การปลูกหอมหัวใหญ่


หอมหัวใหญ่เป็นพืชผักที่มีราคาแพง ในท้องตลาด มีคุณค่าอาหาร มีผู้นิยมใช้บริโภคกันมาก จนเกือบจะนับได้ว่าเป็นอาหารประจำวันของคนไทยเราอย่างหนึ่ง เช่น ใส่แกงจืด ยำสลัด แกงมัสมั่น ต้มซุป และอีกหลายๆ ชนิด
เนื่องจากหอมหัวใหญ่มีคุณประโยชน์มากมากดังกล่าวแล้ว การปลูกหอมหัวใหญ่ จึบนับได้ว่าทำรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างคุ้มค่าทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการที่จะปลูกหอมหัวใหญ่ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีนั้น ผู้ปลูกจะต้องใช้ความพยายามเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นอย่างมาก


พันธุ์ของหอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1.พันธุ์ กลางวันยาว จะลงหัวเมื่อได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์วันหนึ่งๆ ประมาณ 12-16 ชั่วโมง เป็นพันธุ์เบา มักจะมีอายุสั้น คือ ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนถึงเก็บหัวได้ มีอายุ 85-125 วัน และจะเก็บหัวได้ในต้นฤดูฝน หัวหอมที่ใกล้แก่ เมื่อถูกฝนแล้วมักจะเน่า เก็บไว้ไม่ได้นาน อนึ่งในเดือนมีนาคม เมษายน อากาศร้อนขาดแคลนน้ำที่จะใช้รด ไม่เหมาะที่จะปลูกในประเทศไทย จะต้องปลูกปลายฤดูหนาว
2. พันธุ์กลางวันสั้น เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย ต้องการแสงสว่างเพียงวันละ 9-10 ชั่วโมง ก็ลงหัวได้ เป็นพันธุ์หนัก มีอายุ 165 -180 พันธุ์ ที่นิยมปลูกในบ้านเรา
-พันธุ์ กราเน๊กซ์ มีทั้งพันธุ์ เยลโลกราเน๊กซ์ มีทั้งหัวกลมและหัวแบน เป็นหัวเร็ว และแก่สม่ำเสมอกัน หัวใหญ่แต่คอเล็ก สามารถเก็บไว้ได้นาน
-พันธุ์เอ็กเซลเป็นพันธุ์ที่ได้มาจากเยลโลเบอร์มูดา เป็นหัวเร็ว ขนาดปานกลางแต่ไม่ค่อยสม่ำเสมอกันนัก ขนาดของหัวปานกลาง เก็บไว้ได้นานกว่าพันธุ์แรก
-พันธุ์ เรดโกล้บ พันธุ์นี้ได้หัวไม่เร็วนักและแก่ไม่สม่ำเสมอ แต่เก็บไว้ได้นานกว่า 2 พันธุ์แรก ขนาดของหัวเล็ก
นอกจากนี้ยังมีพันธุ์อื่นๆ อีก เช่น เรคตรีโอล เรดแคบารี่ เออริลี่เทกซัสคราโน และแยลโลเบอร์มูดา เหล่านี้ให้ผลดีพอใช้ ขนาดของหัวปานกลาง และให้ผลช้ากว่า 3 พันธุ์แรก
สภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม
หอมหัวใหญ่ชอบดินร่วนซุย มีความอุดมสมบูรณ์และสามารถอุ้มน้ำได้ดี หอมจะให้หัวเร็ว ส่วนในดินทราย ปนตะกอนและดินเหนียว ที่มีอินทรีย์วัตถุปนอยู่ด้วย ก็สามารถปลูกได้ดีเหมือนกัน ถ้าเป็นดินที่เหนียวมาก เมื่อเปียกน้ำดินจะจับตัวกันเป็นก้อน ถ้าขาดน้ำดินจะแตกระแหง ทำให้ต้นเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ควรแก้ไขดินเหนียว โดยการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์วัตถุอื่นๆ จะได้ผลดียิ่งขึ้น
ความเป็นกรดด่างของดินที่เหมาะสมประมาณ 6-8 ดินที่เป็นกรดจะทำให้ปริมาณของหัวลดลงได้เช่นเดียวกัน แก้โดยการเติมปูนขาวลงไปปริมาณที่เหมาะสม
