได้ในกรณีที่อากาศไม่เย็นพอเพียง แต่ GAS ก็ยังมีผลยับยั้งการเกิดดอกของพืชได้อีกหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เป็นไม้ยืนต้น และต้องการอากาศเย็นในการออกดอก เช่น มะม่วง ส้ม แอบเปิ้ล

คุณสมบัติของ GA3 และวิธีการใช้
GA3 เป็นสารที่รู้จักกันมากที่สุดในกลุ่มของ GAS และนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างมาก สาร GA3 อาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า gibberellic acid ถ้าเป็นสารบริสุทธิ์จะเป็นผลึกสีขาวละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ แต่ไม่ละลายนํ้า GA3 ที่ผลิตขึ้นมาใช้ทางการเกษตรมีอยู่ 3 รูปด้วยกันคือ รูปสารบริสุทธิ์ รูปผงละลายนํ้า และสารละลายเข้มข้น
การผลิตในรูปผงละลายนํ้าหรือสารละลายเข้มข้นนั้น มักจะใช้ GA3 ในรูปของเกลือโซเดียม หรือโพแทสเซียม (sodium หรือ potassium gibberellate) ซึ่งเกลือเหล่านี้ละลายน้ำได้ดี ในประเทศไทยมีสารนี้จำหน่ายภายใต้ชื่อการค้าว่า จิบเบอเรลลิน เกียววา (Gibberellin KYOWA) ซึ่งอยู่ในรูปผงละลายนํ้า และโปร-กิ๊บ (Pro-Gibb) ซึ่งเป็นรูปสารละลายเข้มข้น GA3 ใช้กันมาก ในสวนองุ่น เพื่อขยายขนาดผลและทำให้ช่อโปร่ง ความเป็นพิษของสารนี้ต่อคนหรือสัตว์มีน้อยมาก จัดได้ว่าเกือบไม่มีพิษ และอีกประการหนึ่งคือพืชสามารถสร้าง GA3 ได้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้สารนี้กับพืชเพื่อนำมาใช้บริโภคจึงถือได้ว่าปลอดภัย

เมื่อมีการพ่นสาร GA3 ให้พืช จะทำให้การสร้าง GA3 ภายในพืชตามปกติหยุดชะงักลง และจะเริ่มกระบวนการทำลาย GA3 ส่วนเกินนั้นๆ เพื่อให้เข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นการสูญเสียประสิทธิภาพของ GA3 ภายหลังการให้กับพืชแล้วจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งจึงมีความจำเป็นต้องให้สารซ้ำ เพื่อให้พืชแสดงการตอบสนองออกมาได้เด่นชัดยิ่งขึ้น โดยปกติมักจะมีการให้สาร 3-4 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 3-14 วันต่อครั้ง

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

การใช้ออกซินสังเคราะห์

ออกซิน (Auxins)
PGRC ที่จัดอยู่ในกลุ่มออกซิน มีอยู่หลายชนิดและเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับเกษตรกรในประเทคไทย สารออกซินชนิดแรกที่ค้นพบคือ IAA (indoI-3-yl acetic acid) ซึ่งเป็นสารที่พืชสร้างขึ้นเอง โดยมีคุณสมบัติเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต มีผลกระตุ้นการขยายขนาดของเซลล์ การยืดตัวของเซลล์ และยังมีผลกระตุ้นการเกิดราก การเจริญเติบโตในส่วนต่างๆ ของพืช สรุปได้ว่ากระบวนการต่างๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นในพืชนั้น ออกซินมีส่วนในการควบคุมกระบวนการนั้นๆ ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้มีการสังเคราะห์สารต่างๆ ที่มีคุณสมบัติคล้ายออกซินเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สารสังเคราะห์เหล่านี้มีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ NAA (1-naphthylacetic acid) IBA (4-(indol-3-yl) butyric acid) 2,4-D (2,4-dichlorophenoxyacetic acid) และ 4-CPA (4-chlorophenoxyacetic acid) สารเหล่านี้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรในด้านต่างๆ ดังนี้

1. การเร่งการเกิดรากของกิ่งปักชำหรือกิ่งตอน ออกซินสามารถกระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำหรือกิ่งตอนของพืชได้หลายชนิด สารที่นิยมใช้คือ IBA และ NAA   IBA เป็นสารที่มีฤทธิ์ของออกซินค่อนข้างตํ่า เคลื่อนย้ายได้ช้ามาก และสลายตัวได้เร็วพอประมาณ ซึ่งคุณสมบัติ เหล่านี้เหมาะสมที่สุดที่จะใช้ในการเร่งการเกิดราก ส่วน NAA มีฤทธิ์ของออกซินสูงกว่า เคลื่อนที่ภายในกิ่งพืชได้ดีและสลายตัวช้ากว่า ดังนั้นจึงมีโอกาสเป็นพิษต่อกิ่งพืชได้มากกว่า การใช้ IBA แต่ถ้า NAA ความเข้มข้นที่เหมาะสม ก็มีผลเร่งการเกิดรากได้ดีเช่นกัน สารพวก
2,4-D และ 4-CPA เป็นสารที่มีฤทธฺของออกซินสูงมาก ถ้าใช้ในความเข้มข้นที่สูงเกินไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้กิ่งพืชหรือต้นพืชตายได้ นอกจากนี้รากพืชที่เกิดจากการใช้สาร 2 ชนิดนี้จะมีลักษณะผิดปกติเช่น รากสั้น หนา และเกิดเป็นกระจุก ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ต้องการ

2. เร่งการเกิดดอก เกษตรกรหลายท่านเข้าใจว่าสารในกลุ่มออกซินนี้เร่งการเกิดดอกของพืชได้ แต่แท้จริงแล้ว ผลของออกซินในข้อนี้ยังค่อนข้างเลื่อนลอย เท่าที่มีงานทดลองสรุปได้แน่ชัดว่าออกซินเร่งการเกิดดอกได้เฉพาะในสับปะรดเท่านั้น การใช้ NAA หรือ IBA สามารถเร่งการเกิดดอกของสับปะรดได้ แต่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าการใช้ถ่านก๊าซ (calcium carbide) และ ethephon อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการเกิดดอกของสับปะรดไม่ได้เป็นผลของ NAA หรือ IBA โดยตรง แต่เป็นผลทางอ้อมที่สารดังกล่าวไปกระตุ้นให้ต้นสับปะรดสร้างเอทิลีนขึ้นมา
และเอทิลีนเป็นตัวกระตุ้นให้สับปะรดเกิดดอก สำหรับในประเทศไทยเคยมีการแนะนำให้ใช้ NAA ผสมกับโพแทสเซียมไนเตรท (KNO3) เพื่อฉีดเร่งดอกมะม่วง แต่ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ยืนยันว่าวิธีการดังกล่าวใช้ได้ผล

3. เปลี่ยนเพศดอก พืชหลายชนิดที่มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ต่างดอกหรือต่างต้นกัน บางชนิดมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในช่อเดียวกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป อัตราส่วนเพศดอกมีความสำคัญมากเพราะว่าเกี่ยวข้องกับผลผลิตหรือการติดผล ในกรณีที่มีดอกตัวเมียน้อยเกินไป โอกาสติดผลก็น้อย บางกรณีที่มีแต่ดอกตัวเมียในช่อและไม่มีดอกตัวผู้เลยก็อาจก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน เนื่องจากไม่มีละอองเกสรตัวผู้มาผสม ดอกตัวเมียที่มีอยู่จึงไม่อาจติดผล กรณีเช่นนี้พบในเงาะ ต้นเงาะแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือต้นตัวผู้ซึ่งมีแต่ดอกตัวผู้และไม่ให้ผลผลิต กับต้นตัวเมียซึ่งมีแต่ดอกกะเทยที่เกสรตัวผู้ไม่ทำงานจึงทำหน้าที่เป็นดอกตัวเมียเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น คือชาวสวนมักตัดต้นตัวผู้ทิ้งเนื่องจากไม่ให้ผลผลิต จึงเหลือแต่ต้นตัวเมียซึ่งไม่มีเกสรตัวผู้มาผสม ทำให้ไม่สามารถพัฒนาเป็นผลได้ การใช้สาร NAA ความเข้มข้นประมาณ 80 ถึง 160 มก/ ล พ่นที่ช่อดอกบางส่วนของต้นตัวเมียในระยะดอกตูม มีผลทำให้ดอกเงาะที่ได้รับสารกลายเป็นดอกตัวผู้ได้ และปลดปล่อยละอองเกสรตัวผู้มาผสมกับดอกตัวเมียที่อยู่ข้างเคียง พืชในตระกูลแตง ทั้งหลายเช่นแตงกวา ฟักทอง ก็ตอบสนองต่อการใช้ออกซินเช่นกันโดยมีผลทำให้เกิดดอกตัวเมียได้มากขึ้น

4. เพิ่มการติดผล ออกซินสามารถช่วยให้พืชบางชนิดติดผลได้ดีขึ้น เช่นการใช้ 4-CPA กับมะเขือเทศ การใช้ NAA กับพริก หรือการใช้ 2,4-D กับส้มเขียวหวาน แต่ออกซิน ไม่สามารถช่วยเพิ่มการติดผลในพืชอีกหลายชนิดเช่น มะม่วง ท้อ เป็นที่น่าสังเกตว่าสารออกซินสามารถเพิ่มการติดผลได้เฉพาะในพืชที่มีเมล็ดมากเท่านั้น แต่พืชที่มีเมล็ดเดียวหรือพืชอื่นๆ ส่วนมาก มักจะไม่ตอบสนองต่อออกซินในแง่การติดผล

5. เพิ่มขนาดของผล และป้องกันผลร่วง มีรายงานว่าออกซินอาจช่วยขยายขนาดของผลไม้บางชนิดได้ เช่นการใช้ 4-CPA หรือ NAA กับสับปะรด ผลไม้บางชนิดสามารถใช้ออกซินเพื่อป้องกันผลร่วงก่อนเก็บเกี่ยวได้ เช่น มะม่วง ส้ม องุ่น ลางสาด สารที่นิยมใช้คือ NAA และ 2,4-D

6. ใช้กำจัดวัชพืช ออกซินทุกชนิดถ้าใช้ความเข้มข้นสูงจะสามารถฆ่าพืชได้ ดังนั้น จึงมีการนำสารออกซินมาใช้เป็นยากำจัดวัชพืชอย่างกว้างขวาง สารที่นิยมใช้คือ 2,4-D รองลงมา คือ 4-CPA สารทั้ง 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์ของออกซินสูงมากจึงใช้ฆ่าวัชพืชได้ แม้จะใช้ความเข้มข้นไม่สูงมากนักก็ตาม

คุณสมบัติและวิธีการใช้ออกซินสังเคราะห์บางชนิด
1. NAA (l-naphthylacetic acid) เป็นสารที่ใช้กันค่อนข้างกว้างขวางในประเทศไทย เช่นใช้เร่งการเกิดราก กระตุ้นให้ระบบรากเจริญเติบโตดี ป้องกันการร่วงของผลไม้หลายชนิด เปลี่ยนเพศดอกเงาะ ใช้ทารอยแผลหลังตัดแต่งกิ่งเพื่อป้องกันการแตกหน่อ

สาร NAA เป็นสารที่มีราคาค่อนข้างตํ่า ถ้าเป็นสารบริสุทธฺจะเป็นผลึกสีขาว ละลาย ได้ดีในแอลกอฮอล์ แต่ละลายได้น้อยมากในนํ้าหรืออาจเรียกได้ว่าไม่ละลายน้ำ สาร NAA ที่นำมาใช้ทางการเกษตรมักจะอยู่ในรูปเกลือโซเดียม (sodium naphthylacetate) ซึ่งสามารถละลายนํ้าได้ดี และมีการผลิตออกมาจำหน่ายภายใต้ชื่อการค้าต่างๆ กัน เช่น แพลนโนฟิกซ์ (Planofix) โกร-พลัส (Gro-Plus) แพนเทอร์ (Panter) ลิควินอกซ์-สตาร์ท (Liquinox-Start  ) สารเหล่านี้มี NAA เป็นองค์ประกอบสำคัญแต่อาจมีส่วนผสมอื่นแตกต่างกันไปเล็กน้อย บางชนิดผลิตขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเช่นลิควินอกช์-สตาร์ท มีส่วนผสมของวิตามิน บี 1 และสารสกัดจากพืชพวกป่าน (Yucca extract) และมี NAA ผสมในความเข้มข้นตํ่า สารการค้าชนิดนี้ใช้เพื่อกระตุ้นการเจริญของระบบราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการย้ายกล้า หรือเปลี่ยนดินปลูก นอกจากนี้ยังมีบางชนิดที่ผสมขึ้นมาในรูปผงเพื่อใช้ในการเร่งรากกิ่งปักชำ โดยเฉพาะได้แก่ ไตรฮอร์โมน (Trihormone) เป็นต้น

การให้สาร NAA แก่พืชส่วนใหญ่มักใช้วิธีฉีดพ่นให้ทางใบ หรือให้สัมผัสกับดอก และผลโดยตรง NAA สามารถซึมผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อ ใบ ดอก หรือผลได้ดี และสามารถเคลื่อนย้ายเข้าไปภายในท่ออาหารซึ่งจะมีการเคลื่อนที่ผ่านไปยังส่วนต่างๆ ได้พร้อมกับอาหารที่พืชสร้างขึ้น ในสภาพที่มีอากาศชื้นและอุณหภูมิสูงจะช่วยส่งเสริมการดูดซึมและการเคลื่อนย้ายภายในพืช

ถึงแม้ว่า NAA จะเป็น PGRC ชนิดหนึ่งแต่ก็จัดว่าเป็นสารพิษเช่นกัน ความเป็นพิษของ NAA ที่มีผลต่อคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจัดว่าอยู่ในระดับมีพิษปานกลาง ดังนั้นการใช้สาร NAA ควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักความปลอดภัย เช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลง

2. IBA (4-(indol-3-yl)butyric acid) เป็นสารที่เหมาะสมที่สุดในการเร่งรากพืช แต่ IBA เป็นพิษต่อใบพืช ดังนั้นจึงไม่อาจใช้ประโยชน์จาก IBA ในแง่อื่นได้ นอกจากการเร่งรากกิ่งปักชำหรือกิ่งตอนเท่านั้น ราคาของ IBA ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ NAA ถ้าเป็นสารบริสุทธิ์จะเป็นผลึกสีขาว ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์แต่ไม่ละลายน้ำ เมื่อ IBA อยู่ในรูปสาร ละลายจะมีการสลายตัวได้เร็วมาก ดังนั้นสารที่ผลิตขึ้นเป็นการค้าจึงมักผสมในรูปผง ภายใต้ชื่อการค้าต่างๆ กันเช่นเซราดิกซ์ (Seradix) ซึ่งมีความเข้มข้นแตกต่างกัน 3 ระดับ (เบอร์ 1,2 และ 3) รูท-โกร (Root-Gro) การใช้สารเหล่านี้เพื่อการเร่งรากกิ่งปักชำทำได้โดยจุ่มปลาย
กิ่งที่เปียกชื้นลงในผงของสารลึกประมาณ 1 นิ้ว แล้วจึงนำกิ่งนั้นไปปักชำ สาร IBA มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์อยู่ในระดับมีพิษปานกลางเช่นเดียวกับ NAA ดังนั้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังเช่นกัน

3. 4-CPA (4-chlorophenoxyacetic acid) เป็นสารที่นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับ NAA และ IBA ส่วนใหญ่มักใช้เพื่อช่วยในการติดผลของมะเขือเทศ แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นคือทำให้ผลกลวงปราศจากวุ้นหุ้มเมล็ด (puffiness) 4-CPA อาจใช้เพื่อขยายขนาดของผลสับปะรด และผลองุ่นได้เช่นกัน ปัจจุบันไม่มีสารชนิดนี้จำหน่ายในประเทศไทยในรูปสารเคมีการเกษตร แต่หาซื้อได้ในรูปสารบริสุทธฺตามร้านเคมีภัณฑ์บางแห่ง 4-CPA ที่อยู่ในรูปสารบริสุทธฺมีลักษณะเป็นผลึกสีขาวละลายได้ดีในแอลกอฮอล์แต่ไม่ละลายในนํ้า

4. 2,4-D (2,4-dichlorophenoxyacetic acid) ใช้กันมากในวงการสารกำจัดวัชพืช เนื่องจากสารนี้แสดงฤทธิ์ของออกซินสูงมาก ดังนั้นเมื่อใช้ในความเข้มข้นสูงๆ จึงสามารถฆ่าพืชได้ 2,4-D ผลิตขึ้นมาใช้เป็นยากำจัดวัชพืชภายใต้ชื่อการค้าต่างๆ กันมากมาย ถ้าเป็นสารบริสุทธิ์มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวและละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ แต่ไม่ละลายนํ้า ยกเว้นสารที่อยู่ในรูปเกลือ การใช้ 2,4-D ความเข้มข้นตํ่าๆ อาจช่วยในการติดผลของส้มบางชนิดได้ 2,4-D เป็นสารที่มีพิษปานกลาง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช


เมื่อกล่าวถึงสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช บางท่านอาจไม่เข้าใจความหมาย แต่ถ้ากล่าวว่าสารฮอร์โมน ก็เชื่อว่าทุกท่านคงรู้จักกันดี ในทางวิชาการให้ความหมายของสารทั้ง 2 กลุ่มนี้แตกต่างกัน คือ

สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช (plant growth regulating chemicalร : PGRC) เป็นสารอินทริย์ซึ่งไม่จำกัดว่าพืชจะสร้างขึ้นเองหรือมนุษย์สังเคราะห์ขึ้น และถ้าใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถกระตุ้น ยับยั้ง หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทางสรีรวิทยาของพืชได้
ฮอร์โมนพืช (plant hormones) เป็นสารอินทรีย์ที่พืซสร้างขึ้นในปริมาณเล็กน้อย และมีผลในการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสรีรวิทยาในพืชนั้นๆ อาจมีความหมายรวมถึงวิตามินบางชนิด แต่ไม่รวมถึงอาหารที่พืชสร้างขึ้น

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นอาจกล่าวได้ว่า PGRC (คำย่อของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช) มีความหมายรวมถึงฮอร์โมนพืช และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ประโยชน์ ในทางการเกษตรเราไม่อาจใช้ฮอร์โมนพืชได้โดยตรง เนื่องจากการสกัดสารดังกล่าวทำได้ยาก และใช้ต้นทุนสูง ดังนั้นสารที่ใช้อยู่ทุกวันนี้จึงเป็นสารสังเคราะห์แทบทั้งสิ้น ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้อง จึงควรเรียกรวมว่า PGRC