หอมหัวใหญ่ชอบอากาศกลางวันอบอุ่น-ร้อนกลางคืนเย็น อุณหภูมิสูงตอนปลายฤดูปลูกจะทำให้แก่เร็ว ฤดูปลูกที่เหมาะสมจึงควรลงมือเพาะเมล็ดในต้นเดือนตุลาคม เมื่อหมดแล้วแต่อย่างช้าไม่เกินเดือนพฤศจิกายน สำหรับท้องที่ที่อากาศยังหนาวอยู่เก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ก็ควรแกะเมล็ดในปลายเดือนตุลาคม หรือต้นเดือนพฤศจิกายน เมื่อเก็บเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จในกลางเดือนธันวาคม เตรียมดินเสร็จแล้วปลูกได้ในปลายเดือนธันวาคมเลยทีเดียว
ในท้องที่บางแห่ง เช่น อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี เกษตรกรเริ่มหว่านกล้าหอมตั้งแต่เดือนสิงหาคม และทยอยหว่านเป็นรุ่นๆ ไป ทั้งนี้เพื่อให้ได้เก็บก่อนปีใหม่ และก่อนที่หอมเชียงใหม่จะออกทำให้ขายได้ราคาดี แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอยู่ในระหว่างฤดูฝนเสี่ยงต่อความเสียหายจากโรคและแมลง จึงต้องได้รับการดูแลปฏิบัติรักษาอย่างดียิ่งจึงจะได้ผล

การเตรียมพันธุ์ปลูก
หอมหัวใหญ่ในบ้านเรานิยมปลูก 2 วิธี คือ
1. การใช้เมล็ดปลูก ภายหลังการเตรียมต้นเสร็จแล้ว โรยเมล็ดลงในแปลง เป็นแถวยาว ระหว่างแถวห่างกันประมาณ 20-25 เซ็นติเมตร ทางที่ดีควรหยอดเมล็ดลงเป็นหลุมๆ หลุมหนึ่งห่างกันประมาณ 10 เซ็นติเมตรและลึกประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร แต่ถ้าเป็นดินทรายควรลึก 5 เซ็นติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-3 เมล็ด ตามปกติแล้วปริมาณของเมล็ดที่ใช้ต่อไร่ประมาณ 4 กิโลกรัม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก และความประสงค์ที่จะใช้เป็นหอมสด ใช้ต้นเป็นอาหาร ปริมาณของเมล็ดก็ต้องมากกว่านี้ เพราะต้องใช้ระยะปลูกมากขึ้น
2. ปลูกโดยใช้กล้า เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะประหยัดเมล็ด เมื่อกล้ามีขนาดโตพอที่จะย้ายลงแปลงปลูกได้ คือมีอายุประมาณ 6-8 สัปดาห์ ถอนมารวมกันเป็นมัดๆ ก่อนที่จะถอนกล้าขึ้น ควรใช้น้ำรดแปลงเพาะให้ชุ่มแล้วจึงถอนกล้าขึ้น ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการถอนกล้า และจะทำให้รากน้อยลง เมื่อถอนแล้ว ก่อนนำไปปลูกควรเก็บไว้ในที่เย็นและชื้น หรือเก็บไว้ในร่ม ระยะปลูกระหว่างต้น 8-10 เซ็นติเมตร ไม่ควรปลูกเป็นกอจะทำให้หัวเล็ก และไม่ควรตัดใบและรากจะทำให้หัวน้อยลง
ผลดีของการใช้กล้าปลูก คือ ทำให้ปริมาณของเมล็ดพันธุ์ที่จะใช้น้อยลง คือประมาณ 2.5-3 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น ให้หัวใหญ่และมากกว่าวิธีแรก และขนาดของหัวสม่ำเสมอกัน การป้องกันกำจัดศัตรูพืชทำได้ง่าย แต่ข้อเสียคือต้องใช้แรงงานมาก ใช้ระยะเวลานานและต้องการเนื้อที่สำหรับทำแปลงด้วย
นอกจากนี้แล้วหอมหัวใหญ่ ยังสามารถใช้หัวปลูกได้ด้วย ในบ้านเรายังไม่เป็นที่นิยม แต่ก็มีการปฏิบัติอยู่ในต่างประเทศบ้าง หัวที่ใช้ปลูกควรเป็นหัวเท่าหัวแม่มือ ไม่ควรโตหรือเล็กกว่านี้ การเตรียมหัวจะปลูกนี้ กระทำกันก่อนล่วงหน้าประมาณ 1 ปี โดยหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะให้หมด เมื่องอกขึ้นมาแล้วต้นจะติดกันเป็นพรืด และหัวที่ใช้ก็จะแกร็น ขุดหัวขึ้นมาเก็บไว้ปลูกในปีต่อไป ระยะที่ควรปลูกห่างกันระหว่างแถวประมาณ 20-25 เซ็นติเมตร ระหว่างต้นประมาณ 10 เซ็นติเมตร
การเตรียมแปลงเพาะกล้า
การเตรียมดินเพาะกล้า ควรจะเริ่มลงมือกระทำในเดือนพฤศจิกายน ขุดหรือไถให้ลึกประมาณ 12-15 เซ็นติเมตร ตากดินไว้ให้แห้งไม่น้อยว่า 1 เดือน แล้วไถแปลอีกครั้งหนึ่ง แล้วทำการยกร่องให้สูงประมาณ 25 เซ็นติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาวตามความต้องการ ย่อยดินในแปลงเล็กให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอกเก่าๆ ลงในแปลงบ้าง หรืออาจจะใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 6-10-8 หรือ 6-12-16 ขนาดที่ใช้สำหรับแปลงขนาด 10 ตารางกิโลเมตร ใช้ประมาณ 3-4 กิโลกรัม ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยให้ต้นกล้าเจริญงอกงามด้วย เมื่อเอาปุ๋ยโรยทั่วแล้ว ใช้คลาดเกลี่ยกลบปุ๋ยให้ลึกประมาณ 2-5 เซ็นติเมตร เกลี่ยหน้าดินให้เรียบเสมอกัน ยกขอบแปลงเล็กน้อยเพื่อกันน้ำไหลชะเมล็ดออกจากแปลง แล้วจึงเอาเมล็ดมาหว่านลงไป
เมล็ดพันธุ์ ที่จะนำมาเพาะ ควรคลุกเคล้าด้วยยาฆ่าเชื้อโรคเสียก่อน เช่นอะราแซน หรือซีรีแซนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันโรคโคนเน่า ซึ่งอาจจะติดมากับเมล็ดก็ได้ โรยตามขวางให้เป็นแถวของแปลงเพาะห่างกัน 10 เซ็นติเมตร อย่าหว่านให้ถี่เกินไป จะทำให้ต้นกล้าไม่เจริญงอกงาม และ อาจทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้เช่นกัน เมื่อหว่านเมล็ดเสร็จแล้ว ควรใช้ดินร่วนๆ หรือแกลบเก่าๆ โรยกลบเมล็ด ให้หนา 1 เซ็นติเมตร อย่าให้หนาหรือบางกว่านี้ เพราะถ้าบางไปเมล็ดอาจถูกน้ำพัดไปหมด หรือถูกมดและแมลงทำลายได้โดยง่าย แต่ถ้าหนาเกินไปจะทำให้เมล็ดงอกได้ช้า การใช้ดินร่วน หรือแกลบโรยนั้น ก็เพื่อให้กล้าหอมโผล่พ้นดินง่ายขึ้น
เมื่อเอาดินหรือแกลบกลบเรียบร้อยแล้ว จึงเอาบัวรดน้ำให้ต้นเปียกชุ่ม น้ำต้องรดเสมอๆ เมื่อเห็นว่าดินในแปลงเพาะนั้นแห้ง หรือประมาณ 3-4 วันต่อครั้ง  ตามปกติเมล็ดที่ยังใหม่อยู่จะงอกภายใน 3-5 วัน ถ้าเป็นเมล็ดเก่าค้างปีจะงอกภายใน 5-7 วัน ต้นหอมที่งอกใหม่ๆ จะมีขนาดโต
กว่าเส้นผมเล็กน้อย แล้วจะค่อยๆ โตและงอกสูงขึ้นตามลำดับ ในระหว่างนี้ควรดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ถ้าเห็นว่าต้นกล้าใดที่อ่อนแอ ก็ควรถอนทิ้ง เพื่อว่ากล้าที่เหลืออยู่จะได้เจริญดีขึ้น
การปฏิบัติรักษาแปลงเพาะ
เมื่อเมล็ดงอกแล้ว อย่ารดน้ำให้ดินเปียกโชกนักจะทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้ ถ้าเพาะในระยะเดือนที่ยังมีฝนตกอยู่ก็ควรมีผ้าคลุมแปลง และต้องปิดให้ถูกแสงแดดมากๆ เพื่อต้นกล้าจะได้แข็งแรง จะใช้ผ้าคลุมเมื่อเวลาฝนตกเท่านั้น ต้นกล้างอกสูงพ้นจากดินประมาณ 10 เซนติเมตร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าคลุมอีก ส่วนการเพาะเมล็ดในหน้าหนาวไม่จำเป็นต้องคลุม
เมื่อต้นกล้างอกสูงประมาณ 10 เซ็นติเมตร หรือประมาณ 25 วัน ควรใช้ปุ๋ยหยอดหน้า เช่น โปแตสเซี่ยมไนเตรท หรือยูเรีย หรือซัลเฟตออฟแอมโมเนีย ผสมน้ำรดทุกๆ สัปดาห์ อัตราปุ๋ยที่ใช้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ปี๊บ ควรใช้ฝักบัวที่มีรูเล็กๆ เมื่อรดแล้วใช้น้ำเปล่าๆ รดล้างปุ๋ยที่ติดอยู่กับใบและต้นอ่อน แต่อย่างไรก็ตามการใช้ปุ๋ยควรพิจารณาถึงความเจริญเติบโตของต้นกล้าด้วย ถ้าเห็นว่าเจริญเติบโตดีอยู่แล้ว อาจไม่ต้องใช้ ปุ๋ยเลยก็ได้ และระหว่างนี้เมื่อพบวัชพืชขึ้นรบกวนก็ควรถอนออกทำลายเสีย