สารหลายชนิดมีผลต่อการเติบโตของพืช หรือแม้กระทั่งการออกดอก แต่สารเหล่านี้ อาจไม่ใช่ PGRC ก็ได้เมื่อพิจารณาจากคำจำกัดความของ PGRC เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงควรทราบดังต่อไปนี้

1. ต้องเป็นสารอินทรีย์ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) เป็นหลัก มีสารหลายชนิดที่สามารถกระตุ้นหรือเร่งการเติบโตของพืชได้ เช่น ปุ๋ยชนิดต่างๆ หรือแม้แต่โพแทสเซียมไนเตรท (KNO3) ซึ่งใช้เร่งการออกดอกของมะม่วง แต่สารเหล่านี้ไม่จัดเป็น PGRC เนื่องจากไม่ใช่สารอินทรีย์

2. ใช้หรือมีในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถแสดงผลต่อพืชได้ ส่วนใหญ่แล้วที่ใช้กันอยู่ทั่วไปจะใช้ความเข้มข้นตํ่ามากๆ เช่น 1 มก/ ล ก็สามารถมีผลต่อพืชได้ บางครั้งอาจใช้ถึง 5,000 มก/ ล ซึ่งก็ยังถือว่าความเข้มข้นตํ่า ความเข้มข้นที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของสาร และจุดประสงค์ที่ต้องการ

3. ไม่ใช่อาหารหรือธาตุอาหารของพืช สารพวกน้ำตาล กรดอมิโน และไขมัน ถึงแม้ว่าจะเป็นสารอินทรีย์และมีผลต่อการเติบโตของพืช แต่ก็ไม่จัดว่าเป็น PGRC เนื่องจากสารเหล่านี้เป็นอาหารของพืชโดยตรงธาตุอาหารต่างๆ เช่นไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) เป็นวัตถุดิบในการสร้างอาหารและไม่จัดเป็นสารอินทรีย์ จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะเป็น PGRC เช่นกัน PGRC เป็นสารกลุ่มใหญ่ ประกอบด้วยสารชนิดต่างๆ มากมายซึ่งสามารถแยกออกเป็นหมวดหมู่ตามคุณสมบัติซึ่งแตกต่างกันได้ดังนี้

1. ออกซิน (auxins) สารในกลุ่มนี้มีทั้งที่พืชสร้างขึ้นเอง (ฮอร์โมน) และสารสังเคราะห์มีหน้าที่ควบคุมการขยายตัวของเซลล์ การเติบโตของใบ การติดผล การเกิดราก และเกี่ยวข้องกับกระบวนการอื่นๆ อีกมากมาย สารออกซินที่ใช้ในการเกษตรส่วนใหญ่เป็นสารสังเคราะห์โดยใช้ประโยชน์ในการเร่งรากของกิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ ช่วยเปลี่ยนเพศดอก ของพืชบางชนิด ช่วยติดผลป้องกันผลร่วง หรือขยายขนาดผล
ออกซินบางชนิดใช้กันมากเพื่อการกำจัดวัชพืช

2. จิบเบอเรลลิน (gibberellins) สารกลุ่มนี้พืชสร้างขึ้นได้เอง และยังมีเชื้อราบางชนิดสร้างสารนี้ได้ จึงมีการเลี้ยงเชื้อราเหล่านี้เพื่อนำมาสกัดสารจิบเบอเรลลินออกมาใช้ประโยชน์ ปัจจุบันยังไม่สามารถสังเคราะห์สารนี้ได้ในห้องปฏิบัติการ จึงทำให้สารชนิดนี้มีราคาสูง จิบเบอเรลลินมีหน้าที่ควบคุมการยืดตัวของเซลล์ การติดผล การเกิดดอก เร่งการเจริญเติบโตของต้นพืช ชาวสวนองุ่นใช้ประโยชน์จากจิบเบอเรลลินกันมาก โดยใช้ในการยืดช่อผล และปรับปรุงคุณภาพผล เป็นต้น

3. ไซโตไคนิน (cytokinins) มีหน้าที่ควบคุมการแบ่งเซลล์ การเจริญเติบโต ทางด้านกิ่งใบ การแตกแขนง สารกลุ่มนี้ใช้ประโยชน์ทางพืชสวนน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้ในงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช แต่ปัจจุบันเริ่มนำมาใช้เร่งการแตกตาข้างของพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขยายพันธุ์พืชโดยการติดตา

4. เอทิลีนและสารปลดปล่อยเอทิลีน (ethylene and ethylene releasing compounds) สารเอทิลีนเป็นก๊าช ซึ่งพบได้ทั่วๆ ไป แม้กระทั่งในควันไฟก็มีเอทิลีนเป็นองค์ประกอบ พืชก็สามารถสร้างเอทิลีนได้เอง จึงจัดเป็นฮอร์โมนพืชชนิดหนึ่ง เอทิลีนมีหน้าที่ควบคุมการออกดอก การแก่และการสุกของผล และเกี่ยวข้องกับการหลุดร่วงของใบ ดอก ผล อาจกล่าวรวมๆ ได้ว่า เอทิลีนมีหน้าที่กระตุ้นให้พืชแก่ตัวได้เร็วขึ้น การใช้ประโยชน์จากเอทิลีนในแปลงปลูกกระทำได้ยากเนื่องจากเอทิลีนเป็นก๊าซ ดังนั้นจึงมีการสังเคราะห์สารต่างๆ ให้อยู่ในรูปของแข็งหรือของเหลวที่สามารถปลดปล่อยก๊าซเอทิลีนออกมาได้ ซึ่งปัจจุบันได้นำมาใช้ประโยชน์ในการเร่งดอกสับปะรด เร่งการแก่ของผลไม้บนต้น เร่งการไหลของนํ้ายางพารา

5. สารชะลอการเจริญเติบโต (plant growth retardants) สารกลุ่มนี้ไม่พบตามธรรมชาติในพืช เป็นกลุ่มของสารซึ่งสังเคราะห์ขึ้นมาทั้งหมด คุณสมบัติหลักของสารกลุ่มนี้คือ ยับยั้งการสร้างหรือการทำงานของจิบเบอเรลลิน ดังนั้นลักษณะของพืชที่ได้รับสารเหล่านี้จึงมักแสดงออกในทางที่ตรงกันข้ามกับผลของจิบเบอเรลลิน ประโยชน์ของสารชะลอการเจริญเติบโตมีหลายอย่าง เช่น ลดความสูงของต้น ทำให้ปล้องสั้นลง ช่วยในการออกดอกและติดผลของพืชบางชนิด

6. สารยับยั้งการเจริญเติบโต (plant growth inhibitors) สารกลุ่มนี้พืชสร้างขึ้นมาเพื่อถ่วงดุล กับสารเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ ไม่ให้พืชเติบโตมากเกินไป สารกลุ่มนี้ยังควบคุมการพักตัว การหลุดร่วงของใบ ดอก ผล หรือแม้กระทั่งควบคุมการออกดอกของพืช ปัจจุบันมีการใช้สารสังเคราะห์ที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรเช่น ทำให้พืชแตกกิ่งแขนงมากขึ้น ยับยั้งการเกิดหน่อยาสูบ เร่งการออกดอกของพืชบางชนิด

7. สารอื่นๆ เป็นสารที่ไม่อาจจัดอยูในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งข้างต้นได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป เช่น สารเร่งการเติบโตทั่วๆ ไป สารทำให้ใบร่วง สารเพิ่มผลผลิตสารในกลุ่มนี้มีผลต่อพืชค่อนข้างจำกัด และมักใช้เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ

จากการที่สารดังกล่าวมีคุณสมบัติแตกต่างกันนี้เอง ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์ ได้อย่างกว้างขวางในหลายแง่มุมที่ต้องการ แต่ผู้ใช้สารควรมีความรู้เกี่ยวกับสารนั้นๆ พอสมควร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การใช้สารเหล่านี้มีข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึงมากพอสมควร มีหลายครั้งที่พบว่าการใช้สารชนิดเดียวกันกับพืชชนิดเดียวกัน แต่ต่างสถานที่ ทำให้ผลที่ได้รับแตกต่างกัน จากกรณีนี้จะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมมีผลอย่างมาก แต่ไม่ใช่เฉพาะสภาพแวดล้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่มีผลต่อการใช้สาร ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ที่เกี่ยวข้องจึงขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

ก. ชนิดของพืช พืชแต่ละชนิดมีระบบกลไกปลีกย่อยแตกต่างกันไป การใช้ PGRC เป็นการทำให้กลไกภายในเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นพืชชนิดหนึ่งอาจตอบสนองต่อการใช้สารได้ดีถ้า PGRC สามารถเข้าไปควบคุมกลไกนั้นๆ ได้ ในขณะที่สารชนิดเดียวกันนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับพืชอีกชนิดหนึ่ง หรือแม้กระทั่งพืชชนิดเดียวกันแต่แตกต่างกันเพียงแค่พันธุ์ก็อาจตอบสนองได้ไม่เหมือนกัน เช่น จากการทดลองใช้สาร daminozide กับผักกาดขาวปลี 2 พันธุ์ ซึ่งปลูกในฤดูร้อน คือพันธุ์ B40 ซึ่งเป็นพันธุ์ไม่ทนร้อน และพันธุ์ hybrid# 58 ซึ่งเป็นพันธุ์ทนร้อน พบว่าพันธุ์ B40 ตอบสนองได้ดี มีผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่พันธุ์ hybrid #58 ไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ให้สารโดยวิธีเดียวกันและพร้อมๆ กัน หรืออย่างเช่นการใช้สาร ethephon สามารถเร่งการออกดอกของสับปะรดได้ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่าสารดังกล่าวจะสามารถเร่งการออกดอกของไม้ผลชนิดอื่นได้ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ PGRC กับพืชชนิดหนึ่งอาจใช้เป็นเพียงแนวทางในการทดลองกับพืชชนิดอื่นเท่านั้น โดยที่ผลที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่คาดหวังไว้

ข. ชนิดของสาร สารแต่ละชนิดมีความจำเพาะเจาะจงต่อพืชไม่เหมือนกัน บางชนิดใช้ได้ผลดีกับพืชมากชนิดกว่า เช่น การทดลองใช้สาร ancymidol และ daminozide กับพืช 88 ชนิด พบว่ามีพืชถึง 68 ชนิดที่ตอบสนองต่อการให้สาร ancymidol แต่มีเพียง 44 ชนิดเท่านั้น ที่ตอบสนองต่อการให้สาร daminozide ถึงแม้สารทั้ง 2 ชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มสารชะลอการเจริญเติบโตเหมือนกันก็ตาม

ค. สภาพแวดล้อม มีผลต่อการดูดซึมสาร การสลายตัว และการแสดงผลของสารต่อพืช โดยปกติแล้ว ในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง ความชื้นในอากาศสูง จะทำให้การดูดซึมสารเป็นไปได้ดี และพืชจะตอบสนองต่อสารได้มากขึ้น การใช้สารบางชนิดอาจต้องลดความเข้มข้นลง จากปกติเมื่อใช้สารในขณะที่มีอากาศร้อนจัด เนื่องจากว่าถ้าให้โดยความเข้มข้นปกติอาจก่อให้เกิดพิษขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่นการใช้สาร ethephon

ง. ความสมบูรณ์ของต้นพืช ต้นพืชที่มีความสมบูรณ์สูงย่อมตอบสนองต่อ PGRC ได้ดีกว่าพืชที่อ่อนแอ PGRC ไม่ได้จัดว่าเป็นปุ๋ยหรืออาหารของพืช ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพของต้นไม้ที่โทรมหรืออ่อนแอให้กลับแข็งแรงขึ้นมาได้ การใช้ PGRC ให้ได้ผลดี จึงควรใช้กับต้นที่มีความสมบูรณ์สูง และอยู่ในสภาพพร้อมที่จะตอบสนองต่อสาร เช่น มีอายุมากพอหรือมีอายุที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่นการใช้ ethephon เร่งการออกดอกของสับปะรด จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อต้นมีอายุไม่ตํ่ากว่า 4 เดือน หรือมีนํ้าหนักสดไม่ต่ำกว่า 878 กรัม แต่ถ้าใช้สารเมื่อต้นมีอายุ 2 เดือน ซึ่งมีนํ้าหนักสดเพียง 514 กรัม ปรากฏว่าไม่สามารถเร่งการออกดอกได้

จ. ช่วงอายุของพืชหรือช่วงเวลาของการให้สาร เรื่องนี้มีความสำคัญมาก และเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดแน่นอนลงไปว่าเมื่อใดควรให้สาร งานทดลองหลายเรื่องประสบความล้มเหลว เนื่องจากให้สารในช่วงอายุที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีผลทำให้พืชตอบสนองไปในทางที่ไม่ต้องการ เช่น การทดลองใช้ daminozide กับแรดิชเมื่อต้นกล้ามีอายุต่างๆ กันตั้งแต่ 8 ถึง 20 วันพบว่าการให้สารดังกล่าวเมื่อต้นกล้ามีอายุ 16 วัน จะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้มาก ในขณะที่การใช้สาร เมื่ออายุน้อยหรือมากกว่านี้กลับมีผลทำให้ผลผลิตลดลงกว่าปกติ อาจกล่าวได้ว่าถ้างานทดลองครั้งนี้ทำขึ้นโดยไม่คำนึงถึงช่วงอายุเป็นสำคัญ ผลที่ได้รับอาจสรุปออกมาได้ว่าการใช้สารทำให้ผลผลิตลดลง ถ้าบังเอิญการให้สารนั้นอยู่ในช่วงที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวมาแล้ว

ฉ. วิธีการให้สาร การให้สารแก่พืช ทำได้หลายวิธี เช่นการพ่น ทา จุ่ม หรือแช่ การที่จะใช้วิธีใดนั้นต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ที่ต้องการ ชนิดของสาร และความเข้มข้นของสารเป็นสำคัญ เหตุที่ต้องคำนึงถึงวิธีการให้สาร เนื่องจากสารแต่ละชนิดมีการดูดซึมและเคลื่อนย้ายภายในต้นพืชต่างกัน PGRC จะแสดงผลต่อพืชได้ก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนที่จากจุดที่ให้สารไปยังจุดที่จะแสดงผล ยกตัวอย่างเช่นสาร paclobutrazol เคลื่อนที่ได้ดีในท่อน้ำของพืชแต่ไม่เคลื่อนที่ในท่ออาหาร ดังนั้นวิธีการใช้สารที่เหมาะสมคือการรดลงดินให้รากพืชดูดขึ้นไปพร้อมกับธาตุอาหารต่างๆ เพื่อขึ้นไปสู่ส่วนบนของลำต้น

ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อาจใช้อธิบายได้ว่าเหตุใดการใช้ PGRC จึงยุ่งยากกว่าการใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ และผลจากการใช้ PGRC ก็ไม่คงที่แน่นอนเหมือนกันทุกครั้ง ดังนั้นการจะใช้ PGRC ให้ได้ผลแน่นอนจึงจำเป็นต้องอาศัยเวลาเพื่อศึกษา ผลของสารและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งได้ข้อสรุปหรือคำแนะนำที่เหมาะสม PGRC มีนับร้อยชนิด แต่ที่สามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้มีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น และที่เหลือก็ยังอยู่ในขั้นทดลองหาความเหมาะสมดังที่กล่าวมา PGRC ที่ใช้ในโลกปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี แต่เมื่อเปรียบเทียบปริมาณการใช้กับสารเคมีการเกษตรอื่นๆ เช่นยาฆ่าแมลง หรือยากำจัดวัชพืชแล้วพบว่ามีสัดส่วนน้อยมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น และอีกประการหนึ่ง คือ ปริมาณการใช้ PGRC แต่ละครั้งน้อยมากเนื่องจากการใช้ได้ผลที่ความเข้มข้นตํ่าๆ ก็แสดงผลต่อพืชได้ ในบรรดา PGRC ที่ใช้ในโลกมากที่สุด 6 อันดับแรก คือ chlormequat, daminozide, gibberellin, ethephon, maleic hydrazide และ glyphosine สารเหล่านี้ใช้กันมากกับพืชสวน ยกเว้น glyphosine ใช้มากกับพืชไร่
ที่มา:พีระเดช  ทองอำไพ