ต้นกล้าที่ได้รับการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างดี พออายุได้ประมาณ 40-45 วัน จะสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร มีใบ 4-5 ใบ มีลำต้นเล็กกว่าดินสอและที่โกนมีหัวขนาดเล็ก ควรย้ายไปปลูกได้
กล้าหอมเมื่องอกใหม่ๆ และเป็นต้นขนาดเส้นด้ายนั้น ต้องประคบประหงมสักหน่อย เมื่อโตขนาดแท่งดินสอแล้ว ทนทานมาก ถอนแล้วหลายๆ วันนำไปปลูกก็ไม่เป็นไร การถอนกล้ามือต้องจับที่โคน อย่าจับที่ใบ จะทำให้ต้นขาด เมื่อถอนออกแล้วควรนำไปปลูกเลย ไม่ควรตัดใบและราก เพราะจะทำให้หอมหัวใหญ่ชะงักการเจริญเติบโต และทำให้เกิดโรค ได้ง่าย
การเตรียมแปลงปลูก
การเตรียมแปลงปลูกที่ได้ผลดีก็คือ การยกร่องปลูก โดยภายหลังจากที่ไถและคราดจนดินละเอียดดีแล้ว ปล่อยทิ้งไว้นานๆ แล้วจึงยกแปลง ถ้าเป็นที่ดอนไม่ต้องยกให้สูงมากนัก คือปริมาณ 15-20 เซ็นติเมตรก็พอ และต้นที่ใช้ปลูกเป็นต้นเหนียวมาก การยกร่องจำเป็นอย่างยิ่ง และควรสูง กว่านี้ ความกว้างของแปลงประมาณ 1 เมตร ส่วนความยาวไม่จำกัด แต่ขอให้มีความสะดวกในการเดินเข้าออก ไม่ต้องเดินอ้อมไปตักน้ำไกลๆ หรือเหยียบย่ำข้ามแปลงอื่นๆ เสร็จแล้วใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เก่าๆ คลุกเคล้าให้เข้ากับดินอีกทีหนึ่ง เมื่อเตรียมแปลงปลูกเสร็จแล้ว ให้ทำแถวลงในแปลงหนึ่งๆ ห่างกันประมาณ 20-25 เซ็นติเมตร ใช้ไม้กลมๆ ขนาดเท่าด้ามปากกาหมึกซึมปักลงไปตามแถวให้ลึกเพียง 2 เซ็นติเมตร ห่างกัน 10-12 เซ็นติเมตร เมื่อหย่อนกล้าลงในหลุมแล้ว ใช้ปลายนิ้วกลางเขี่ยกลบดิน ไม่ต้องกดดินให้แน่น เวลารดน้ำดินจะแน่นติดจับรากเอง เมื่อปลูกเสร็จแล้ว ถ้าจะใช้ฟางคลุมแปลงเช่นเดียวกับหอมหรือกระเทียมก็ได้ แต่ต้องคลุมให้ นานๆ เพื่อต้นหอมจะได้แทงใบขึ้นง่าย การใช้ฟางคลุมแปลงนั้นเพื่อป้องิกันมิให้หญ้าขึ้น และช่วยสงวนความชุ่มชื้นในดิน แต่ถ้าไม่มีฟางก็ไม่จำเป็น
การปฏิบัติดูแลรักษา
ก. การให้น้ำ เมื่อปลูกเสร็จแล้วต้องรดน้ำให้ชุ่มและจะรดอีกเมื่อไรนั้นให้สังเกตดินในแปลง ถ้าดินแห้งก็เริ่มรดน้ำ แต่ถ้าในแปลงใช้ฟางคลุมแล้วราวๆ 7-10 วัน จะรดน้ำสักครั้งหนึ่ง หรือถ้าปล่อยน้ำแบบปล่อยน้ำเข้าแปลงก็ได้ ก็ให้ปล่อยน้ำประมาณ 2 อาทิตย์ต่อครั้ง หอมที่ปลูกลงหัวมีขนาดปานกลาง จึงหยุดรดน้ำ เพื่อช่วยให้หัวแก่เร็ว
ข. การใส่ปุ๋ย หอมมีรากตื้น ขนาดของลำต้นจึงขึ้นอยู่กับการใส่ปุ๋ยด้วย ชนิดของปุ๋ยที่ใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ความเป็นกรดและการระบายนํ้า เวลาที่เหมาะสมสำหรับการที่ใส่ก็คือปุ๋ย ใส่ก่อนที่จะปลูกประมาณ 2-3 วัน หอมที่ปลูกโดยใช้กล้า ควรให้ปุ๋ยลึกลงไปประมาณ 3-4 นิ้ว จากระดับผิวหน้าดิน ปุ๋ยที่ใช้อาจเป็นปุ๋ยจากมูลสัตว์เก่าๆ หรือถ้าจะใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ควรใช้สูตร 6-10-8 หรือ 6-12-16 อัตราที่ใช้ประมาณ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่