กระเทียมสำเร็จรูป

ต้นกำเนิดของกระเทียมสำเร็จรูป
ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรของกระเทียมได้ถูกลืมไปประมาณ 40-50 ปี เมื่อยาแผนปัจจุบันเข้ามาเป็นที่นิยมแพร่หลาย จนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาอัตราการป่วยเจ็บ และตายจากโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ จึงได้ศึกษาสรรพคุณทางยาและองค์ประกอบทางเคมีของกระเทียมอย่างจริงจัง จึงอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันกระเทียมได้รับความสนใจจากนักวิจัยวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถใช้วิทยากรแผนใหม่พิสูจน์ได้ว่ากระเทียมมีผลในการฆ่าเชื้อโรคบางชนิดและลดไขมันในหลอดเลือดได้จริง เมื่อทดลองให้ผู้ป่วยรับประทานกระเทียมสดวันละ 10 กรัม เป็นเวลาติดต่อกัน 2 เดือน ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันจึงมีผู้รับประทานกระเทียมสดเป็นจำนวนมากเพื่อรักษาสุขภาพ แต่ก็มีปัญหาเรื่องรังเกียจกลิ่นและรสของกระเทียม นอกจากนี้ การบริโภคกระเทียมซึ่งเป็นองค์ประกอบในการปรุงอาหารนั้นก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า กระเทียม ที่ผ่านการปรุงอาหารโดยผ่านความร้อนนั้น คุณค่าทางโภชนาการย่อมลดน้อยลงเมื่อเทียบกับการบริโภคกระเทียมสด ดังนั้น ถ้าต้องการได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนโดยไม่ต้องรับประทานกระเทียมสด ผู้บริโภคคงต้องหันมารับประทานกระเทียมสำเร็จรูป ซึ่งกระเทียมสำเร็จรูปนี้ บรรดานักวิจัยคิดค้นขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคกระเทียม เพราะตระหนักดีถึงคุณค่าของกระเทียม และสามารถจะแก้ไข จุดอ่อนของกระเทียมในด้านกลิ่นและรสชาติได้เป็นอย่างดี
ลักษณะการผลิตและผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูป
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปที่มีวางจำหน่ายในตลาดมีวิธีการเตรียมต่างๆ กัน ซึ่งพอจะจำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ กระเทียมแคปซูล ซึ่งยังจะแบ่งออกเป็นประเภทกระเทียมผงและน้ำมันกระเทียม และกระเทียมอัดเม็ด
สำหรับกระเทียมผง การผลิตในประเทศเป็นผลงานจากการค้นคว้าวิจัยของสาขาวิจัยเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จในการสกัดกระเทียมสดเป็นกระเทียมผงบรรจุแคปซูล แนวความคิดเริ่มจากที่เห็นว่ากระเทียมในประเทศมีมากเกินความต้องการ คือ ผลิตได้ประมาณปีละ 166,000 ตัน ซึ่งในจำนวนนี้มีการบริโภคภายในประเทศประมาณ 3,800 ตัน ดังนั้น กระเทียมส่วนที่เหลือนี้ควรได้นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารและยามากกว่าการส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศในรูปของกระเทียมดิบ กระเทียมผงที่ผลิตได้เป็นกระเทียมสกัดธรรมชาติเข้มข้นชนิดผง (GARLIC NATURA) สามารถใช้แทนกระเทียมสด ในการปรุงอาหาร หรือรับประทานแทนกระเทียมสด โดยกระเทียมผงบรรจุ 1 แคปซูล จะเทียบเท่ากับกระเทียมสด 7 กรัม ขนาดของการรับประทานหลังอาหารเช้าและเย็นครั้งละ 2 เม็ด จะเทียบเท่ากับการรับประทานกระเทียมสด 1 หัวใหญ่ (6-7 กรัม) ถ้าต้องการลดคอเรสเตอรอล ช่วงการเห็นผลจะกินเวลา 4-6 สัปดาห์
กรรมวิธีการผลิตกระเทียมผงเริ่มจากการเก็บกระเทียมสดมาผึ่งให้แห้ง ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลานานประมาณ 1 เดือน กระเทียมสด 3 กิโลกรัม จะได้กระเทียมแห้ง 1 กิโลกรัม กระเทียมที่แห้งแล้วจะเก็บไว้ได้นานไม่เกิน 8 เดือน หลังจากนั้นหัวกระเทียมจะแห้งและฝ่อแฟบไป แต่ถ้าต้องการประหยัดเวลาในการตากแห้ง ให้นำหัวกระเทียมมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ หรือสับเป็นชิ้นเล็กๆ วางเกลี่ยบนตะแกรงตากแดด หรืออบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 45-60 องศาเซลเซียสจนแห้ง คือ มีความชื้นเหลือไม่เกินร้อยละ 6 บรรจุในภาชนะที่แห้งสะอาดและปิดสนิท ก่อนตาก ถ้าแช่กระเทียมในสารละลายโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ร้อยละ 0.5 หรือรมด้วยกำมะถัน จะทำให้กระเทียมตากแห้งที่ได้ มีสีดีขึ้นและเก็บได้นานขึ้น จากกระเทียมตากแห้งที่ได้ จะนำมาทำเป็นกระเทียมผงโดยบด ให้ละเอียดร่อนผ่านแร่งผสมแมกนีเซียมสเตียเรต หรือแคลเซียมสเดียเรต ร้อยละ 1 คลุกให้เข้ากัน เพื่อป้องกันการจับกันเป็นก้อน บรรจุใส่ภาชนะที่แห้งสะอาดและปิดสนิท ถ้าชอบรสเค็มก็ใส่เกลือ จะได้กระเทียมผงผสมเกลือโดยใช้กระเทียมผงและเกลือในอัตราส่วน 1 : 4 และถ้าชอบรสเผ็ดก็ผสมพริกไทยด้วย ก็จะได้กระเทียมผงผสมพริกไทยเกลือ โดยใช้อัตรา ส่วนผสม 1:1:5 ตามลำดับ
สำหรับน้ำมันกระเทียม มีการผลิตเพื่อบริโภคในฐานะอาหารเสริมสุขภาพมากกว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งจากการวิจัยพบว่านํ้ามันกระเทียมมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคบางชนิด เช่น การลดคอเรสเตอรอลและไขมัน รักษาโรคโลหิตจาง โรคข้อ ปรับระดับนํ้าตาลให้เป็นปกติ ป้องกันเลือดแข็งตัว เป็นต้น การผลิตนํ้ามันกระเทียมจะบรรจุอยู่ในแคปซูลซึ่งเป็นวุ้นอ่อนๆ หรือเจลลาติน กลืนง่าย แคปซูลนี้จะผ่านกระเพาะเข้าสู่ลำไส้เล็ก นํ้ามันกระเทียมจะเข้าสู่กระแสเลือดในลำไส้เล็ก บรรดาผู้วิจัยกล่าวว่า วิธีนี้สามารถตัดปัญหาเรื่องกลิ่นของกระเทียมได้เกือบทั้งหมด และยังมีข้อได้เปรียบ คือ สามารถกำหนดปริมาณของกระเทียมที่กินเข้าไปในแต่ละวันได้ นับเป็นวิธีที่เหมาะสมที่จะได้รับคุณประโยชน์ของกระเทียมอย่างเต็มที่ เพราะจะต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ และต่อเนื่องเป็นประจำ จึงจะมีผลในการรักษาโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ส่วนกรรม วิธีการผลิตนํ้ามันกระเทียมนั้นไม่มีรายละเอียดแพร่หลายและไม่มีการผลิตในประเทศ ผลิตภัณฑ์กระเทียมประเภทนี้ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดจะเป็นการนำเข้ามาทั้งสิ้น
สำหรับการผลิตกระเทียมเม็ดหรือกระเทียมอัดเม็ดนั้น นับได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิตกระเทียมผง กล่าวคือ แทนที่จะบรรจุกระเทียมผงลงในแคปซูล จะนำมาอัดเป็นเม็ดเคลือบฟิล์มแทน ขั้นตอนการผลิตอย่างคร่าวๆ ก็คือ คั้นนํ้าจากกระเทียมแล้วนำไปทำให้แห้งแบบเย็น เมื่อได้กระเทียมผงแล้วนำไปตอกเป็นเม็ดโดยผสมกับ EXCIPIENT แล้วจึงนำไปเคลือบฟิล์ม ชนิดของฟิล์มที่นำมาเคลือบมีหลายชนิด เช่น ETHYL- CELLULOSE HYDROXY PROPYL CELLULOSE เป็นต้น จุดประสงค์ของการเคลือบฟิล์ม ก็เพื่อที่จะเก็บไว้ในขวดที่ปิดสนิทได้นานถึง 6 เดือน
สภาพการตลาดของกระเทียมสำเร็จรูป
ถ้าจะนับย้อนอดีตของการพัฒนาอาหารเสริมสุขภาพแล้ว จะเห็นได้ว่ากระเทียมได้รับการพัฒนาให้เป็นอาหารเสริมชนิดแรกของไทย โดยเริ่มมีการผลิตกระเทียมสำเร็จรูปกันอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 5-6 ปีมานี้เอง ผู้ริเริ่มก็คือ สถาบันวิจัยวิทยาคาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยและมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ทำการวิจัยพบว่ากระเทียมเป็นพืชที่มีประโยชน์ในด้านการรักษาโรค ทำให้ริเริ่มโครงการผลิตกระเทียมสำเร็จรูปออกมาจำหน่ายในตลาด ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็มีบริษัทเอกชนได้ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยเช่นกัน คือ บริษัทขาวละออเภสัช จำกัด ผลิตกระเทียมบรรจุแคปซูลยี่ห้อ “อิมมิวน¬ท็อป” และบริษัททีโอ เคมีคัล จำกัด ผลิตยี่ห้อซีแลค นอกจากนี้ยังมีบริษัทเล็กๆ อีก 2-3 แห่งผลิตกระเทียมสำเร็จรูปออกจำหน่าย แต่ในระยะต่อมาบริษัทเล็กๆ เหล่านี้ก็เลิกผลิตไป
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระเทียมสำเร็จรูปในตลาดประเทศไทยไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ซึ่งผิดกับในต่างประเทศที่กระเทียมสำเร็จรูปได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สาเหตุที่การยอมรับกระเทียมสำเร็จรูปอยู่ในแวดวงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากคำว่ากระเทียมในภาพพจน์ของคนไทยแล้วดูไม่มีค่าเลย เป็นเพียงของใช้ประจำครัวและสามารถจะหากินได้โดยง่าย คนไทยจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นกับอาหารเสริมสุขภาพประเภทกระเทียมสำเร็จรูปเท่าใดนัก เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารเสริมประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนมผึ้ง เกสรดอกไม้ สาหร่าย หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์นมประเภทต่างๆ ซึ่งเมื่อฟังชื่อแล้วดูน่าตื่นเต้นและมีค่ามากกว่า แม้ว่าการวิจัยในเรื่องของคุณค่าของกระเทียมและผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูป และสิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคกระเทียมควรจะได้รับรู้ก็คือ หากกระเทียมสดโดนความร้อนถึง 60 องศาเซลเซียสแล้ว คุณค่าทางอาหารแทบจะหมดไป ดังนั้น การบริโภคกระเทียมให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแล้วจะต้องบริโภคกระเทียมสดหรือกระเทียมที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ถูกต้อง และจะต้องบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานานพอสมควร จึงจะมีผลในการรักษาโรคหรือป้องกันโรคในฐานะอาหารเสริมสุขภาพ
สาเหตุอีกประการหนึ่งที่กระเทียมสำเร็จรูปไม่โดดเด่นขึ้นมาในฐานะของอาหารเสริมสุขภาพ ก็เนื่องจากสรรพคุณทางยาของกระเทียมหลายอย่างยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีผลมาจากสารเคมีใดที่เป็นส่วนประกอบของกระเทียม ในการทดลองสรรพคุณของกระเทียมแต่ละครั้งและแต่ละการทดลองนั้น ไม่มีรายงานยืนยันว่าเป็นผลมาจากสารอะไรเป็นสำคัญ และปริมาณของสารต่างๆ มีเท่ากันทุกแคปซูลหรือไม่ ไม่ทราบด้วยว่ากระเทียมที่นำมาผลิตเพื่อการทดลองนั้นเป็นกระเทียมพันธุ์เดียวกัน จากแหล่งเดียวกัน ที่เก็บเกี่ยวในฤดูเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีแล้วว่า ปริมาณสารอาหารจากแหล่งธรรมชาตินั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามแหล่งที่ปลูก เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในดิน การให้ปุ๋ย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศจะแตกต่างกัน เป็นผลให้ปริมาณสารอาหารจะแตกต่างกัน ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากกระเทียมจึงยังคงต้องวางขายในฐานะเป็นอาหารเสริมสุขภาพ กอปรกับการควบคุมอย่างใกล้ชิดของสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถที่จะทำการโฆษณาสรรพคุณได้มากนัก อีกทั้งการขายยังใช้วิธีผ่านร้านขายยาและวางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งเท่านั้น ยอดขายของกระเทียมสำเร็จรูปจึงเป็นลักษณะของนํ้าซึมบ่อทราย ตัวเลข จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหวือหวามากนัก
ในด้านการตลาด แม้จะมีผู้ผลิตและผู้นำเข้ามาจำหน่ายประมาณ 12 บริษัท แต่สภาพการแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนกับอาหารเสริมสุขภาพชนิดอื่นๆ สินค้าประเภทกระเทียมสำเร็จรูปที่โดดเด่นมากในช่วงนี้มีอยู่ 2-3 ยี่ห้อก็คือ อิมมิวนีท็อปฃองค่ายขาวละออเภสัช นาทูรา และอาลิค โดยอิมมิวนีท็อป อาศัยชื่อเสียงของบริษัทที่สร้างสมมาเป็นเวลานานจากการขายยาประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาแผนโบราณและแผนปัจจุบัน ซึ่งผลิตภัณฑ์อิมมิวนีท็อปมีจำหน่ายทั้งชนิดเม็ดและแคปซูล ส่วนค่ายนาทูราและค่ายอาลิคนั้นค่อนข้างจะได้เปรียบ เพราะมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้รับรองคุณภาพให้ โดยเฉพาะอาลิคเป็นผลมาจากการค้นคว้าวิจัยของ “โครงการพัฒนาการผลิตเภสัชภัณฑ์และสมุนไพร” คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ควบคุมการผลิตและควบคุมคุณภาพ และบริษัทเมดิคราฟท์ จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่าย สำหรับกระเทียมสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจำหน่าย ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันกระเทียม บรรจุแคปซูล ยี่ห้อที่น่าสนใจ คือ แรนแบ็กซี่ จะจัดอยู่ในประเภทอาหารทั่วๆ ไป จึงสามารถทำการโฆษณาและส่งเสริมการขายได้ ประกอบกับชื่อเสียงของบริษัททำให้สามารถผลักดันสินค้าเข้าวางจำหน่ายในร้านค้าและตามห้างสรรพสินค้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในด้านการส่งเสริมการขายนั้น ค่ายแรนแบ็กซี่ทุ่มเทงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น การเปิดซุ้ม “ชิมฟรี” การตั้งโชว์ในซุปเปอร์มาร์เก็ต รวมทั้งการแจกหนังสือแนะนำคุณค่าหรือสรรพคุณต่างๆ ของกระเทียม กิจกรรมทางการตลาด เหล่านี้ส่งผลให้แรนแบ็กซี่เป็นที่รู้จักอย่างดีสำหรับผู้ต้องการบริโภคกระเทียมสำเร็จรูป ในรูปของนํ้ามันกระเทียม
ตลาดของกระเทียมสำเร็จรูปส่วนมากจะเป็นลักษณะกระเทียมผงบรรจุแคปซูล หรืออัดเม็ดมากกว่า โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับเอและบี อย่างไรก็ตาม ราคาขายของกระเทียมบรรจุแคปซูลจะแตกต่างกันค่อนข้างมาก กล่าวคือ นาทูรา ราคาขายจะแพงกว่าอิมมิวนีท็อปถึง 1 เท่าตัว โดยที่นาทูราจะขายขวด (100 เม็ด) ละ 240 บาท ในขณะที่อิมมิวนีท็อปจะขายเพียงขวดละ 125 บาทเท่านั้น เหตุผลของการตั้งราคาขายในเกณฑ์ตํ่าของค่ายอิมมิวนีท็อปก็เนื่องจากผู้บริโภคเชื่อถือชื่อเสียงของขาวละออฯ และต้องการให้ทุกคนมีโอกาสที่จะบริโภคกระเทียมสำเร็จรูป สำหรับนํ้ามันกระเทียม มีข่าวว่ามีการแข่งขันสูงมาก แต่ข้อมูลทางการตลาดของนํ้ามันกระเทียมไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก
แต่จากการควบคุมค่อนข้างเข้มงวดของรัฐบาล ทำให้ค่ายอิมมิวนี-
ท็อปเริ่มเบนเข็มไปตลาดต่างประเทศ กอปรกับตลาดต่างประเทศมีความนิยมอาหารเสริมสุขภาพประเภทกระเทียมสำเร็จรูปอย่างมาก ซึ่งตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจก็คือ สหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมทั้งแถบเอเชียด้วย อย่างไรก็ตาม การก้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพให้เท่าเทียมกับต่างประเทศ พร้อมทั้งปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ใหม่หมด แต่ยังคงจะใช้ยี่ห้ออิมมิวนีท็อปเช่นเดิม และราคาขายคงจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณขวดละ 250 บาท
อย่างไรก็ตาม ตลาดในประเทศก็ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ แม้อัตราการเจริญเติบโตจะช้าเหมือนผลิตภัณฑ์ยา แต่ก็จะได้กลุ่มผู้บริโภคที่เหนียวแน่นเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ยาคือ คนที่บริโภคแล้วจะไม่ค่อยเลิก นอกจากนี้ ผู้บริโภคมักจะมองว่ากระเทียมสำเร็จรูปเป็นสินค้าทีเหมาะสมสำหรับผู้ชาย ดังนั้นราคาจึงไม่ใช่แรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ ไม่ เหมือนกับสินค้าอื่นที่ผู้ซื้อจะถูกเปลี่ยนใจง่ายด้วยราคาและของแถม
ตลาดภายในประเทศ
รูปแบบของกระเทียมสำเร็จรูปที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดจะมีหลายรูปแบบ ทั้งกระเทียมผงบรรจุในแคปซูลแข็ง ซึ่งยังแบ่งออกได้เป็นประเภทที่เป็นผงกระเทียม 100%
ตารางผู้ผลิตกระเทียมสำเร็จรูปในประเทศไทย


ที่มา:สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
ตารางผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูป


ที่มา:สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
และผงกระเทียมผสมกับสารอื่น กระเทียมในแคปซูลนิ่มซึ่งเป็นสารประเภทเจลลาติน ข้างในแคปซูลจะเป็นนํ้ามันกระเทียมประมาณ 0.25-1% เจือจางในนํ้ามันพืช กระเทียม เม็ดเคลือบนํ้าตาล กระเทียมเม็ดเคลือบฟิล์ม เป็นต้น ซึ่งกระเทียมทุกรูปแบบในท้องตลาด ผลิตในประเทศไทย ยกเว้นชนิดแคปซูลนิ่ม หรือนํ้ามันกระเทียมที่ทุกยี่ห้อที่มีวางจำหน่าย เป็นการนำเข้าทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม กระเทียมสำเร็จรูปจัดเป็นอาหารตามการวินิจฉัยของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ผู้ผลิตแต่ละรายไม่สามารถโฆษณาสรรพคุณในฐานะเป็นยาได้ ทั้งๆ ที่กระเทียมมีจุดที่น่าสนใจและมีสรรพคุณทั้งในทางอาหารและยา แต่หากจะต้องการโฆษณาสรรพคุณในด้านการรักษาโรคแล้วจะต้องจดทะเบียนในรูปของยา ซึ่งหมายถึงการโฆษณานั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและการยอมรับจากวงการแพทย์ก่อน สาเหตุ ดังกล่าวนี้นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้บริโภคเป้าหมายหลายรายไม่มั่นใจในสรรพคุณของกระเทียม เนื่องจากไม่สามารถจะระบุประโยชน์ใดๆ เกี่ยวกับสุขภาพลงบนฉลากได้ และการรับประทานกระเทียมสำเร็จรูปจะต้องรับประทานติดต่อกัน 1-4 เดือนจึงจะเห็นผลชัดเจน ทำให้ปริมาณการจำหน่ายไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร
แนวโน้มสำหรับตลาดกระเทียมสำเร็จรูป คาดว่าตลาดภายในประเทศยังจะสามารถขยายขอบเขตตลาดออกไปได้ถ้ามีการเผยแพร่และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อผู้บริโภค สำหรับการเจาะตลาดต่างจังหวัดยังจะต้องอาศัยระยะเวลาอีกช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะช่วยให้การจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปดีขึ้นก็อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขที่ควรจะยอมรับกระเทียมสำเร็จรูปว่ามีส่วนช่วยลดอัตราการตาย เนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันหรือเส้นโลหิตแตกเนื่องจากความดันโลหิตสูง ดังนั้น การผ่อนคลายความเข้มงวดเรื่องการเขียนประโยชน์ของกระเทียมลงบนฉลากได้จะช่วยตลาดกระเทียมได้มาก ซึ่งในหลายๆ ประเทศในยุโรปยอมรับการเขียนในลักษณะนี้แล้ว
สิ่งที่รัฐบาลควรจะคำนึงถึงให้มากก็คือ หากการบริโภคกระเทียมสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น นอกจากจะมีประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียม โรงงานผู้ผลิตกระเทียม สำเร็จรูปแล้ว ยังจะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดี รักษาทรัพยากรบุคคลที่มีค่าต่อประเทศชาติได้
ตลาดต่างประเทศ
ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้ความสนใจในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพภาพเป็นเวลานานแล้ว จึงมีผู้ผลิตในประเทศผลิตสินค้าป้อนตลาดเอง หรือหากจะนำเข้าก็จะให้ความสำคัญอย่างมากต่อคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น อุปสรรคสำคัญของการก้าวออกสู่ตลาดต่างประเทศของผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปก็คือ รูปแบบผลิตภัณฑ์และราคา โดยตลาดของไทยยังไม่กว้าง การผลิตยังมีรูปแบบน้อย และราคาผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูป ยังอยู่ในเกณฑ์สูง เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตและการบรรจุ แม้ว่าราคาวัตถุดิบคือกระเทียมจะมีราคาอยู่ในเกณฑ์ตํ่า
บริษัทที่เปิดตัวอย่างชัดเจนที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปคือ บริษัท ขาวละออเภสัช โดยเริ่มจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอนูกาในเยอรมันตะวันตกร่วมกับกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ซึ่งในงานนี้เป็นการแนะนำกระเทียมสำเร็จรูปให้ลูกค้าในต่างประเทศรู้จัก หลังจากนั้นผู้นำเข้าในเยอรมันตะวันตกได้ส่งตัวแทนฝ่ายโภชนาการมาเยี่ยมชม โรงงานเพื่อดูการผลิต และให้ความสนใจนำเข้ากระเทียมสำเร็จรูปไปจำหน่ายในเยอรมันตะวันตกเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ผู้นำเข้าจากอังกฤษและญี่ปุ่นนำเข้าผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปเพื่อไปทดลองตลาด จุดขายของบริษัทก็คือ บริษัทได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย และได้ผ่านการตรวจสอบจากบริษัท เอส.จี.เอส. ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบสินค้าส่งออกเรียบร้อยแล้ว นับได้ว่า ค่ายขาวละออฯ จะเป็นผู้บุกเบิกตลาดต่างประเทศเช่นเดียวกับที่เคยประสบความสำเร็จ ในการบุกเบิกตลาดในประเทศมาแล้ว
ประเทศที่คาดว่าจะเป็นคู่แข่งขันในการผลิตกระเทียมสำเร็จรูปประเภทเดียวกับไทยจำหน่าย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกา แต่คาดว่าผลิตภัณฑ์กระเทียมสำเร็จรูปจากประเทศไทยสามารถจะแข่งขันได้ทั้งในเรื่องคุณภาพและราคา
ที่มา:ส่วนวิจัยเกษตรกรรม ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกสิกรไทย

คุณประโยชน์ของกระเทียม


คุณค่าทางอาหารและยาของกระเทียมเป็นที่ยอมรับกันมานานกว่า 5 พันปีแล้ว โดยที่ทั้งชาวบาบิโลเนีย กรีก โรมัน โฟนิเซีย และไวกิ้ง รู้จักใช้กระเทียมรักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติในลำไส้ การย่อยอาหาร โรคความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนัง และบาดแผล ตลอดจนขับพยาธิ และยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย จนกระทั่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวรัสเซียได้ใช้กระเทียมในการรักษาพิษบาดแผลจนได้รับการขนานนามว่า “เพนนิซิลินแห่งรัสเซีย”
สำหรับในประเทศไทย จะมีการรู้จักและปลูกกระเทียมมาตั้งแต่เมื่อใดยังไม่มีหลักฐานแน่นอน เพียงแต่มีนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า การปลูกกระเทียมน่าจะเริ่มมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งไทยเริ่มติดต่อค้าขายกับจีนบ้างแล้ว โดยคาดว่าชาวจีนเป็นผู้นำพันธ์กระเทียมเข้ามาจนมีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย และคนไทยก็นำเอากระเทียมมาใช้ในการประกอบอาหารและใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณบางตำรับ แต่ นางท่านสันนิษฐานว่ากระเทียมอาจจะเข้ามาในเมืองไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสมัยที่ไทยติดต่อกับชาวเปอร์เซีย
การปลูกกระเทียมในสมัยแรกๆ ของไทยอาจจะมีการปลูกในลักษณะเป็นพืชสวนครัว และต่อมามีการปลูกมากแถบภาคกลาง เช่น ในท้องที่จังหวัดราชบุรี และแถบชานกรุงเทพฯ จากนั้นจึงมีการขยายพื้นที่ไปปลูกในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในแถบที่มีอากาศเย็น จึงทำให้ค้นพบว่าแหล่งเพาะปลูกทั้งสองนี้เหมาะสมที่จะปลูกกระเทียม มากกว่าแถบภาคกลาง ดังนั้น ในปัจจุบันแหล่งทั้งสองนี้จึงเป็นแหล่งปลูกกระเทียมที่สำคัญของไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของกระเทียม
กระเทียมจัดเป็นพืชผักในตระกูล AMARILLIDACEAE เช่นเดียวกับหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง กุยช่าย และกระเทียมใบ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ALUUMSATIVUM เป็นพืชล้มลุก ใบเลี้ยงเดี่ยว มีหัวเป็นลำต้นแปรรูปที่เรียกว่า คอร์ม (CORM) แต่ละหัวประกอบด้วยกลีบหลายกลีบเรียงซ้อนกัน บางพันธุ์มีการเรียงซ้อนของกลีบเป็นหลายชั้นแต่ละกลีบมีเปลือกหรือกาบหุ้มอยู่โดยรอบ สามารถแยกออกจากหัวได้เป็นอิสระ และกลีบหนึ่งๆ นำไปปลูกได้ 1 ต้น หรือ 1 หัวเป็นอย่างน้อย ในกระเทียมแต่ละหัวจะมีเปลือกนอกหุ้มกลีบเหล่านั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง สีของเปลือกนอกมีหลายสี ตั้งแต่ขาว ชมพู หรือม่วง แล้วแต่พันธุ์ของกระเทียม รูปทรงของหัวมีหลายแบบ จะมีตั้งแต่ทรงกลมแป้น กลม และกลมสูง ขนาดของหัวแตกต่างกันตามพันธุ์และสภาพการเจริญเติบโต ส่วนล่างของหัวมีลักษณะเป็นฐานแบนสีขาวขุ่นและแข็ง เป็นที่เกิดของรากฝอย ส่วนต้นคือลำที่แท้จริง ซึ่งจะมีทุกส่วนของลำต้นอยู่ในส่วนนี้ รากของกระเทียมเป็นระบบรากฝอย ส่วนใหญ่จะแผ่กระจายหาอาหารตามพื้นดินส่วนล่างลึกไม่เกิน 10-12 นิ้ว เมื่อกระเทียมแก่จะมีแกนแข็งเจริญออกจากส่วนกลางของลำต้นแท้ ซึ่งบนแกนนี้จะมีลูกกระเทียมขนาดเล็ก กลม อาจมีกลีบย่อย 1-3 กลีบในลูกกระเทียมนั้น แม้กระเทียมจะเป็นพืชที่มีดอก และเมล็ด แต่ในสภาพของประเทศไทยยังไม่ปรากฎว่ากระเทียมออกดอกและติดเมล็ด
ส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินหรือหัวกระเทียมเป็นลำต้นกระเทียม ซึ่งประกอบด้วยก้าน และแผ่นใบ ใบมีรูปร่างแบนยาว การเรียงของใบจะแตกต่างกันตามชนิดของพันธุ์กระเทียม ซึ่งจะมองเห็นได้เด่นชัดในระยะที่กระเทียมยังไม่แก่จัด นอกจากนี้ ขนาดของใบและลักษณะต่างๆ ของใบกระเทียมก็จะช่วยแยกชนิดของกระเทียมได้เช่นกัน จำนวนใบของกระเทียมตลอดอายุจะมี 14-16 ใบต่อกระเทียม 1 ต้น
พันธุ์กระเทียม
กระเทียมแห้งที่มีจำหน่ายภายในประเทศมีหลายสายพันธุ์ พอจะจัดแบ่งได้หลายแบบโดยอาศัยหลักเกณฑ์ดังนี้.-
1. จำแนกหรือแบ่งโดยอาศัยอายุการเก็บเกี่ยว เมื่อแก่จัดพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว มี 3 พวก คือ กระเทียมพันธุ์เบา อายุแก่จัดประมาณ 75 วันขึ้นไป กระเทียมพันธุ์กลาง อายุแก่จัดประมาณ 100 วันขึ้นไป และกระเทียมพันธุ์หนัก อายุแก่จัดประมาณ 140 วันขึ้นไป เป็นต้น
2. แบ่งโดยอาศัยแหล่งที่มาของพันธุ์กระเทียม เช่น กระเทียมจากต่างประเทศหรือไต้หวัน เราเรียกกระเทียมจีน จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพันธุ์ศรีสะเกษ จากภาคกลาง มีพันธุ์บางช้าง และจากภาคเหนือ มีพันธุ์พื้นเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น
3. แบ่งโดยอาศัยฤดูปลูกและฤดูการเก็บเกี่ยวเป็นเกณฑ์ เช่น ทางภาคเหนือมีกระเทียม 2 รุ่น คือ รุ่นแรกเรียกกระเทียมดอ และรุ่นหลังเรียกกระเทียมปี เป็นต้น
กระเทียมดอ หมายถึง กระเทียมที่เกษตรกรปลูกและเก็บเกี่ยวก่อนฤดูปลูก หรือฤดูเก็บเกี่ยวตามปกติ
กระเทียมปี หมายถึง กระเทียมที่เกษตรกรปลูกและเก็บเกี่ยวตามปกติของฤดูการปลูกกระเทียมส่วนมาก คือ หลังฤดูการทำนาหรือเกี่ยวข้าวแล้ว มีที่ดินและฟางข้าว เป็นวัตถุคลุมหลังแปลงที่ได้จากการทำนาในปีนั้นๆ
ลักษณะประจำพันธุ์
1. กระเทียมพันธุ์เบา เป็นกระเทียมที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นมาก ประมาณ 75 วันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือประมาณ 80-90 วันในภาคเหนือ ที่เรียกชื่อแหล่งที่มาว่า เป็นกระเทียมพื้นเมืองของศรีสะเกษ หรือพันธุ์จากศรีสะเกษ มีลักษณะตั้งแต่เป็นต้นอ่อนดังนี้ คือ
-มีลำต้นแข็งเหนียว ขนาดเล็ก และช่วงลำต้นสูงกว่าทุกพันธุ์ มีช่วงระหว่างใบห่างหรือกว้างมาก และเมื่อแก่จัดลำต้นจะหักล้มเอนราบไปกับพื้นดิน
-มีการเรียงของใบ (PHYLLOTAXY) จะอยู่ตรงกันข้าม (OPPOSITE) แยกกันไป 2 ข้าง มองคล้ายรูปพัดที่กางออก แผ่นใบเล็ก แคบและยาว
-มีหัวกระเทียมขนาดปานกลาง เมื่อเทียบอัตราส่วนระหว่างหัวกับลำต้น และใบ ส่วนหัวจะเบากว่า
-แต่ละหัวประกอบด้วยจำนวนกลีบมากกว่าพันธุ์หนัก คือ มีประมาณ 11-13 กลีบ และมีขนาดกลีบต่างๆ กัน ตรงปลายกลีบจะมีเส้นยาวเหนือกลีบ บางครั้ง เรียกว่า มีหางที่กลีบ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นในการตรวจสอบพันธุ์กระเทียมอีกวิธีหนึ่ง สีของหัวเป็นสีขาวขุ่นหรืออมเหลือง และหัวกระเทียมแห้งมีความแน่นแข็งมาก
-กลิ่นฉุนจัด
-ผลผลิตสดเฉลี่ยต่อไร่ 400-4,500 กก./ไร่
-ความชื้นเมื่อแห้งจะหายไป 60-90%
2. กระเทียมพันธุ์กลาง เป็นกระเทียมที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 100 วันขึ้นไป หรือ 100-120 วัน ปกติถ้าจะใช้กระเทียมแห้งทำพันธุ์ปลูกปีถัดไป เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวกระเทียมพันธุ์นี้อายุ 120 วัน ซึ่งเชื่อว่าแก่จัดและคุณภาพดี เก็บรักษาได้นาน ถ้าเป็นกระเทียมขายสดจะเก็บเกี่ยวไว้ประมาณ 100 วัน จึงเป็นสาเหตุให้คุณภาพของกระเทียมแห้งในท้องตลาดมีคุณภาพการเก็บรักษาไม่ดี กล่าวคือ ฝ่อ แห้งง่าย กระเทียม พันธุ์กลางมีหลายพันธุ์หลายชื่อ เช่น กระเทียมพื้นเมืองของเชียงใหม่ เรียก กระเทียมเชียงใหม่ กระเทียมพื้นเมืองของภาคกลาง เรียกกระเทียมบางช้าง ลักษณะของกระเทียมพันธุ์กลางมีดังนี้
-ลำต้นใหญ่อวบและเตี้ยกว่าพันธุ์เบา ใช้บริโภคได้เมื่อแก่จัด ไม่ล้มเอน แต่จะมีใบลำต้นแห้งเหี่ยว และมีหัวเล็กๆ ที่เรียกว่าดอกเกิดขึ้นที่ลำต้น
-การเรียงของใบ เวียนเป็นวงกลมไปรอบๆ ลำต้น ใบแบนกว้าง ปลายใบโน้มลงดิน เมื่ออากาศร้อนจัดขึ้น ใบก็จะยังอ่อนและโค้งลงมากขึ้นตามไปด้วย สีใบเขียวเข้มกว่าพันธุ์เบา
-หัวกระเทียมมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์เบาเมื่อปลูกดูแลในสภาพเดียวกัน หัวหนึ่งๆ มีกลีบขนาดต่างๆ กันเรียงซ้อนเป็นชั้นๆ ประมาณ 2-3 ชั้น กลีบชั้นนอกมีขนาดโตกว่ากลีบชั้นใน ขนาดกลีบไล่เลี่ยกับกลีบของพันธุ์เบา จำนวนกลีบต่อหัวประมาณ 9-15 กลีบ มักมีรูปร่างเป็นเหลี่ยมตามขอบ และกลีบมักงอโค้ง
-สีของเปลือกหุ้มห่อหัว มีสีม่วงปนแดงหรือชมพูอ่อน
-อายุการเก็บเกี่ยว 100-120 วัน
-กลิ่นฉุนปานกลาง
-ผลผลิตเฉลี่ยสด 2,000-3,500 กก./ ไร่
-เมื่อเก็บเกี่ยวแก่จัดนาน 3 เดือน ความชื้นจะหายไป 35-50%
-ถ้าเก็บเกี่ยวไม่แก่จัด ทิ้งไว้จนแห้ง นํ้าหนักจะเหลือ 25% เท่านั้น
3. กระเทียมพันธุ์หนัก เป็นกระเทียมจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ มักมีอายุการเก็บเกี่ยวนานตั้งแต่ 150 วันขึ้นไป ถ้าปลูกในท้องถิ่นที่อากาศเย็นไม่มาก อายุการแก่ก็จะลดลงประมาณ 135 วันขึ้นไปก็เริ่มแก่ แต่ถ้าเก็บเกี่ยวไวเกินไป ผลผลิตแห้งที่ได้จะเสียหาย ฝ่อ เน่า แห้งเร็วมากกว่าพันธุ์เบาและพันธุ์กลาง เท่าที่พบในท้องตลาดเรียกว่า กระเทียมพันธุ์จีน มีลักษณะดังนี้ คือ
-ลำต้นอวบอ้วน มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์กลาง
-ใบมีสีเขียวขนาดใหญ่และหนากว่าทั้ง 2 พันธุ์ข้างต้น ช่วงระหว่างใบต่อใบ สั้น แคบ มองดูคล้ายโคนใบทั้งหมดเรียงซ้อนกัน
-ชอบอากาศเย็นจัดและช่วงอากาศเย็นยาวนานกว่าปกติ
-ขนาดหัวใหญ่ ตรงโคนหรือคอของหัวใหญ่เช่นกัน แต่ละหัวมีจำนวนกลีบประมาณ 4-8 กลีบ ขนาดกลีบใหญ่ รูปร่างของกลีบอ้วนเกือบกลม และไม่มีเหลี่ยมคม ตามสันกลีบเลย
-กลิ่นฉุนปานกลาง
-สีของเปลือกนอกที่หุ้มห่อหัวสีขาวหรือปนม่วง
-อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน ผลผลิตสดเฉลี่ย 4,000 กก./ไร่
-ความชื้นลดลง เมื่อเก็บรักษาไว้นานเกิน 3 เดือน ประมาณ 40-60%
แหล่งปลูกกระเทียม
แหล่งปลูกกระเทียมในโลกนั้นจะกระจัดกระจายอยู่เกือบทั่วโลก โดยในเขตอเมริกาเหนือ ประเทศที่มีการปลูกกระเทียมมากก็คือ สหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก ส่วนอเมริกาใต้ แหล่งปลูกกระเทียมมากคือบราซิล ส่วนในเอเชียมีหลายประเทศที่เป็นแหล่งปลูกกระเทียม เนื่องจากคนเอเชียนิยมบริโภคกระเทียมกันมาก ประเทศที่ปลูกกระเทียมมากในเอเชีย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีนอินเดีย เกาหลีใต้ ไทย และตุรกี สำหรับทวีปยุโรปซึ่งเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีการบริโภคกระเทียมมากเช่นกัน โดยมีเรื่องราวเล่าต่อๆ กันมาว่า ต้นกำเนิดของกระเทียมอยู่ในเอเชียกลาง ต่อมาจึงเริ่มแพร่กระจายไปปลูกในตะวันออกกลางและยุโรป ประเทศที่มีการปลูกกระเทียมมากในยุโรป คือ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และสหภาพโซเวียต
สำหรับแหล่งปลูกกระเทียมภายในประเทศไทยมีแหล่งปลูกใหญ่ที่สุดคือบริเวณภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 85-90 ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ โดยจังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ เชียงราย พะเยา และแม่ฮ่องสอน ส่วนในภาคกลางจะปลูกกระเทียมมากในบริเวณจังหวัดราชบุรี นครปฐม และรอบนอกของกรุงเทพฯ สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกกระเทียมกันมากในบริเวณเขตจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี
ลักษณะพื้นที่ที่ปลูกกระเทียมจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การปลูกกระเทียมในพื้นที่ที่เป็นนาและในพื้นที่ที่ไม่ใช่นา สำหรับพื้นที่ที่เป็นนานั้นจะปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว คือเริ่มปลูกราวเดือนพฤศจิกายน-มกราคม และสามารถที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในราวเดือนมกราคม-มิถุนายน เรียกกันในวงการค้าว่า กระเทียมปี ซึ่งผลผลิต จะออกสู่ท้องตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน และสำหรับกระเทียมที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่ใช่ที่นานั้น วงการค้าจะเรียกกันว่า กระเทียมดอ เริ่มปลูกช่วงเดือนตุลาคม- มกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม อย่างไรก็ตาม กระเทียมดอจะมีวางจำหน่ายมากที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม สัดส่วนของผลผลิตกระเทียมนั้นจะแบ่งเป็นกระเทียมปีร้อยละ 59 ของผลผลิตกระเทียมทั้งหมด และกระเทียมดอร้อยละ 41

ผลผลิตกระเทียม แหล่งปลูกที่สำคัญของโลก

หน่วย:เมตริกตัน


ที่มา:FAO Yearbook Production, Vol.41,1987 หน้า 192.

เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต และผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของกระเทียม ปีเพาะปลูก 2532/33


ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ต้นทุนการผลิตกระเทียม
จากการสำรวจต้นทุนการผลิตกระเทียมของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในระหว่างปีเพาะปลูก 2525/ 26 ปี 2531/ 32 ปรากฏว่าต้นทุนทั้งหมดของการผลิตกระเทียมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้ที่ดินและค่าแรงงานเตรียมดินถึงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ต้นทุนในด้านค่าวัสดุอุปกรณ์ประเภทพันธุ์ปุ๋ย และอื่นๆ มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการผลิตกระเทียมในช่วงปีเพาะปลูก 2527/ 28-2528/ 29 อยู่ในเกณฑ์ตํ่ามาก ทำให้ผลผลิตกระเทียมออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากเกินกว่าความต้องการของตลาด เป็นผลให้ราคากระเทียมตกตํ่า ดังนั้น รัฐบาลเข้าแทรกแซงโดยดำเนินมาตรการด้านการผลิต ได้แก่ การกำหนดเขตเศรษฐกิจสำหรับกระเทียม และจดทะเบียน ผู้ปลูกกระเทียม รวมทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อจัดการด้านการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดภาวะกระเทียมล้นตลาด จนเกษตรกรประสบความเดือดร้อน

ปฏิทินการปลูกและเก็บเกี่ยวกระเทียม


ความต้องการกระเทียม
จากการสำรวจปริมาณความต้องการกระเทียมในปีเพาะปลูก 2526/ 27-2532/ 33 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปรากฎว่าความต้องการกระเทียมแบ่งออกได้เป็น
1. ความต้องการกระเทียมเพื่อบริโภค ซึ่งในแต่ละปีคนไทยจะมีอัตราการบริโภคกระเทียมประมาณ 1.39 กิโลกรัม/คน/ปี อย่างไรก็ตาม การจะเก็บกระเทียมไว้เพื่อบริโภคนี้จะต้องเก็บไว้เผื่อปริมาณที่จะสูญเสีย ซึ่งในแต่ละปีมีอัตราสูญเสียประมาณร้อยละ 10 ซึ่งเมื่อคำนวณจากผลผลิตกระเทียมแล้วจะเห็นได้ว่าความต้องการกระเทียมเพื่อบริโภคในปีเพาะปลูก 2532/ 33 เท่ากับ 86,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2526/ 27 ซึ่งมีความต้องการกระเทียมเพื่อบริโภคเพียง 77,920 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 สิ่งที่น่าสังเกตก็คือปริมาณความต้องการกระเทียมเพื่อบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2526/27- 2531/ 32 แต่ในปี 2532/ 33 นั้น ความต้องการกระเทียมเพื่อบริโภคนี้ลดลงถึงร้อยละ 9.0 ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนทั่วไปนิยมบริโภคกระเทียมในรูปของกระเทียมสำเร็จรูปมากขึ้น
2. ความต้องการกระเทียมเพื่อทำพันธุ์ ความต้องการกระเทียมเพื่อทำพันธุ์ สำหรับการปลูกกระเทียมในฤดูการเพาะปลูกต่อไปนั้น คำนวณจากอัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งพบว่าในปีเพาะปลูก 2532/ 33 เกษตรกรเก็บกระเทียมไว้ทำพันธุ์ 19,000 ตัน เทียบกับปี 2526/ 27 ซึ่งจะเก็บไว้ทำพันธุ์สูงถึง 22,878 ตัน เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ตํ่า จึงไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกกระเทียม
3. ความต้องการกระเทียมเพื่อการส่งออก การส่งออกกระเทียมของไทยนับว่ายังอยู่ในเกณฑ์ตํ่าเมื่อเทียบกับพืชผักที่มีการส่งออกสำคัญของประเทศ และกระเทียมที่ส่งออกส่วนใหญ่จะเป็นกระเทียมตากแห้งและกระเทียมผง แต่ประเด็นที่ควรพิจารณา ก็คือ ตลาดที่นำเข้ากระเทียมจากไทยไม่มีตลาดประจำที่นำเข้าอย่างสมํ่าเสมอ
4. ความต้องการกระเทียมเพื่อเป็นวัตถุดิบโรงงาน โรงงานผลิตภัณฑ์ กระเทียมในปัจจุบันจะเป็นโรงงานผลิตกระเทียมผงเพื่อใช้เป็นอาหารและสมุนไพร ซึ่งโรงงานเหล่านี้เริ่มดำเนินการผลิตในปี 2530/ 31 และแนวโน้มความต้องการกระเทียม เพื่อเป็นวัตคุดิบป้อนโรงงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือ ในปี 2530/ 31 มีความต้องการกระเทียมเพียง 160 ตัน และในปี 2532/ 33 ความต้องการพุ่งขึ้นเป็น 1,000 ตัน คาดว่า เมื่อตลาดทางด้านอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตมากกว่านี้แล้ว ความต้องการกระเทียมเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
คุณประโยชน์ของกระเทียม
กระเทียมเป็นทั้งอาหารและยา โดยมีประวัติคู่กับมนุษยชาติมานานหลายพันปี แม้ว่าบางคนไม่ชอบอาหารที่มีกระเทียมเป็นเครื่องปรุง แต่ถ้านำกระเทียมมาใช้เป็นยาแล้ว น้อยคนนักที่จะรังเกียจ เนื่องจากเมื่อนำกระเทียมมาทำเป็นยานั้นสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย จึงมีการใช้อย่างกว้างขวาง จนมีคำกล่าวว่า กระเทียมเป็นเคล็ดในครัว ในสวน และบนหิ้งยา
ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรของกระเทียมได้ถูกลืมไปประมาณ 40-50 ปี เมื่อยาแผนปัจจุบันเข้ามาเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ กระเทียมกลับมาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางอีกครั้งหนึ่งเมื่ออัตราการป่วยเจ็บและตายจากโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ได้ศึกษา สรรพคุณทางยาและองค์ประกอบทางเคมีของกระเทียมอย่างจริงจัง ซึ่งผลปรากฎว่ามี หลักฐานต่างๆ มากมายที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการรับประทานกระเทียมหรือนํ้ามันกระเทียมเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ทั้งนี้เนื่องจากกระเทียมมีสาร ALLIIN หรือ ALLICIN ซึ่งสารนี้มีอำนาจการทำลาย MICRO-ORGANISM ได้สูงมาก และมีฤทธิ์ในการลดและสลายปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด ช่วยป้องกันการแข็งตัว ของเส้นเลือด และช่วยให้หลอดเลือดขยายใหญ่ขึ้น เป็นผลให้ลดสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ผลของการค้นคว้าวิจัยพบสารที่สำคัญอีก 2 ชนิด คือ เซเลเนียม และวิตามินบีหนึ่งชนิดพิเศษ
สำหรับเซเลเนียม กระเทียมจะมีมากกว่าพืชผักชนิดอื่นๆ แม้ว่าเซเลเนียมจะเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงปริมาณน้อยไม่กี่ไมโครกรัมเท่านั้น แต่ก็เป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้เลย เนื่องจากร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ในปฏิกิริยาเมตาโบลิสม์ โดยจะเป็นสารอาหารสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวต้านไม่ให้ออกซิเจนหลุดออกจากเม็ดโลหิตแดง ทำให้เลือดบริสุทธิ์ และเชื่อกันว่าเซเลเนียมยังสามารถช่วยป้องกันการสะสมของโลหะหนักบางอย่าง เช่น ตะกั่วและปรอทในร่างกายของมนุษย์ด้วย ดังนั้น ในปัจจุบันวงการแพทย์และวงการโภชนาการจึงให้ความสนใจต่อบทบาทของเซเลเนียมในกระเทียมมากขึ้น
สำหรับวิตามีนบีหนึ่งชนิดพิเศษ หรืออัลลิไทอามีน จะมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายแยกส่วนคาร์โบไฮเดรตออกเป็นพลังงาน ซึ่งถ้าขาดวิตามินบีหนึ่งชนิดพิเศษนี้แล้ว กระบวนการย่อยของร่างกายจะไม่สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายขาดกลูโคส และคาร์โบไฮเดรตจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมัน
นอกจากเซเลเนียมและวิตามินบีหนึ่งชนิดพิเศษแล้ว ในกระเทียมยังมีสารอาหาร และสารเคมีอื่นๆ ที่ไม่สามารถแยกแต่ละตัวออกมาเดี่ยวๆ เพื่อจะพิสูจน์ให้ได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร เช่นเดียวกับสิ่งที่ได้จากธรรมชาติทั่วไปที่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นจะเกิดจากสารหลายๆ ตัวที่รวม กันอยู่
จากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของกระเทียม พบว่ากระเทียมมีสารอาหารค่อนข้างจะพร้อมมูล กล่าวคือ กระเทียมจะประกอบด้วยคาร์ไบไฮเดรตในรูปของ เซลูโลส ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ในปริมาณที่แตกต่างกัน ในบรรดาวิตามินทั้งหลาย จะมีวิตามินซีในปริมาณที่สูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ นิโคตินาไมด์ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินเอ ตามลำดับ สำหรับแร่ธาตุที่พบมาก ได้แก่ ฟอสฟอรัสและแคลเซียม นอกจากนั้นได้แก่ธาตุเหล็กและกำมะถัน ซึ่งล้วนแต่มีความเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย
ในส่วนที่ประกอบเป็นสารระเหยของกระเทียมนั้น ปัจจุบันได้มีการคึกษาวิเคราะท์ จากการนำกระเทียมมากลั่นด้วยความดันสูง ซึ่งจะทำให้ได้สารระเหยที่เป็นนํ้ามันสีเหลืองอ่อน มีลักษณะใส กลิ่นฉุน มีส่วนประกอบของไดอัลลิล ไทโอซัลฟ็อกไซด์ (D1ALLYL THIO- SULFOXIDE) ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถัน โดยมีกำมะถันประมาณร้อยละ 60 และมีสารประกอบซึ่งเป็นสารอัลลิซิน (ALLICIN) ที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แต่ละลายน้ำได้อยู่อีกร้อยละ 0.3-0.4 สารนี้อยู่ในสภาพเสถียร แต่ถ้าถูกบดขยี้หรือทำให้ช้ำสารนี้จะถูกย่อยโดยเอนไซม์อัลลิเนสเปลี่ยนสภาพเป็นอัลลิซิน ไพรูเวท (ALLICIN PYRUVATE) และแอมโมเนีย ซึ่งจะให้กลิ่นและรสเฉพาะตัวของกระเทียม สารนี้มีประโยชน์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราที่เกิดจากสารพิษแอฟลาท็อกซิน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อัลลิซิน 1 มิลลิกรัมมีฤทธิ์ในการเป็นยาปฏิชีวนะเทียบเท่ากับเพนนิซิลิน 5 อ็อกฟอร์ดยูนิต
สารอาหารในกระเทียมดิบ 100 กรัม
พลังงาน        136-142 แคลลอรี
คาร์โบไฮเดรต    31 กรัม
โปรตีน        6 กรัม
ไขมัน            0.2 กรัม
ความชื้น        61 กรัม
กาก            0.7-0.8 กรัม
นํ้ามันหอมระเหย    0.1 มิลลิกรัม
ปริมาณเกลือแร่ต่อกระเทียม 100 กรัม
แคลเซียม        29    มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส        202    มิลลิกรัม
เหล็ก            0.5    มิลลิกรัม
โซเดียม        19    มิลลิกรัม
โพแทสเซียม    529    มิลลิกรัม
ปริมาณวิตามินต่อกระเทียมดิบ 100 กรัม
วิตามินเอ                น้อยมาก
วิตามินบีหนึ่ง (ไทอามีน)    0.25 มิลลิกรัม
วิตามินบีสอง (ไรโบฟลาวิน)    0.08 มิลลิกรัม
นิโคตินาไมด์            0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี                15 มิลลิกรัม
การใช้ประโยชน์ของกระเทียมนั้นมีอย่างกว้างขวาง ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
-ใช้ในการบริโภค ทั้งบริโภคสดและแปรรูป ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร เพื่อช่วยลดกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติของอาหารแทบทุกชนิด
-ใช้ในลักษณะเป็นยารักษาโรค เช่นใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณเพื่อใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด ใช้บริโภคโดยผ่านการกรองกับนํ้าผึ้ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยาบำรุงกำลังและยาอายุวัฒนะด้วย
-ใช้ในลักษณะเป็นอาหารเสริมสุขภาพ
-ใช้ประโยชน์ในทางอื่นๆ เช่น ใช้เป็นส่วนผสมในการทำดอกไม้เพลิง อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น
ที่มา:ส่วนวิจัยเกษตรกรรม ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกสิกรไทย

สาหร่ายอัดเม็ด


จุดประสงค์ของการนำสาหร่ายอัดเม็ดมาใช้เป็นอาหารเริ่มเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งขององค์การนานาชาติ ซึ่งเล็งเห็นว่าถ้าอัตราการเพิ่มขึ้นของพลโลกเป็นไปในลักษณะปัจจุบัน อาหารในโลกจะผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค จึงจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารแหล่งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งค่อนข้างจะขาดแคลน และได้ผลสรุปว่าสาหร่ายเป็นพืชที่น่าสนใจ เพาะเลี้ยงง่าย สามารถสังเคราะห์แสงสร้างอาหารเองได้ เติบโตเร็ว และมีองค์ประกอบของโปรตีนสูง จึงเริ่มศึกษาลงในรายละเอียดเกี่ยวกับสาหร่ายจนกระทั่งสามารถคัดเลือกชนิดสายพันธุ์ของสาหร่ายที่มีศักยภาพในการนำมาเป็นอาหารโปรตีนแหล่งใหม่ของมนุษย์ เช่น สาหร่าย คลอเรลลา (CHLORELLA) ซีนเดสมุส (SCENEDESMUS) สไปรูลิน่า (SPIRULINA) หรือสาหร่ายเกลียวทอง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การวิจัยที่จะนำเอาสาหร่ายมาใช้เป็นอาหารทดแทนโปรตีนจากสัตว์ก็ประสบปัญหาทำให้การวิจัยต้องหยุดลงชั่วคราว ปัญหาสำคัญที่คณะผู้วิจัยประสบ ก็คือ
1. ต้นทุนการผลิตสูง แม้ว่าในครั้งแรกเมื่อพิจารณาจะนำเอาสาหร่ายมาใช้ประโยชน์นั้น ได้พิจารณาเห็นว่าสารอาหารที่จะนำมาเลี้ยงสาหร่ายนั้นสามารถหาได้ง่าย เช่น ของเสียจากโรงงานผลิตอาหารต่างๆ โดยที่กระบวนการทิ้งของเสียเหล่านี้จะมีการขจัดของเสียที่อยู่ในนํ้าทิ้งเสียก่อน จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะมีสารอาหารที่เหมาะสมกับการเลี้ยงสาหร่าย แต่สาหร่ายที่เลี้ยงด้วยนํ้าทิ้งของโรงงานนี้ก็ยังไม่เหมาะสมกับการจะนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ เพียงแต่สามารถนำไปทำปุ๋ยหรือเลี้ยงสัตว์บางชนิดได้ แต่ถ้าต้องการผลิตสาหร่ายสำหรับมนุษย์บริโภคแล้ว ต้องใช้ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จึงไม่น่าที่จะคุ้มทุนที่จะทำการผลิตเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์และโปรตีนจากพืชจำพวกถั่ว
2. การยอมรับสาหร่ายในฐานะเป็นอาหารของมนุษย์ ปัญหาที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนในหลายประเทศยอมรับสาหร่ายเป็นอาหารก็คือ ปัญหาความปลอดภัยจากสิ่งตกค้างในสาหร่าย กลุ่มสารพิษที่ถูกพิจารณามากที่สุดก็คือ โลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว และสารประเภทโพลีไซคลิก อะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน (ในกรณีที่ใช้ของเสียจากโรงงานปิโตรเคมีเป็นอาหารเลี้ยงสาหร่าย) สารเคมีกลุ่มหลังนี้เป็นกลุ่มเดียวกับที่เกิดในอาหารปิ้งและย่างไฟแรงๆ นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีสารฆ่าแมลงปนเปื้อนในนํ้า เป็นต้น สำหรับปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ร่างกายมนุษย์ย่อยสลายสาหร่ายทะเลลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นผนังของเซลล์ จึงนับเป็นข้อจำกัดอีกประการหนึ่งที่จะนำสาหร่ายมาเป็นอาหารของมนุษย์
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการผลิตสาหร่ายอัดเม็ดเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นครั้งหนึ่ง โดยเริ่มจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนอยู่ดีกินดี เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป เป็นต้น ประชาชนเริ่มคำนึงถึงการกินเพื่อสุขภาพ โดยเหตุผลที่ว่าอาหารที่ผลิตตามกระบวนการอุตสาหกรรมแบบใหม่นั้นมีการใส่สารเคมีลงไปมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งสารเคมีที่ช่วยในการผลิต เช่น สารที่ทำให้เกิดความเป็นกรดเป็นด่าง สารควบคุมสีอาหาร สารช่วยในการรักษาความกรอบเหนียว ตลอดจนสารเคมีที่ช่วยให้อาหารมีรสชาติมากขึ้น และสีผสมอาหาร ประชาชนเหล่านี้หันไปเชื่อว่าอาหารที่กินเข้าไปแล้วทำให้สุขภาพดีขึ้นนั้น คืออาหารที่ผ่านกรรมวิธีตามธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเจือปน
ชนิดของสาหร่ายอัดเม็ดที่มีจำหน่ายในประเทศไทยทำมาจากสาหร่าย 2 ชนิด คือ คลอเรลลา และสไปรูลินา ซึ่งคลอเรลลานั้นเป็นการนำเข้าสำเร็จรูปมาจำหน่ายในประเทศ แต่สไปรูลินานั้นสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ
สาหร่ายคลอเรลลานั้นผลิตมากในประเทศญี่ปุ่น และมีจำหน่ายแพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ เบลเยี่ยม ไนจีเรีย เนเธอร์แลนด์ เยอรมันตะวันตก เกาหลีใต้ แคนาดา และฝรั่งเศส การเลี้ยงสาหร่ายคลอเรลลาเพื่อผลิตสาหร่ายอัดเม็ดนั้นมีการผลิตขนาดใหญ่โตมาก อุปกรณ์การผลิตทันสมัย โดยการเลี้ยงสาหร่ายในอาคารเลี้ยงที่ใช้นํ้าสะอาดร่วมกับสารเคมีที่มีคุณภาพสูง หลังจากนั้นเก็บสาหร่ายขึ้นมาทำให้แห้งแล้วสลายผนังเซลล์ของสาหร่ายเพื่อช่วยระบบการย่อยในร่างกายมนุษย์ให้ย่อยสลายได้ดีขึ้น ขั้นตอนต่อไป คือ ตอกเม็ดบรรจุชองขาย ซึ่งอาจจะมีการผสมเลซิธิน หรือทำเป็นนํ้าเชื่อม โดยผสมกับนํ้าผึ้ง ปัจจุบันสาหร่ายประเภทนี้ได้รับการตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมี จากหน่วยงานของราชการทั้งของไทยและต่างประเทศแล้ว ในกรณีของประเทศไทย พบว่าสาหร่ายอัดเม็ดที่นำเข้าตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 69 เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของอาหาร โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ส่งผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย คือ YSK INTERNATIONAL CORP. CO., LTD.
สาหร่ายคลอเรลลามีผนังเซลล์ที่แข็งแกร่งทำให้เป็นปัญหาในการย่อย อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2520 เริ่มมีการใช้คลอเรลลาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพในสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการค้นพบวิธีแตกผนังเซลล์ (DYNO-MILL) ซึ่งวิธีการนี้สามารถแตกผนังเซลล์ได้ถึงร้อยละ 95 ซึ่งผนังเซลล์มีคุณลักษณะพิเศษช่วยขจัดสารไฮโดรคาร์บอนและสารโลหะที่เป็นพิษออกจากร่างกาย รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วยคลอเรลลาเป็น อาหารเสริมที่มีจำหน่ายมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ประมาณถึงปีละ 1,000 ตัน
จากผลการวิจัยทดลองพบว่า คลอเรลลามีส่วนประกอบที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ 4 อย่าง ได้แก่ คลอโรฟิลล์ ผนังเซลล์ วิตามินเอในรูปของเบต้า-คาโรทีน (BETA-CAROTENE) และ CGF (CHLORELLA GROWTH FACTOR) ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บจากสาเหตุหลายๆ ประการ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นตัวปรับสภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะช่วยให้การทำงานของร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติ
สาหร่ายคลอเรลลาที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดมีหลายลักษณะ คือ เม็ดขนาดเล็ก ชนิดผง และชนิดน้ำ จำนวนรับประทานแล้วแต่จุดประสงค์ เริ่มตั้งแต่ 1-30 เม็ดต่อ 1 ครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วถ้าเป็นการรับประทานเพื่อปัองกันโรคหรือเพื่อคงสุขภาพที่ดีไว้จะรับประทานครั้งละ 5 เม็ดภายหลังอาหาร หรือระหว่างอาหารแต่ละมื้อ (15-20 เม็ดต่อวัน) โดยปกติผู้รับประทานสาหร่ายคลอเรลลาอัดเม็ดจะเห็นผลหลังจากรับประทานไปแล้วเป็นระยะเวลา 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาเมื่อมีการรับประทานคลอเรลลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในระยะแรกอาจพบว่า
1. อาจมีการผายลมเนื่องจากการบีบตัวของลำไส้ดีขึ้น อาการนี้อาจหายไปเมื่อลำไส้สะอาดขึ้น
2. การบีบตัวอย่างผิดปกติของลำไส้ อาการคลื่นไส้ หรือมีไข้ตํ่าๆ อาจจะพบเห็นได้ในคนจำนวนมากที่บริโภค อาการเหล่านี้มักจะหายไปใน 2-3 วัน แต่บางคนอาจใช้เวลาถึง 10 วัน จึงจะเป็นปกติ อาการดังกล่าวมักจะพบกับผู้ที่มีลำไส้ไม่แข็งแรงและมีสารพิษในร่างกาย
3. บางครั้งอาการแพ้จะปรากฏในรูปของตุ่ม ผื่น หัวฝี หรือแผลเปื่อย บางราย อาจจะมีอาการคันปรากฏอยู่ด้วย อาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้แสดงว่าร่างกายกำลังปรับตัวเองให้ชินกับคลอเรลลา และกำลังขจัดสารพิษออกไป
แต่ถ้าอาการแพ้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคควรหยุดรับประทานคลอเรลลา 2-3 วัน แล้วจึงพยายามลองรับประทานใหม่ และถ้ารับประทาน 1-3 เม็ด แล้วยังเกิดปัญหา แสดงว่าเป็นคนแพ้ยาง่าย จึงควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำว่าควรจะรับประทานต่อดีหรือไม่
สาหร่ายอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพที่ดีมากในการนำมาทำเป็นสาหร่ายอัดเม็ด คือ สาหร่ายเกลียวทอง สำหรับในประเทศไทย หน่วยราชการที่สนับสนุนการวิจัยโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง ได้แก่ สถาบันประมงนํ้าจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งสองหน่วยงานแรกรับผิดชอบด้านการพัฒนา ส่วนหน่วยงานหลังทำหน้าที่ค่อนไปทางการส่งเสริมหาตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้เอกชน
สาหร่ายเกลียวทองเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมนํ้าเงินประเภทหลายเซลล์ ขนาดของเซลล์มีความกว้างเพียง 3-5 ไมครอน (1 ไมครอน = 1 ส่วนพันมิลลิเมตร) เซลล์แต่ละเซลล์จะเรียงกันเป็นสาย สั้นบ้าง ยาวบ้าง ขึ้นกับอายุและความสมบูรณ์ ลักษณะของเซลล์จะบิดเป็นเกลียวคล้ายเกลียวของลวดสปริง หรือหยักบ้างเล็กน้อยแล้วแต่ชนิด ซึ่งสาหร่าย เกลียวทองเท่าที่พบในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 30 ชนิด แต่ชนิดที่มีการทดลองวิจัยและนำมาใช้ประโยชน์กันมาก คือ SPIRULINA PLATENSIS ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศชาดและเอธิโอเปียในทวีปแอฟริกา และ SPIRULINA MAXIMA จากประเทศเม็กซิโก สำหรับในประเทศไทยพบว่ามีสาหร่ายเกลียวทองอยู่หลายพันธุ์เช่นเดียวกัน ซึ่งกรมประมงนํ้าจืด แห่งชาติกำลังทำการรวบรวมและคัดเลือกสายพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้อยู่
สาหร่ายเกลียวทองได้ใช้เป็นอาหารมนุษย์มาช้านานแล้ว มีหลักฐานย้อนหลังไปว่า อาจเป็นอาหารหลักที่สำคัญของชนเผ่ามายาที่เจริญรุ่งเรืองในทวีปอเมริกากลางเมื่อหลายพันปีก่อน ชนเผ่าแอฟริกาที่อยู่ใกล้ทะเลสาบที่มีสาหร่ายเกลียวทองขึ้นอยู่หนาแน่นตามธรรมชาติ ซึ่งยังใช้สาหร่ายเกลียวทองเป็นอาหารหลักประจำวันในปัจจุบัน ทั้งในรูปของอาหารคาวและอาหารหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารชื่อ ไคฮี ของชาวพื้นเมืองแอฟริกาที่เป็นแหล่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตระหนักถึงคุณค่าทางอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง โดยมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบอยู่ถึงประมาณร้อยละ 70 ของน้ำหนักแห้ง และเมื่อได้มีการวิจัยต่อไปก็พบว่า โปรตีนเหล่านี้เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ วิตามินที่สำคัญคือโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารเร่งสี เมื่อผสมในอาหารปลาจะทำให้ปลามีสีสวย ในประเทศญี่ปุ่นใช้ผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ป ถ้านำไปผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์ปีกก็จะทำให้ไข่แดงมีสีแดงสวยงาม ปัจจุบันวงการอุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวที่จะพัฒนาเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศที่ส่งสาหร่ายเกลียวทองเป็นสินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และอิสราเอล ทั้งในรูปอาหารเสริมสำหรับมนุษย์ ซึ่งทำเป็นผงหรือเป็นรูปเม็ดคล้ายยา หรือผสมในอาหารอื่น เช่น ผสมในเส้นสปาเก็ตตี้หรือในขนมสำหรับเด็ก หรือทำเป็นอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารปลาและอาหารลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน
ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่รู้ถึงความสมบูรณ์ด้วยคุณค่าทางอาหารของสาหร่ายเกลียวทอง และริเริ่มที่จะผลิตเป็นอาหารสำเร็จรูปในระดับอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ปี 2506 ศาสตราจารย์คลีเมนต์แห่งสถาบันวิจัยนํ้ามันแห่งชาติฝรั่งเศส (THE FRENCH NATIONAL OIL RESEARCH INSTITUTE) เป็นผู้นำในการค้นคว้าคุณค่าทางอาหารของ
สาหร่ายเกลียวทอง และได้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพื่อนำไปใช้ขยายพันธุ์สาหร่ายเกลียวทอง โดยนำเชื้อมาจากประเทศชาด สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองในญี่ปุ่นเริ่มต้นในปี 2511 เป้าหมายในการทำวิจัยคือ จะทำการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากด็อกเตอร์คริสโตเฟอร์ ฮีลลส์ แห่งสหพันธ์สาหร่ายขนาดเล็กนานาชาติ (MICROALGAE INTERNATIONAL UNION) หลังจากดำเนินงานได้ 2 ปี ก็โอนกิจการงานวิจัยให้กับบริษัท เกรทเตอร์ เจแปน เคมิคัลอิงค์ อินดัสตรีอินซ์ จำกัด หรือ GIC บริษัทนี้ประสบผลสำเร็จในการผลิตสาหร่ายเกลียวทองในระดับอุตสาหกรรมในลักษณะการเพาะเลี้ยงเชื้อพันธุ์เดี่ยว แล้วจึงนำมาขยายเป็นการเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่เพื่อผลิตสาหร่ายอัดเม็ด
สำหรับประเทศไทย สถาบันประมงนํ้าจืดแห่งชาติได้ริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายเกลียวทองมาตั้งแต่ปี 2525 โดยกรมประมงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเสาะแสวงหาแหล่งโปรตีนแหล่งใหม่ๆ ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น พื้นที่ดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็น ปัญหาด้านกสิกรรมอยู่หลายสิบล้านไร่ สถาบันประมงนํ้าจืดพบว่าสาหร่ายเกลียวทองนั้น นอกจากจะขึ้นได้ในนํ้าที่มีความเป็นด่างสูงแล้ว ยังสามารถเจริญเติบโตได้ดีในนํ้าที่มีความเค็มสูง และมีการค้นพบสาหร่ายพันธุ์พื้นเมืองในบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย ดังนั้น สถาบันประมงนํ้าจืดแห่งชาติจึงเสนอโครงการทำวิจัยเกี่ยวกับการ เพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนนในรูปทุนแบบให้เปล่าจำนวน 94,000 ดอลลาร์ สหรัฐฯ ในปี 2526
สถาบันประมงนํ้าจืดแห่งชาติได้ทำการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาแนวทางที่จะสามารถนำเอาสาหร่ายเกลียวทองไปเพาะเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การศึกษาหาทางลดต้นทุนการผลิตโดยการใช้ปุ๋ยที่หาได้ในท้องถิ่น ปุ๋ยจากบ่อหมัก ก๊าซชีวภาพ ศึกษาวิธีการเลี้ยงที่ลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง ศึกษาหาแนวทางที่จะทำการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไว้โดยไม่เสื่อมคุณภาพ และศึกษาการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนพยายามสำรวจและคัดพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ ซึ่งโครงการสำรวจคัดเลือกพันธุ์พื้นเมืองนี้ได้ขออนุมัติทุนแบบให้เปล่าจากยูเสดเป็นเงิน 148,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2530-2531 ได้ดำเนินการสำรวจหาเชื้อพันธุ์พื้นเมืองของสาหร่ายเกลียวทองในประเทศไทย แล้วนำเอามาแยกเชื้อและทำการเพาะเลี้ยงแบบพันธุ์เดี่ยว ขยายปริมาณและวิเคราะห์ผลการทดลองและผลิตภัณฑ์ในเชิงวิชาการเพื่อหาพันธุ์ที่ดีที่สุดไว้ใช้ในราชการ และในปี 2532 ที่ผ่านมานำเอาเชื้อพันธุ์ที่คัดเลือกแล้วไปทดลองเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในลักษณะรูปแบบพื้นบ้าน กล่าวคือ เป็นการเพาะเลี้ยงในบ่อดิน หรือบ่อดินปูด้วยพลาสติก ใช้ปุ๋ยพื้นบ้านและใช้พลังงานธรรมชาติ หรือกำลังคนในการผลิต จนกระทั่งได้รูปแบบที่แน่นอนแล้วจึงนำออกเผยแพร่ ซึ่งปัจจุบันด้วยกำลังบุคลากรและอุปกรณ์ที่มีอยู่ สถาบันประมงนํ้าจืดแห่งชาติสามารถผลิตสาหร่ายเกลียวทองได้สัปดาห์ละประมาณ 3 กิโลกรัม (นํ้าหนักแห้ง)
ส่วนบริษัทเอกชนที่ดำเนินการผลิตสาหร่ายอัดเม็ดในประเทศในปัจจุบันนี้ก็คือ บริษัทสยามแอลจี จำกัด เริ่มทำการผลิตมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2519 ภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กำลังการผลิตปีละ 100 ตัน ผลผลิตที่ได้ทำการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพเหมาะสมที่จะสร้างสถานที่เพาะเลี้ยงและผลิตสาหร่ายเกลียวทอง
คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายคลอเรลลาและเกลียวทอง
ผลจากการศึกษาคุณค่าทางอาหารของคลอเรลลาพบว่า ประมาณร้อยละ 60 ของคลอเรลลาจะเป็นโปรตีน และร้อยละ 20 เป็นไขมันและคารโบไฮเดรต โปรตีนในคลอเรลลาประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด เมื่อเปรียบเทียบโปรตีนในคลอเรลลากับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์จะพบว่า โปรตีนในคลอเรลลามีสารเมไธโอนีนน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง กลับจะเป็นผลดี เพราะมะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีด้วยสารเมไธโอนีน วิตามินที่พบในคลอเรลลามีมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินซี โปรวิตามินเอ ไธอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน เป็นต้น เกลือแร่ที่มี ได้แก่ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก แคลเซียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และโคบอลต์ เนื่องจากคลอเรลลาอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายจึงเหมาะสำหรับเป็นแหล่งอาหารสำหรับประเทศโลกที่สามที่กำลังอดอยาก ส่วนในประเทศที่เจริญแล้ว คลอเรลลาก็สามารถใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ที่ควบคุมนํ้าหนักได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์คลอเรลลาที่มีอยู่ทั่วโลกขณะนี้มีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของคลอเรลลาและวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ยังแตกต่างกันที่ชนิดของผลิตภัณฑ์ที่บางบริษัทจะใช้สาหร่ายคลอเรลลาทั้งเซลล์ ในขณะที่อีกหลายบริษัทใช้ผนังเซลล์ที่แตกตัวแล้วเพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ดีขึ้น เนื่องจาก ร่างกายมีความสามารถที่จะย่อยแตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้าเป็นเซลล์คลอเรลลาที่สมบูรณ์ร่างกายจะสามารถย่อยสลายได้เพียงร้อยละ 47 ในขณะที่เซลล์ที่ถูกความร้อนและผ่านการฟอกขาว ร่างกายย่อยสลายได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ส่วนเซลล์ที่แตกตัวแล้ว (DYN0- MILL) ร่างกายย่อยสลายได้สูงถึงร้อยละ 79.5
ผลิตภัณฑ์คลอเรลลาเริ่มมีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2506 ในฮาวายและไต้หวันปี 2513 และในแคนาดาตั้งแต่ปี 2521 ปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์คลอเรลลา ทั่วโลกในระหว่างปี 2517-2520 มากกว่า 500 เมตริกตัน/ปี ในปัจจุบันมีการผลิตผลิตภัณฑ์คลอเรลลาออกมาจำหน่ายกว่า 1,000 ตัน และมีผู้บริโภคคลอเรลลาทั่วโลกประมาณวันละ 3 ล้านบาท
สำหรับวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทองพบว่าในส่านที่บริโภคได้ 100 กรัม จะประกอบด้วย
-โปรตีน        55-65%
-คาร์โบไฮเดรต    10-15%
-ไขมัน        2-6%
-เถ้า            5-12%
-ไฟเบอร์        1-4%
ความชื้น        5-10%
อย่างไรก็ตาม คุณค่าทางอาหารดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการเลี้ยงปริมาณปุ๋ยที่ใช้ อุณหภูมิ และแสงในสถานที่เพาะเลี้ยงสาหร่าย นอกจากนี้ยังได้มีการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของสาหร่ายเกลียวทองเปรียบเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ ทั้งในแง่ขององค์ประกอบสารอินทรีย์ ปริมาณโปรตีน ปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและปริมาณสารให์สี และการดูดซึมของสารนี้