ภายหลังจากลงแปลงปลูกไปแล้ว ประมาณ 20-25 วัน ซึ่งจะเป็นระยะพอดีกับการพรวนดินถอนหญ้าครั้งแรกเสร็จ ควรใช้ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต สูตร 26-14-0 ประมาณ 20-25 กก. ต่อไร่ สำหรับดินร่วนทราย และประมาณ 40 กก. ต่อไร่ สำหรับดินค่อนข้างเหนียว
ภายหลังจากใส่ครั้งแรกแล้วประมาณ 25 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ในอัตรา 20-25 กก. ต่อไร่
การให้ปุ๋ยนี้จะมากหรือน้อยครั้ง เกษตรกรควรจะสังเกตดูสภาพของต้นหอมหัวใหญ่ประกอบไปด้วย หากเห็นว่าไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรก็ควรจะให้ปุ๋ยทันที
ค. การพรวนดินดายหญ้า หอมเป็นพืชที่มีรากมาก การพรวนดินต้องทำน้อยครั้ง เมื่อต้นยังเล็กอยู่ควรพรวนให้ 2-3 ครั้ง เพื่อปราบวัชพืช เมื่อต้นสูงสัก 10 นิ้วขึ้นไปจึงหยุดพรวน เพราะรากแผ่เต็มไปทั้งแปลง ต้นก็ใหญ่ ใบก็ยาว พรวนลำบาก เพียงแต่คอยถอนหญ้ามิให้แย่งอาหารและรบกวนต้นหอมก็พอแล้ว การใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมแปลงจะเป็นการป้องกันวัชพืชได้มาก
ง. การพ่นยากำจัดแมลง การพ่นยาในฤดูหนาวอาจถี่กว่า 10-15 วันครั้ง เพราะอาจอยู่ในช่วงที่เกิดโรกระบาดได้ง่าย ขณะเดียวกันในด้านแมลง หากปลูกบริเวณกาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ อาจมีหนอนกระทู้หอมระบาด จึงไม่ควรประมาท ดังนั้นการกำหนดว่าฤดูหนาวพ่นห่างฤดูฝนพ่นถี่ จะไม่เหมาะสมในกรณที่เกิโรค-แมลงระบาดมากในฤดูหนาว
การเก็บเกี่ยว
หอมหัวใหญ่จะเก็บเกี่ยวผลได้ตั้งแต่ 110-130 วันนับตั้งแต่หว่านกล้า ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามพันธุ์ที่ปลูกด้วย สังเกตดูว่าใบเริ่มเหลืองและแห้ง เอามือบบต้นเหนือคอ ถ้ารู้สึกนุ่ม ๆ และฟ่ามๆ หรือต้นหอมแสดงอาการคอพับหรือบริเวณโคนต้นอ่อน ลำต้นก็จะล้มลง แสดงว่าจวนแก่เก็บได้แล้ว หอมควรจะเก็บเกี่ยวพรอมกัน ตามปกติเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ควรจะผึ่งตากแดดในแปลงให้แห้งดีเสียก่อน จึงจะเอาเข้าเก็บในยุ้ง
ถ้าปลูกจำนวนมากๆ จะใช้ไม้รวกกลมๆ นาบไปตามแปลงเพื่อให้ต้นหักพับแล้วทิ้งไว้ 7-10 วัน พอให้ต้นแห้งสนิทดีแล้วใช้ของคมๆ เช่นปลายมีด หรือจอบขุดลงไปให้ลึกกว่าระดับของหัวเล็กน้อยแล้วใช้มือดึงต้นขึ้นมา เมื่อถอนแล้วจึงใช้มีดตัดต้นและรากทิ้ง มัดต้นรวมกันเข้าเป็นมัดๆ แล้วตั้งทิ้งไว้ในแปลง ประมาณ 2-3 วัน การตัดต้นทิ้งนั้น ควรตัดให้สูงจากหัวประมาณ 1-3 ซม. ถ้าตัดสั้นกว่านี้อาจจะทำให้เป็นรอยแผลที่หัว และเป็นทางสำหรับเชื้อโรคที่จะเข้าไปในหัวได้ง่าย ส่วนการตัดรากนั้นควรตัดให้ชิดกับหัว
การผึ่ง
หลังจากที่ได้ตัดต้นและรากทิ้งแล้ว เอาหัวบรรจุในลังไม้หรือถุงก็ได้ตามขนาดเล็กกลางใหญ่ แล้วนำไปผึ่งเก็บไว้ในที่แห้งและร่มมีลมโกรก วางเป็นชั้นๆ อย่าให้สูงเกินกว่า 1 ฟุตหรืออย่าได้นำไปกองสุมไว้ เพราะจะทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก และจะทำให้หัวชั้นล่างเน่าได้ การผึ่งนั้นจะกินเวลามากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับความแก่ของหัว ชนิดของภาชนะที่บรรจุและดินฟ้าอากาศโดยทั่วๆ ไปแล้วจะกินเวลาประมาณ 3-4 อาทิตย์
การเก็บ