การเปรียบเทียบคุณค่าทางอาหารชนิดอื่นกับคลอเรลลา


ที่มา: *japan Dairy Technical Association
**Medical Reference Library Nutrition& Vitamins

องค์ประกอบของสารอาหารในคลอเรลลา(60 กรัม)


ที่มา: บริษัท วิน วิน(ประเทศไทย) จำกัด

ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบสารอินทรีย์สาหร่ายเกลียวทอง


ที่มา: เจียมจิตต์  บุญสม ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง ผลการรักษาโรคที่นายแพทย์ญี่ปุ่นค้นพบ แปลจาก “the Secrets of Spirulina Medical Discoveries of Japanese Doctors” งานแปลอันดับที่ 105 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ 2521 หน้า 48

สาหร่ายเกลียวทอง(แห้ง) เปรียบเทียบปริมาณโปรตีน


ที่มา:เจียมจิตต์  บุญสม

เปรียบเทียบปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นระหว่างสาหร่ายและอาหารอื่นๆ


ที่มา:เจียมจิตต์  บุญสม

สภาพการตลาด
ในช่วงปลายปี 2530 บริษัท วิน วิน (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าผลิตภัณฑ์คลอเรลลาจากประเทศญี่ปุ่นมาขายในตลาดในประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นอาหารเสริมสุขภาพในรูปแบบที่ทันสมัย แตกต่างไปจากรูปแบบที่คนไทยเคยบริโภคทั้งในรูปสดและสาหร่ายตากแห้งอัดเป็นแผ่น ดังนั้น ค่ายคลอเรลลาจึงต้องทำงานทางด้านการตลาดอย่างหนักที่จะแนะนำผลิตภัณฑ์ และให้การศึกษากับผู้บริโภคให้รู้จักกับผลิตภัณฑ์จากสาหร่าย โดยการเน้นให้เห็นว่าคลอเรลลาคือสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าสาหร่ายประเภทอื่นๆ แต่ยังไม่มีการนำเอาสาหร่ายคลอเรลลามาใช้ประโยชน์มากนัก เพราะคลอเรลลามีเกราะคุ้มกันเซลล์ที่แข็งมาก จนกระทั่งได้มีการคิดค้นกรรมวิธีสมัยใหม่ที่จะทำลายเกราะคุ้มกันเซลล์ ซึ่งเมื่อคลอเรลลาเข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะสามารถดูดซับคุณประโยชน์ได้ถึงร้อยละ 80 ในขณะที่สาหร่ายอัดเม็ดยี่ห้ออื่นๆ ทำได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น และด้านคุณประโยชน์ก็มีมากนานัปการ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นอาหารเสริมมหัศจรรย์
สาหร่ายอัดเม็ดนับเป็นอาหารเสริมประเภทใหม่และมีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอาหารเสริมด้วยกัน แต่ก็นับได้ว่าค่ายคลอเรลลาสามารถจะฝ่าฟันอุปสรรคและทำให้ชื่อคลอเรลลาเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยอาศัยเทคนิคการขายตรง และยํ้ากับพนักงานว่าคลอเรลลาไม่ใช่ยาวิเศษ แนะนำให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงคุณภาพของสาหร่ายคลอเรลลา และผู้แทนจำหน่ายควรจะต้องบริโภคเองด้วยจะขายได้ดีเมื่อรู้ว่าผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร
การค้าระหว่างประเทศ
ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าสาหร่ายทะเลตากแห้งเพื่อบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากในปี 2528 ซึ่งมีปริมาณนำเข้า 17.24 ตัน มูลค่า 4.22 ล้านบาท เป็นปริมาณ 78.15 ตัน มูลค่า 26.39 ล้านบาท หรือทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว และ 5 เท่าตัว ตามลำดับ เดิมเคยนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ในระยะหลัง แหล่งนำเข้าที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวเป็นการนำเข้าสาหร่ายทะเลตากแห้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ยังมีสาหร่ายทะเลส่วนหนึ่ง ที่ลักลอบนำเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางชายแดนภาคใต้ ดังนั้น ความต้องการสาหร่ายนำเข้าจะสูงกว่านี้มาก สำหรับการนำเข้าวุ้นจากสาหร่าย (AGAR-AGAR) ก็มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นน้อยกว่าสาหร่ายทะเลตากแห้ง กล่าวคือ ในปี 2532 มีการนำเข้า 274.78 ตัน มูลค่า 129.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2528 ซึ่งมีการนำเข้าเพียง 234.13 ตัน มูลค่า 95.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.4 และ 35.7 ตามลำดับ แหล่งนำเข้าวุ้นจากสาหร่ายทะเลนั้นเดิมมีแหล่งนำเข้าสำคัญอยู่ 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่นและชิลี แต่ภายหลังการนำเข้าจากญี่ปุ่นเริ่มลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับการส่งออกสาหร่ายทะเลตากแห้งเพื่อการบริโภคนั้น เมื่อเทียบกับการนำเข้าแล้วมีทั้งปริมาณและมูลค่ามากกว่า แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ทั้งปริมาณและมูลค่าการส่งออกในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมานี้ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน โดยมีปริมาณส่งออก เฉลี่ย 100 ตัน มูลค่า 32 ล้านบาท ประเทศที่นำเข้าสาหร่ายทะเลจากไทยที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นลูกค้าประจำ ส่วนประเทศอื่นๆ มีการนำเข้าเพียงเล็กน้อย และการ นำเข้าไม่สมํ่าเสมอทุกปี ส่วนการส่งออกวุ้นจากสาหร่ายนั้นมีเพียง เล็กน้อยและมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2531 จากที่เคยมีการส่งออก 10 ตัน มูลค่า 2.3 ล้านบาท ในช่วงปี 2528-2530 เหลือเพียง 3 ตัน มูลค่า 0.82 ล้านบาท ในปี 2532 ประเทศที่นำเข้าวุ้นสาหร่ายจากไทยที่สำคัญ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมัน นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังคงมีการนำเขาอย่างสมํ่าเสมอ แม้ว่าจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม
ข้อมูลจำเพาะรายบริษัท
-บริษัทวิน วิน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายสาหร่ายอัดเม็ด “ซันคลอเรลลา” นำเข้าจากญี่ปุ่น วางตลาดในปี 2531
ปัจจุบันญี่ปุ่นมีอาหารเสริมสุขภาพที่สกัดจากสาหร่ายคลอเรลลาทั้งหมดหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีคำว่าคลอเรลลาอยู่ในชื่อยี่ห้อด้วย สำหรับซันคลอเรลลามีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในญี่ปุ่น คิดเป็นร้อยละ 60 หรือมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
กลยุทธ์การตลาดของบริษัทวิน วิน ใช้ระบบขายตรงโดยเน้นระบบการเป็นสมาชิก ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณกว่า 3,000 คน ศูนย์การจัดจำหน่ายในกรุงเทพฯ มี 7 ศูนย์ และกระจายอยู่ในต่างจังหวัดอีก 7 ศูนย์ ยอดขายประมาณเดือนละ 5-6 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 60 ล้านบาทในปี 2533 ตั้งเป้าหมายการขายไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
วิธีการทำตลาด คือ การเจาะสมาชิก โดยให้สมาชิกซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่เคยบริโภคซันคลอเรลลามาก่อนแนะนำผู้อื่นมาสมัครเป็นสมาชิกต่อกันเป็นทอดๆ ทั้งนี้สมาชิก ซึ่งเป็นผู้บริโภคและผู้ขายนอกจากจะได้รับประโยชน์ในแง่ได้บริโภคสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังมีรายได้จากการจำหน่ายและแนะนำผู้เป็นสมาชิกอีกด้วย
ลักษณะการส่งเสริมการขายตรงในรูปของสมาชิก ซึ่งผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องเสียค่าสมาชิกประมาณ 400 บาท โดยจะได้รับกระเป๋าพร้อมเอกสารที่เป็นข้อมูลซันคลอเรลลา รวมทั้งมีการจัดอบรมและพบปะสังสรรค์ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีเดือนเว้นเดือน
กลุ่มเป้าหมายแรกจะเป็นวัยกลางคนที่มีกำลังซื้อสูงพอสมควร มีระดับการศึกษาดี แนวโน้มของสินค้าสาหร่ายอัดเม็ดดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลิตภัณฑ์ในลักษณะอาหารเสริมสุขภาพที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ซันคลอเรลลาชนิดเม็ด ราคากล่องละ 3,000 บาท และชนิดนํ้าขวดละ 4,100 บาท และ 3,850 บาท (แตกต่างกันที่ระดับความเข้มข้น)
-บริษัทไบโอเท็ม (บระเทศไทย) จำกัด เปิดดำเนินการมาประมาณ 1 ปี โดยการรวมกลุ่มของนักวิชาการสาขาต่างๆ เช่น สาขาเคมี สาขาชีววิทยา และสาขาเทคนิคการแพทย์ ทั้งนี้เพื่อนำเข้าอาหารเสริมจากสหรัฐอเมริกา สำหรับอาหารเสริมประเภทสาหร่ายที่นำเข้ามา ได้แก่ สาหร่ายอัดเม็ด SPIRULINA ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 60-70 ซึ่งมากกว่า โปรตีนจากถั่วเหลือง จึงเหมาะสำหรับคนสูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหาร มี 2 ขนาดให้เลือก คือ กล่องละ 100 เม็ด ราคา 550 บาท และกล่องละ 50 เม็ด ราคา 290 บาท
ที่มา:ส่วนวิจัยเกษตรกรรม ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกสิกรไทย

ประโยชน์ของสาหร่ายและผลิตภัณฑ์


มนุษย์รู้จักนำสาหร่ายมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานกว่า 4,000 ปีแล้ว โดยเฉพาะชาวจีนและชาวญี่ปุ่น ในสมัยก่อนคริสตกาล ชาวโรมันรู้จักนำสาหร่ายมาสกัดสารเพื่อใช้เป็นเครื่องสำอาง ต่อมาประชาชนแถบยุโรปรู้จักเอาสาหร่ายไปเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย สกัดเอาสารไอโอดีนและโปแตซ ในศตวรรษที่ 20 จึงมีการศึกษาวิจัยนำสิ่งที่สกัดจากสาหร่ายทะเลไปใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ปริมาณสาหร่ายที่เพาะพันธุ์ได้ยังน้อย และคุณภาพก็ยังสู้สาหร่ายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ได้