ที่เก็บประกอบด้วยไม้ระแนงตีเป็นชั้น ๆ ประมาณ 2-3 ชั้น ด้านข้างเปิดโล่งหมดทั้ง 4 ด้าน ถ้าอยู่กลางแจ้ง ควรทำหลังคาเพื่อบังแดดด้วย นำหัววางเรียงบนชั้นๆ หนึ่งๆ ไม่ควรหนากว่า 1 ฟุต เพื่อให้อากากถ่ายเทได้สะดวก ควรหมั่นดูบ่อยๆ และค่อยดูแลตัดเอาหัวที่เน่าทิ้งเสีย
ศัตรูของหอมหัวใหญ่
แมลง แมลงศัตรูหอมหัวใหญ่มีหลายชนิด เช่น มดง่าม แมงกะชอน หนอนกระทู้ เพลี้ยไฟ
1. มดง่าม ยาที่ใช้ควรใช้ยาเคมี ออลดริน ชนิดผง ละลายน้ำ โดยผสมน้ำ 1 ช้อนแกงต่อ 1 ปี๊บฉีดให้ทั่ว
2. แมงกะชอน ยาที่ใช้เช่นเดียวกับมดง่าม
3. หนอนกระทู้ หนอนกระทู้หลายชนิดทำลายหอม โดยกัดกินใบทั้งกลางวันและกลางคืน และมักหลบอาศัยกิดกินในใบ (หลอด) หอม ทำให้การป้องกันกำจัดโดยการใช้ยาลำบาก และไม่ใคร่ได้ผล หนอนกระทู้ที่พบเสมอๆ ได้แก่ หนอนกระทู้ผัก และหนอนกระทู้หอม โดยเฉพาะหนอนกระทู้หอม พบทำลายหอมอย่างรุนแรง ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี
และประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่หลังฤดูฝนเป็นต้นไป ซึ่งเข้าใจว่าระบาดไปจากจังหวัดราชบุรี หากปล่อยให้หนอนกระทู้หอมระบาดมากแล้วจะกำจัดยาก จึงควรหมั่นตรวจดูแปลง เมื่อพบไข่เป็นกลุ่มมีใยสีขาวนวลหุ้ม (ไข่หนอนกระทู้หอม) หรือกลุ่มใหญ่กว่ามีใยสีน้ำตาลอ่อนหุ้ม (ไข่หนอนกระทู้ผัก) ให้รีบทำการพ่นยาทุก 3-5 วัน จนกว่าจะหมดไป ยาฆ่าแมลง ที่ควรใช้สำหรับหนอนกระทู้ผักไม่ใคร่มีปัญหานัก ยาธรรมดา เช่น เซวิน 85% อัตรา 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บก็ใช้ได้ แต่สำหรับหนอนกระทู้หอม เป็นปัญหามากในการเลือกใช้ยา จำเป็นต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น ทามารอน และไนรูซิน อัตราผสมอย่างละ 2 ช้อนเเกง แล้วผสมน้ำ 1 ปี๊บ เวลาพ่นควรเติมยาจับใบเพื่อให้ผลในการกำจัดดียิ่งขึ้น
4. เพลี้ยไฟ จัดเป็นเพลี้ยชนิดหนึ่งสีน้ำตาล ขนาดเล็กมากแต่ยังมองด้วยตาเปล่าได้ มีลักษณะลำตัวเล็กบาง ขนาดความยาวประมาณ 1/5  ซม. หรือ 2 ซม. ดูดน้ำเลี้ยงตามโคนใบระหว่างก้าน ทำให้ใบเป็นจุดด่าง แล้วจะค่อยๆ แห้งไปในที่สุด หอมจะชะงักการเจริญเติบโต อาจทำให้ลำต้นเน่าถ้าชุ่มน้ำ แมลงชนิดนี้มักระบาดในฤดูอากาศร้อน แห้งแล้ง ถ้าพืชอ่อนแอขาดน้ำ จะเป็นอันตรายมาก ควรหมั่นตรวจดูอาการและสังเกตตัวเพลี้ยตามซอกกาบใบ แล้วรีบพ่นยากำจัด เช่นยาพวกมาลาไธออน หรือเซวิน 85% ขณะเดียวกันควรบำรุงพืชให้เจริญ การเพิ่มปุ๋ยทางใบจะช่วยให้ หอมฟื้นตัวเร็วขึ้น
โรคที่สำคัญของหอมหัวใหญ่
1. โรคใบเน่า หรือโรคแอนแทรคโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราจะทำให้ใบเป็นจุดสีเขียวหม่น ซึ่งจะขยายกว้างออกไปอย่างรวดเร็วจนเป็นแผลใหญ่ รูปไข่ เนื้อใบที่เป็นแผลเป็นแอ่งต่ำกว่าระดับเดิมเล็กน้อย บนแผลมักมีสปอร์ของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ติดอยู่ มีลักษณะเป็นหยดของ เหลวข้น สีส้มอ่อนอมชมพู เมื่อเวลาแห้งแล้วจะเป็นสะเก็ดแข็งอยู่บนแผล และมีสีคล้ำลง ทำให้มองเห็นเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรือดำเรียงเป็นวงกลมซ้อนๆ กันหลายชั้น กว้างออกไปตามขนาดของแผล ส่วนมากใบที่กำลังเน่าจะหักพับไปตรงรอยที่มีแผลใหญ่เกือบรอบใบ และใบที่มีแผลหลายแผล หรือมีแผลใหญ่มาก ปลายใบ หรือใบจะแห้ง หรือเน่ายุบหายไปหมด บางต้นไม่มีใบดีเหลืออยู่เลย หัวจะเน่ายุบไปหมดด้วย เชื้อโรคถูกชะล้างลงไปทำลายจนถึงส่วนที่อยู่ติดดิน ทำให้ต้นเน่าตายหรือมีแผลที่หัวด้วย เก็บเกี่ยวไม่ได้ หรือถ้าเก็บหัวได้โรคก็จะติดไปแพร่ระบาดในระหว่างเก็บรักษา และจำหน่าย ทำให้หัวเน่าได้อีก
โรคนี้เกิดในระยะที่มีความชื้นสูง เช่น ในระยะที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน หรือระยะที่มีหมอกลงจัดติดต่อกันหลายวัน การแพร่ระบาดของโรคเกิดกว้างขวางรวดเร็วมาก เป็นโรคที่ร้ายแรงของหอมหัวใหญ่ที่กาญจนบุรี ที่เชียงใหม่ก็เคยระบาดเสียหายมากในบางปี
การป้องกันกำจัด การปลูกหอมในแหล่งที่มีโรคนี้ระบาดมาก จำเป็นต้องฉีดพ่นยาอย่างหนักและบ่อยครั้งในระยะที่มีสภาพสิ่งแวดล้อมเหมาะต่อการเกิดโรค เพราะส่วนมากยาจะถูกชะล้างออกไปจากใบพืชมาก โอกาสที่เนื้อเยื่อพืชจะติดโรคจะมีได้มาก การฉีดพ่นยาจึงเพียงชะงักโรคได้บ้าง ทำให้เสียหายน้อยลง ดังนั้นในแหล่งที่เคยมีโรคนี้ระบาดมา ก่อน จึงควรทำการฉีดพ่นยาไว้ก่อนที่จะเกิดอาการของโรคขึ้น โดยเฉพาะ เมื่ออยู่ในระยะที่มีอากาศเหมาะสมกับการเกิดโรค หรือเลี่ยงไปปลูกให้พ้นระยะดังกล่าวเสีย ยาที่ใช้ในการป้องกันกำจัดโรคนี้มีหลายชนิด เช่น ยาพวกแคปตาโฟ เช่น ไดโฟ ดาแทน ยาพวกมาแนบ เช่น แมนเซทดี หรือไดเทน และยาพวกเบนโนมิล เช่น เบนเลท เป็นต้น ยาป้องกันกำจัดเชื้อราแทบทุกชนิดมีประสิทธิภาพสูงต่อโรคนี้ ยกเว้น กำมะถันผง และบอร์โดมิกสเจอร์ อัตราใช้ควรใช้ตามที่แนะนำบนฉลากยา ส่วนระยะเวลาการฉีดพ่นต้องคำนึงถึงให้มาก เพราะหอมโตเร็ว การฉีดพ่นยาห่างกันเกินไปอาจไม่ได้ผล จึงควรจะปรับหรือเปลี่ยนแปลงระยะเวลาเอาเองให้เหมาะสม
2. โรครากเน่า โรคนี้เกิดจากเชื้อราที่อยู่ในต้น อาการเริ่มเป็นเมื่อหอมมีใบแก่เริ่มแห้ง โดยแห้งจากใบรอบนอกก่อน เมื่อถอนต้นดูจะเห็นว่าต้นหอมหลุดจากต้นได้ง่าย เพราะรากและโคนต้นเน่าเปื่อยเป็นสีน้ำตาลการเน่าจะลามเข้าไปในกาบของหัวหอม ทำให้มีรอยช้ำ กำใช้มือกดหรือบีบหัวหอม จะพบว่าภายในหัวหอมนิ่มหรือเน่า แล้วในเวลาที่มีอากาศชื้นจะสังเกตเห็นมีราสีขาว เป็นเส้นใยฟูละเอียดบนผิวดิน และบนส่วนที่เป็นโรคด้วย
การป้องกันกำจัด เมื่อหอมเป็นโรคนี้จะแก้ไขได้ยากมาก ควรที่จะรีบเก็บเอาต้นที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายเสีย ในการปลูกพืชคราวต่อไป จะต้องมีการปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยพยายามปรับดินให้มีความเป็นกรดอ่อนๆ เกือบเป็นกลาง และเพิ่มอินทรีย์วัตถุที่เป็นกากพืชสดและปุ๋ยคอก จะช่วยให้โรคนี้ลดความรุนแรงลงได้ระยะหนึ่ง ถ้าจะให้การป้องกันโรคนี้ได้ผลดีขึ้นแล้ว ควรจะทำการปลูกพืชอื่นสลับไม่ต่ำกว่า 5 ปี ไม่ควรใช้ยาเคมีชนิดใดๆ รดหรือฉีดพ่นลงไปในดิน เพราะนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้นอีกด้วย