ตัวอย่างการใช้สิ่งสกัดจากสาหร่ายทะเลในอุตสาหกรรมอาหาร

ที่มา:วิทยาศาสตร์ ปีที่ 31 เล่มที่ 8 สิงหาคม 2520 หน้า 12
ประโยชน์ของสาหร่ายแม้ว่าจะมีมากมาย แต่ที่จะขอกล่าวในที่นี้คือประโยชน์ในแง่ของอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งชาวจีนและชาวญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ใช้สาหร่ายเป็นอาหารมากที่สุด ทั้งในสภาพสดและแห้ง สาหร่ายมีปริมาณโปรตีนสูงถึงร้อยละ 50 และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงด้วย ในการทดลองพบว่า คุณภาพของโปรตีนในสาหร่ายดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง และถ้าหากมีการเติมกรดอะมิโนบางตัว โปรตีนที่ได้จากสาหร่ายจะมีคุณภาพใกล้เคียงกับโปรตีนที่ได้จากนมโค แม้ว่าสาหร่ายจะไม่มีสารอาหารที่สร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย แต่จะอึดมด้วยเกลือแร่หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็ก แคลเซียม และไอโอดีน นอกจากนี้ การรับประทานสาหร่ายจะช่วยปรับภาวะกรดของอาหารให้สมดุลได้ และร้อยละ 40-60 ของเนื้อสาหร่ายเป็นเส้นใย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ตลอดจนสารพิเศษชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ฟูโคอิดอน (FUCOIDON) ซึ่งเชื่อกันว่าสารชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ไม่ควรจะรับประทานสาหร่ายเกินวันละ 100 กรัม/คน เนื่องจากสาหร่ายมีปริมาณของกรดนิวคลิอิคสูงเกินไป ซึ่งถ้าสะสมในร่างกายมากๆ แล้วจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคเกาต์ได้
สำหรับในประเทศไทย สาหร่ายที่คนในท้องถิ่นนำไปเป็นอาหารอย่างกว้างขวางได้แก่
-NOSTOCHOPSIS WOOD ชื่อพื้นเมืองคือ ไข่หิน หรือดอกหิน เป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ลักษณะเป็นก้อนสีเขียวคลํ้าและลื่นคล้ายวุ้น เมื่อเป็นต้นอ่อนลักษณะผิวมักจะกลม แต่เมื่อแก่ผิวจะขรุขระ อาจจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร พบขึ้นตามก้อนหินในลำธารที่มีน้ำไหล แหล่งที่พบ คือ เชียงใหม่ นครนายก ชลบุรี และจันทบุรี การใช้ ต้มกับนํ้าตาล หรือทำต้มยำ ส่วนในญี่ปุ่นจะใส่ในซุปเนื้อและซุปปลา
-SPIROGYRA UNK ชื่อพื้นเมือง คือ เทา หรือผักไก เป็นสาหร่ายสีเขียว ลักษณะเป็นเส้นกลมยาวขนาดเล็กมากสีเขียวใส มักจะขึ้นใต้ระดับนํ้าในนํ้าจืดที่สะอาด พบในนํ้านิ่งและนํ้าไหลเรื่อยๆ นิยมรับประทานสดเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกต่างๆ หรือใส่ลงไปรวมกับนํ้าพริก หรือนำไปทำเป็นยำหรือซุปหรือลาบรับประทานกับข้าวเหนียว
-GRACILARIA SALICORNIA (Ag.) DAWSON ชื่อพื้นเมืองคือสาหร่ายวุ้นหรือสาหร่ายเขากวาง เป็นสาหร่ายสีแดง เส้นกลมอวบนํ้า ยาว 10-20 เซนติเมตร แตกแขนงได้มาก ตรงส่วนโคนมีอวัยวะคล้ายรากยืดเกาะกับก้อนหินหรือเปลือกหอย มักจะพบอยู่บริเวณชายฝั่งที่มีพื้นเป็นโคลนปนทราย แหล่งที่พบมาก คือ บริเวณชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ระยอง ตราด สงขลา ใช้รับประทานสดหรือลวกจิ้มน้ำพริก หรือนำไปสกัดเอาวุ้น แต่คุณภาพวุ้นที่ได้ไม่ดีนัก
-GRACILARIA VERRUCOSA (HUDSON) PAPENFUSS ชื่อพื้นเมืองคือสาหร่ายวุ้น สาหร่ายผมนาง และวุ้นทะเล เป็นสาหร่ายสีแดง ลักษณะเป็นเส้นกลม ค่อนข้างแข็งและอวบนํ้า เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ยาว 15-25 เซนติเมตร ตรงส่วนโคนมีอวัยวะคล้ายรากยึดเกาะกับหินหรือเปลือกหอย พบตามชายฝั่งที่มีพื้นเป็นโคลนปนทราย แหล่งที่พบตามบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งตะวันตก เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ระนอง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งในจังหวัดต่างๆ เหล่านี้จะพบว่ามีการนำสาหร่ายประเภทนี้มากองขายในตลาด ทั้งในสภาพสดและแห้ง ใช้บริโภคสดหรือลวกจิ้มนํ้าพริกหรือนำไปยำ สาหร่ายชนิดนี้ เป็นที่นิยมทั้งในแง่เป็นผักสลัด และส่วนประกอบในการปรุงอาหารอื่นๆ เนื่องจากมี รสชาติน่ารับประทาน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ที่นิยมรับประทานได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังนิยมนำไปสกัดเป็นวุ้น ซึ่งรับประทานได้แม้จะมีกลิ่นคาวเล็กน้อย ซึ่งจะแก้ไขได้โดยผสมนํ้าคั้นจากใบเตยลงในระหว่างที่เคี่ยว
-PORPHYRA VIETNAMENSIS TANAKA ET PHAM-HOANG HO ชื่อพื้นเมือง คือ สาย สายใบ หรือจีฉ่าย เป็นสาหร่ายสีแดง มีลักษณะแผ่เป็นแผ่นบางไม่แตกแขนง ในธรรมชาติเป็นสีม่วงหรือสีม่วงอมชมพู บริเวณขอบเป็นจีบย่นๆ ที่โคนมีส่วนใช้ยึดเกาะกับหิน มักจะพบในบริเวณหน้าผาที่คลื่นสาดถึง แหล่งที่พบ คือ จังหวัดสงขลา นราธิวาส และปัตตานี อาจพบวางขายในลักษณะสดหรือตากแห้งทำเป็นแผ่นกลมๆ ซึ่งสาหร่ายแห้งที่นำไปขายตามร้านค้ามีราคาประมาณกิโลกรัมละ 3-4 บาท เคยมีการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของสาหร่ายชนิดนี้พบว่าในร้อยส่วนจะมีส่วนที่เป็นแป้ง 24.3 ส่วน โปรตีน 4.3 ส่วน เส้นใย 4.3 ส่วน และเถ้า 3.5 ส่วน
นอกจากรับประทานสดแล้วผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายที่สำคัญชนิดหนึ่งคือวุ้น (AGAR) ซึ่งสกัดได้จากสาหร่ายสีแดง วุ้นที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ใช้บริโภคหรือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากวุ้นที่มีคุณภาพสูงจึงจะใช้เพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ หรือใช้ในงานวิจัยทางพันธุวิศวกรรม ประโยชน์ของวุ้นในอุตสาหกรรมอาหารก็คือ นำมาใช้เป็นอาหารได้โดยตรงหรือใช้ผสมในอาหารอื่นเพื่อปรับคุณภาพของอาหารนั้นให้ดีขึ้น หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้แก่
1. การใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ที่จำกัดแคลอรี่ เพราะวุ้นเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ได้ การใช้อาจจะผสมในขนมปัง หรือขนมปังกรอบ หรืออาหารอื่นๆ
2. ใส่ลงในอาหารกระป๋องประเภทเนื้อสัตว์ เพื่อช่วยให้เนื้อสัตว์คงรูปอยู่ในกระป๋องไม่ยุ่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อปลาที่สุกแล้ว โดยใช้ในปริมาณร้อยละ 0.5-2.0
3. เป็นส่วนประกอบในการใช้ทำปลอกของไส้กรอก ใช้เป็นสารที่ทำให้เกิดความเสถียร (STABILIZER) โดยเป็นส่วนผสมในไอศกรีม เนยแข็ง ครีมชีส มัสตาร์ด มายองเนส โยเกิร์ต พุดดิ้ง เชอร์เบต และมิลล์เชค
4. ใช้เป็นสารที่ทำให้เกิดความหนืด (THICKENING AGENT) ในซุป แยม หรือเยลลี่
5. ใส่ในเบียร์ ไวน์ กาแฟ หรือนํ้าผลไม้เพื่อให้เกิดความใส ใช้ในอุตสาหกรรมขนมอบต่างๆ เช่น การทำคุกกี้ ทำหน้าครีม แต่งหน้าเค้กหรือพาย ทำผิวเคลือบโดนัท หรือขนมอื่นๆ เพื่อป้องกันการระเหยแห้งของขนม หรือผสมในนํ้าตาลไอซิ่งในปริมาณร้อยละ 0.2-0.5 เพื่อกันไม่ให้นํ้าตาลชื้น นอกจากนี้ใช้ผสมในลูกกวาด ท้อฟฟี่ หรือผลไม้แช่อิ่มบางชนิด
สำหรับประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมอาหารของผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลอื่นๆ ได้แก่ CARRAGEENAN FURCELLARAN และ ALGINATES สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางทั้งผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ ขนมปัง ผลิตภัณฑ์จากเนื้อปลาและเป็ดไก่ ตลอดจนอาหารเสริมสุขภาพและอาหารแช่แข็งอื่นๆ
นอกจากประโยชน์ของผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายในอุตสาหกรรมอาหารแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายในอีกหลายแง่ ได้แก่ เป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย ใช้ในการศึกษาและทดลองทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมทำกระดาษ เพื่อป้องกันการซึมของหมึก ทำให้ตัวพิมพ์ชัดเจนขึ้น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ในทางยาด้วย ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงการใช้ประโยชน์ทางยา ซึ่งมีมานานพอๆ กับการใช้เป็นอาหาร ในสมัยก่อนชาวจีนใช้สาหร่ายสีนํ้าตาลสายพันธุ์ SARGASSUM รักษาโรคคอพอก จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังใช้ต้มรับประทานแก้ร้อนใน นอกจากนี้ยังมีการใช้สาหร่ายบางชนิดรักษาโรคท้องร่วง โรคทางเดินปัสสาวะ และลำไส้อักเสบ ในปัจจุบัน วงการค้าสามารถสกัดตัวยาปฏิชีวนะได้จากสาหร่ายหลายชนิด ทั้งสาหร่ายสีแดง สีนํ้าตาล และสีเขียว แต่ก็ยังไม่ได้มีการดำเนินการในเชิงอุตสาหกรรม เนื่องจากมีปริมาณไม่มากพอและค่าใช้จ่ายสูง นอกจากจะใช้ประโยชน์ ในทางยาโดยตรงแล้ว สาหร่ายบางชนิดยังใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพในรูปของสาหร่ายอัดเม็ดด้วย
ลู่ทางการลงทุนในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสาหร่าย
อุตสาหกรรมการผลิตสาหร่ายยังได้รับการแจกแจงเป็นอุตสาหกรรมพื้นบ้าน เนื่องจากไม่สามารถที่จะนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปประยุกต์ใช้ แม้แต่ในขั้นตอนของการสกัดสารไฟโคคอลลอยด์ ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวสาหร่ายและตากแห้ง ยังคงเป็นโรงงานผลิตขนาดเล็กที่ใช้กรรมวิธีแบบดั้งเดิม สาหร่ายที่เพาะเลี้ยงหรือเก็บเกี่ยวได้จะมีความแตกต่างกันทั้งในด้านขนาดและชนิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการเก็บเกี่ยว ลักษณะทางกายภาพ รวมทั้งสภาพแวดล้อมด้วย โดยทั่วๆ ไป สาหร่ายสีแดงจะมีขนาดเล็กกว่า และพบว่าเจริญเติบโตในนํ้าทะเลแถบที่ลึกกว่า ดังนั้น การเก็บเกี่ยวสาหร่ายสีแดงจึงยากลำบากและช้ากว่า ทำให้มีต้นทุนสูงกว่า
ปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายในปัจจุบันก็คือ ความต้องการที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยว ซึ่งการผลิตสารไฟโคคอลลอยด์ประเภทต่าง ๆ ครึ่งหนึ่งของต้นทุนการผลิตก็คือ วัตถุดิบ หรือสาหร่าย การเก็บสาหร่ายด้วยมือยังถือเป็นการเก็บเกี่ยวหลักในอุตสาหกรรมนี้โดยไม่สามารถนำเครื่องจักรกลมาใช้แทนได้ นั่นหมายถึงจะต้องมีการใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก เป็นผลให้ผู้เพาะเลี้ยงสาหร่าย ทางซีกโลกเหนือมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งยังไม่ได้มีการทำอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสาหร่ายอย่างเป็นลํ่าเป็นสัน และมีแรงงานในประเทศเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมนี้ นับได้ว่าจะเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสาหร่ายที่สำคัญในอนาคต โดยอุตสาหกรรมนี้จะเข้าไปเสริมรายได้ชาวประมงท้องถิ่น รวมทั้งจะเป็นหนทางที่จะได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศด้วย
น่านนํ้าไทยที่มีสาหร่ายให้วุ้นอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว คือ ย่านทะเลในหลายๆ จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชุมพร สงขลา ปัตตานี ระนอง ภูเก็ต สตูล กระบี่ และพังงา ซึ่งแหล่งเหล่านี้จะพบสาหร่ายวุ้นแพร่กระจายได้ดี ส่วนมากจะขึ้นในแหล่งนํ้าตื้นระดับความลึกประมาณ 0.5-0.75 เมตร พื้นนํ้าเป็นโคลนปนทราย โดยสาหร่ายจะขึ้นอยู่ตามก้อนหินและเปลือกหอย ความเค็มของนํ้าระหว่าง 20-25 พีพีที (หนึ่งส่วนในพันส่วน) สาหร่ายวุ้นจะเจริญเติบโตได้ดีในระหว่างเดือนพฤศจิกายน- กุมภาพันธ์ ประเทศไทยมีการทำฟาร์มสาหร่ายวุ้นเพื่อการส่งออก โดยเริ่มจากกรมประมงร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดทำโครงการเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายด้วยเงินกู้จากสหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเกษตร โดยเริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2529 จำนวนงบประมาณของโครงการนี้เป็นเงินกู้จากสหรัฐอเมริกาประมาณ 5.70 ล้านบาท (โดยเป็นเงินให้เปล่า 1.00 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีเงินจ่ายสมทบจากรัฐบาลไทยอีกประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปสาหร่ายทะเล อันจะเป็นการเสริมรายได้แก่ชาวประมง รวมทั้งเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารและที่พักพิงของ สัตว์นํ้า ซึ่งมีแนวนโยบายจะส่งเสริมให้เอกชนขยายการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป ซึ่งปัจจุบันการเพาะเลี้ยงสาหร่ายให้วุ้นในทะเลสาบสงขลา ซึ่งนับเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสาหร่ายให้วุ้นแหล่งสำคัญ มีลักษณะการเพาะเลี้ยงหลายๆ แบบ เช่น เลี้ยงในกระชัง ที่เลี้ยงปลาเก๋า เริ่มจากการเก็บสาหร่ายจากแหล่งนํ้าธรรมชาติแล้วนำท่อนพันธุ์สาหร่ายมาสอดไปมาในระหว่างเกลียวของเชือก เว้นระยะห่างกันระหว่างต้นประมาณ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งเชือกมีขนาดยาวประมาณ 50 เมตร ผลจากการเพาะเลี้ยงปรากฏว่าต้นพันธุ์สาหร่าย 1 กิโลกรัมใน 1 เดือน สาหร่ายจะเจริญงอกงามเพิ่มจำนวนจากเดิม 20-25 เท่า
การเพาะเลี้ยงสาหร่ายสามารถจะกระจายได้ในทุกแหล่งที่มีนํ้ากร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งนํ้ากร่อยที่มีการประมงสัตว์นํ้าชนิดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเคยมีการวิจัยเพาะเลี้ยงสาหร่ายให้วุ้นในบึงบรบือ จังหวัดมหาสารคาม (จะเป็นบึงนํ้ากร่อยในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี) ปรากฏว่าสาหร่ายเจริญงอกงามดีมาก ดังนั้น การขยายการ
เพาะเลี้ยงสาหร่ายในประเทศสามารถกระทำได้ในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งนํ้ากร่อยและนํ้าเค็ม นอกจากนี้ การผลิตสาหร่ายให้วุ้นไม่จำเป็นต้องกระทำในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งตลอดปี แต่สามารถผลิตได้ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสาหร่าย สิ่งที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจการเพาะเลี้ยงสาหร่ายก็คือ เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยหากรู้จักที่จะปรับสภาพเติมของท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว แม้ว่าธุรกิจนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความรํ่ารวยอย่างทันใจก็ตาม ในขั้นแรกมักจะเป็นธุรกิจเสริมรายได้ไปก่อนเหมือนที่เคยปรากฏในไต้หวัน ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะเป็นการเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมร่วมไปกับการเลี้ยงกุ้งและเลี้ยงปลา แต่ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกลายเป็นอาชีพหลักที่ทำรายได้อย่างงดงามให้แก่ชาวประมง
ที่มา:ส่วนวิจัยเกษตรกรรม ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกสิกรไทย

การผลิตวุ้นจากสาหร่ายทะเล


วุ้น (AGAR) เป็นสารประกอบประเภท CARBOHYDRATE POLYMER คุณสมบัติพิเศษ คือ จะแข็งตัวได้ในความเข้มข้นเพียงร้อยละ 0.5 และคุณสมบัติที่แข็งตัวได้ตํ่ากว่าจุดหลอมเหลว เช่น วุ้นในความเข้มข้นร้อยละ 1.5 จะสามารถแข็งตัวได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 80 – 85 องศาเซลเซียส ซึ่งคุณสมบัตินี้เหมาะจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมทำขนมปัง น้ำตาลฉาบหน้า (ICING) ขัดเงา (GLAZES) ผลิตภัณฑ์นม และใช้เคลือบเนื้อไม่ให้เนื้อเปื่อยยุ่ยเกินไปในการทำเนื้อกระป๋อง นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารเพื่อสุขภาพ ยาระบาย เครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ตลอดจนทันตวัสดุ อาจจะกล่าวได้ว่าวุ้น เป็นผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายทะเลที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด ประมาณกันว่า ในแต่ละปีจะมีปริมาณการใช้วุ้นถึง 9,800 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท
กรรมวิธีในการผลิตวุ้นจากสาหร่ายเริ่มจากการนำสาหร่ายแห้งที่ซื้อหรือจ้างชาวประมงเก็บจากชายฝั่ง ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของสาหร่ายเสียก่อน เนื่องจากเป็นการเก็บจากธรรมชาติ สภาพของสาหร่ายจึงไม่แน่นอนทั้งในด้านความชื้น และสิ่งเจือปน การที่จะเก็บรักษาสาหร่ายที่รับซื้อมาแล้ว จะต้องเก็บสิ่งเจือปนออกให้หมด จากนั้นนำไปตากในที่ที่อากาศระบายอย่างสะดวกประมาณ 2-3 วันจนแห้ง แล้วจึง เก็บใส่ถุงพลาสติกไว้ใช้ในระยะยาว นํ้าหนักสาหร่ายเมื่อตากแห้งจะลดลงประมาณร้อยละ 20-50 การเก็บรักษาสาหร่ายไว้ในสภาพดังกล่าว เกลือที่ติดมากับสาหร่ายจะช่วยรักษาสภาพของสาหร่ายไว้ เมื่อจะนำมาสกัดวุ้นก็จะนำสาหร่ายมาล้างทำความสะอาดเป็นคราวๆ ไป ขั้นตอนในการสกัดวุ้นมีกระบวนการสกัดอย่างง่ายๆ ในระดับครอบครัว และการสกัดโดยโรงงานขนาดเล็ก ต้นทุนตํ่า ใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ในชุมชนชายทะเล ซึ่งจะทำให้ได้วุ้นที่ยังไม่ได้ปรับปรุงคุณภาพซึ่งสามารถนำมาใช้บริโภคได้สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ต้องการวุ้นคุณภาพสูง แต่ถ้าต้องการวุ้นคุณภาพสูง จะต้องผ่านขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพวุ้นในโรงงานก่อน ซึ่งวุ้นที่ได้จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะการใช้งาน ได้แก่
กรรมวิธีการผลิตสาหร่ายทะเล


ที่มา: รายงานการวิจัยศึกษาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลชายฝั่ง เพื่อการอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร 2525
1. วุ้นคุณภาพสูงที่ใช้บริโภคและใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วๆ ไป (COMMERCIAL OR FOOD GRADE AGAR) ราคาประมาณกิโลกรัมละ 700-800 บาท
2. วุ้นที่ใช้ในด้านการเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์และงานด้านจุลชีววิทยา (BACTERIAL GRADE AGAR) ราคาประมาณกิโลกรัมละ 4,000-5,000 บาท
3. วุ้นบริสุทธิ์ (PURIFIED AGAR) สำหรับงานและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ งานวิจัยทางการแพทย์และงานวิจัยด้านชีวเคมีระดับโมเลกุลชั้นสูง ราคาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ใช้ มักมีราคาเกินกว่ากิโลกรัมละ 10,000 บาท
ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากสาหร่าย
นอกจากวุ้นจากสาหร่ายซึ่งมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมอาหารแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสาหร่ายที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่
1. CARRAGEENAN เป็นสารประกอบพวกเดียวกับวุ้น ต่างกันที่สูตรโครงสร้าง มีคุณสมบัติคล้าย AGAR สกัดมาได้จากสาหร่ายทะเลสีแดง ปัจจุบันพบว่าสามารถจะสกัด CARRAGEENAN ได้จากสาหร่ายสีแดง 7 ชนิด แต่ชนิดที่พบได้ทั่วไป คือ KAPPA CARRAGEENAN และ LAMBDA CARRAGEENAN ประมาณร้อยละ 80 ของ CARRAGEENAN ที่ผลิตได้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำขนมปัง อุตสาหกรรมนม และการทำขนมหวาน เช่น พุดดิ้ง คัสตาร์ด และนํ้าเชื่อม เป็นต้น อุตสาหกรรมนํ้าสลัด นํ้าซอส
CARRAGEENAN เป็นผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายมีคุณค่ารองลงมาจากวุ้น แต่ราคาถูกกว่าวุ้น บางคราวอาจนำมาใช้แทนวุ้นได้ถ้าไม่ผิดวัตถุประสงค์ คาดว่าในปีหนึ่งๆ มีความต้องการ CARRAGEENAN ประมาณ 9,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 900 ล้านบาท
2. FURCELLARAN FURCELLARAN หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า DANISH AGAR สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีแดง เป็นผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายที่มีความสำคัญรองลงมาจากวุ้นและ CARRAGEENAN สารนี้เพิ่งจะมีการเตรียมขึ้นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้แทนวุ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน FURCELLARAN ยังไม่ทราบแน่ชัด คุณสมบัติของFURCELLARAN จะอยู่ระหว่าง AGAR และ CARRAGEENAN คือละลายในนํ้าร้อน และ ถ้าทิ้งไว้จะแข็งตัว ประมาณกันว่าในแต่ละปีมีการใช้ FURCELLARAN ประมาณ 1,200 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 130 ล้านบาท
3. ALGINATES เป็นสารไฟโคคอลลอยด์ ซึ่งสกัดได้จากสาหร่ายสีน้ำตาล ในขณะที่วุ้น CARRAGEENAN และ FURCELLARAN เป็นสารไฟโคคอลลอยด์เช่นกัน แต่สกัดได้จากสาหร่ายสีแดง นำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อุตสาหกรรมเบเกอรี่ ลูกกวาด อุตสาหกรรมครีม เป็นต้น โดยใช้เป็นตัวที่ทำให้เกิดความเสถียร (STABILIZER) และ GELLING AGENT โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารแช่แข็งเป็นตัวป้องกันการเกิดสะเก็ดนํ้าแข็ง (ICE CRYSTALS) ในอาหาร ทำให้เนื้ออาหารเนียนและผสมกันเป็นเนื้อเดียวอย่างสมํ่าเสมอ
อย่างไรก็ตาม ข้อควรคำนึงในการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยสารพวกไฟโตคอลลอยด์ก็คือ ชนิดของสาหร่ายที่จะให้สารไฟโคคอลลอยด์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันทั้งสายพันธุ์ ชนิดแหล่งกำเนิด การที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดจนการเก็บเกี่ยว กระบวนการแปรรูป เป็นต้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมด้านผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลมีความยุ่งยากซับซ้อน การศึกษาเปรียบเทียบ ตัวแปรต่างๆ ด้านเศรษฐศาสตร์ทำได้ยาก ธุรกิจอุตสาหกรรมด้านสาหร่ายทะเลถูกเก็บไว้เป็นความลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการผลิตและราคา ดังนั้น ตลาดของสารไฟโคคอลลอยด์จึงค่อนข้างจะผูกขาด เป็นสินค้าประเภทเพิ่มมูลค่าได้สูง และมีการแข่งขันในตลาดโลกทั้งด้านเทคโนโลยีในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ได้สูงอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว
ที่มา:ส่วนวิจัยเกษตรกรรม ฝ่ายวิชาการ ธนาคารกสิกรไทย