3. โรคหัวและรากเน่า เกิดจากเชื้อราในดินที่เรียกว่า ราเม็ดผักกาด เมื่อเกิดโรคนี้ต้นหอมเริ่มมีใบแก่เหี่ยวแห้งไป กาบหัวหอมช้ำน้ำ และมีเส้นใยราสีขาวเป็นเส้นหยาบ มองเห็นชัดด้วยตาเปล่าขึ้นอยู่บนแผล และตามรากซึ่งเน่าเป็นสีน้ำตาล ในดินก็จะพบเส้นใยของราเจริญอยู่ตามโคนต้น นานไปจะพบเม็ดราเริ่มเป็นสีขาวขนาดเล็กและโตขึ้นจนเม็ดมีขนาด ประมาณเม็ดผักกาด สีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขึ้นปะปนอยู่กับเส้นใยรา เมื่อเก็บหัวหอมรานี้จะติดไปด้วย และจะทำให้ค่อยๆ เกิดอาการเน่าในระหว่างเก็บรักษาอีกด้วย หัวที่เป็นโรคนี้จึงคัดทิ้งให้หมด
เชื้อรานี้มีอยู่ทั่วไปในดิน และทำอันตรายพืชหลายชนิค บางครั้งเชื้อราจะติดตามมากับฟางข้าวที่ใช้คลุมดิน การระบาดเป็นไปได้ช้าๆ และเกิดเป็นกลุ่มๆ และควรจะต้องระมัดระวังเม็ดรามิให้ตกหล่นไปที่อื่น หรือติดเครื่องมือเครื่องใช้ไปยังจุดอื่นๆ ด้วย
การป้องกันกำจัด
– ให้ขุดหอมและดินในที่เกิดโรครวบรวมไปเผาทำลายเสีย เพื่อป้องกันมิให้โรคแพร่ระบาดไปทั่วไร่
– ในการปลูกหอม หรือพืชอื่นๆ ในปีต่อๆ ไปในที่ที่มีโรคนี้ระบาดอยู่ ควรทำการปรับปรุงดินให้มีสภาพเป็นกลาง จะช่วยให้โรคนี้ชะงักไปได้ระยะหนึ่งหรือหายไป
– ควรปลูกพืชหมุนเวียนสลีบไปไม่ต่ำกว่า 5 ปี
4. โรคใบจุดสีม่วง โรคนี้เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายที่ใบ โดยใบหอมที่ถูกทำลายจะเริ่มมีจุดสีขาว แล้วขยายวงกว้างออก เป็นแผลใหญ่รูปไข่ สีเนื้อหรือน้ำตาลอ่อน บริเวณรอบแผลมีสีน้ำตาลแก่และสีม่วงอ่อนไม่แน่นอน ใบที่มีแผลขนาดใหญ่หรือมีหลายแผล ใบจะหักพับลงทำให้ใบหรือปลายใบแห้ง ต้นหอมจะทรุดโทรมทำให้ไม่ลงหัว หรือหัวไม่โต เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วโรคนี้จะเข้าทำลายในระยะเก็บรักษา โดยเชื้อราจะเข้าทางบาดแผลที่บริเวณกอของหอมหัวใหญ่ ทำให้เกิดอาการเน่าเละ กาบหอมที่สดจะหดตัว สีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ โรคนี้พบระบาดมากทุกปีในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าเป็นโรคนี้อย่างรุนแรง
การป้องกันกำจัด
ควรทำเช่นเดียวกับการป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนส การใช้ยาก็เช่นเดียวกัน ยกเว้นยาพวก เบนโนมิล เช่น เบนเลท ซึ่งใช้ในการกำจัดโรคนี้ไม่ได้ผล
5. โรคราดำ โรคนี้เกิดจากเชื้อราในอากาศ มักเกิดกับหัวหอมที่เก็บเกี่ยวแล้ว เมื่อเก็บรักษาไว้ในที่ๆ มีอากาศชื้น มักจะมีราสีดำเป็นกลุ่มใหญ่ เส้นใยรามีหัวสีดำ ซึ่งจะพุ่งกระจายจากกันได้ง่ายเมื่อมีแรงกระทบกระเทือน เนื้อเยื่อที่มีราขึ้นจะเน่าเปื่อยลึกเข้าไปที่ละน้อย และขยายกว้างออกไป โดยไม่มีขอบเขตจำกัด ทำให้กาบใบเน่าไปทีละชิ้น ส่วนมากเชื้อราจะเจริญเข้าไปทางแผลที่เกิดจากการตัดใบออก โดย เฉพาะใบที่แห้งไม่สนิท ซึ่งเป็นช่องทางให้เกิดโรคนี้ได้ง่าย เชื้อราจึงเข้าไปทำให้กาบใบตรงกลางเน่าเป็นสีน้ำตาล และมีราสีดำขึ้นระหว่างกาบใบด้วย หัวหอมจะมีอาการเน่าและหัวนิ่ม
การป้องกันและกำจัด
1. การเก็บหัวหอม ควรเก็บเมื่อโคนใบแห้งเสียก่อน ไม่ควรรีบเก็บก่อนอายุหอมแก่
2. เพื่อป้องกันการเกิดโรคนี้ ระหว่างการเก็บรักษา ควรพ่นยาไซเนบหรือมาเนบ ที่หัวหอม โดยเฉพาะที่รอยตัด แล้วผึ่งให้แห้งจึงเก็บ ถ้าจะเก็บไว้นานๆ ควรเก็บในที่ที่อากาศเย็น และไม่ควรกองสุมกันจนเกิดการร้อนระอุ ซึ่งจะทำให้เกิดการเน่าได้ดี

ความรู้ด้านการเกษตร ที่น่าสนใจ