โรคใบไหม้ของผักตระกูลกะหล่ำ

(blight or black rot)

เป็นโรคสำคัญที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับผักต่างๆ ในตระกูล Cruciferae เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำปม กะหล่ำดอก กะหล่ำดาว (brussel sprout) บร็อคโคลี่ ผักคะน้า ผักกาดเขียว ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ผักกาดหัว ผักกาดหอม และแรดิช ฯลฯ พบโรคระบาดทั่วไปตามแหล่งที่มีการปลูกผักดังกล่าวโดยเฉพาะในฤดูฝนหรือฤดูที่มีความชื้นสูง อาจเป็นรุนแรงทำความเสียหายได้ถึง 50% ชาวสวนชาวไร่บางแห่งรู้จักกันดีในนามของโรคใบทอง โดยเรียกตามลักษณะอาการที่พืชแสดงออกเมื่อเป็นมากจะเห็นพืชทั้งแปลงมีใบแห้งเป็นสีนํ้าตาลหรือเหลืองคล้ายสีทอง

อาการโรค

เชื้อเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ในระยะกล้าหรือต้นอ่อนพืชมักจะตายทันทีโดยจะพบว่าที่ขอบใบหรือใบเลี้ยง มีอาการไหม้แห้ง เส้นใบเน่าเป็นสีดำ ใบที่แสดงอาการจะบางกว่าปกติ ต่อมาจะแห้งเป็นสีนํ้าตาลและหลุดออกจากต้น หากไม่ตายในระยะนี้ก็จะเกิดอาการแกร็นชะงักหรือหยุดการเจริญเติบโต ใบที่อยู่ตอนล่างๆ ของต้นจะหลุดร่วงไป ส่วนที่เหลืออยู่จะมีสีเหลืองและเส้นใบมีสีดำ ในต้นที่โตจะพบอาการบนใบแก่ที่อยู่ส่วนล่างๆ ของต้น โดยอาการจะเริ่มเหลืองและแห้งตายบริเวณขอบใบขึ้นก่อนแล้วค่อยลามลึกเข้ามาในเนื้อใบตามแนวเส้นใบที่อยู่ระดับเดียวกัน จนจรดแกนกลางของใบ ทำให้เกิดอาการเหลืองหรือแห้งเป็นสีน้ำตาลรูปตัววี (V-shaped) ขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะอาการพิเศษเฉพาะของโรคนี้ ในรายที่เป็นรุนแรงเชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ที่ก้านใบ เมื่อนำเอาใบเหล่านี้มาตัดหรือผ่าออกตามขวางจะเห็นส่วนที่เป็นท่อน้ำเน่าเป็นสีดำ ในต้นที่มีอายุมากอาการเน่าดำของ vascular bundle จะลามลงไปถึงต้นและต่อลงไปยังราก พวกนี้มักจะเกิดอาการเหี่ยวและอาจเหลืองทั้งต้น ในกรณีดังกล่าวเชื้อจะถูกส่งแพร่กระจายไปทั่วต้นพืช ถ้าเป็นต้นแก่ให้เมล็ดหรือฝักแล้วเชื้อก็จะไปเคลือบอยู่ที่ผิวหรือเปลือกของเมล็ด ทำให้เกิดเป็น seed-borne ทำให้โรคติดต่อไปยังต้นที่เกิดใหม่ได้ อย่างไรก็ดี อาการบนใบผักบางชนิดอาจจะแตกต่างออกไปคือแทนที่จะเกิดอาการเหลืองหรือเเห้งจากขอบใบเข้ามาจะเกิดอาการใบจุดแทน โดยจะเกิดเป็นจุดแผลเล็กๆ สีน้ำตาลหรือม่วงขึ้นที่เนื้อใบโดยเฉพาะในระยะที่ความชื้นสูงหรือฝนตกชุก ใบพวกนี้ในที่สุดจะเหลืองทั้งใบ เหี่ยวเฉาและหลุดจากต้น

สาเหตุโรค : Xanthomonas campestris pv. campestris

เป็นเชื้อแบคทีเรียที่จัดเป็น type species คือ ยังมี strain ต่างๆ แยกออกไปอีกหลาย strains ตามชนิดของพืชที่มันเข้าทำลายเจริญเติบโตได้ดีในอาหาร เช่น meat infusion agar YDC PDA และ Wakimoto agar โดยจะให้เคโลนีเป็นเมือกเยิ้มสีเหลืองหรือสีนํ้าผึ้ง สิ่งแวดล้อมที่ช่วยทำให้เกิดโรคดี คือ อุณหภูมิระหว่าง 27 – 30° ซ. ความชื้นสูงในฤดูฝน หรือฤดูที่มีหมอกหรือน้ำค้างจัดจะทำให้เกิดโรคได้ง่ายยและรุนแรง สำหรับการอยู่ข้ามฤดูของเชื้อที่สำคัญคือติดอยู่กับเมล็ดในลักษณะของ seed-borne และอาศัยเกาะกินอยู่บนเศษซากหรือต้นตอของพืชที่เหลือจากการ เก็บเกี่ยว หรืออาศัยอยู่บนต้นที่งอกขึ้นมาเองจากเมล็ดที่ร่วงหล่น อยู่ตามดิน (volunteer-seedling)

การระบาดและการเข้าทำลายพืช

การระบาดของโรคที่นับว่าสำคัญและไปได้ไกลที่สุด คือระบาดโดยเมล็ดที่มีเชื้อเคลือบเกาะติดอยู่ โดยที่เชื้อนี้จะเข้าไปในต้นพืชทันทีที่งอกจากใบเลี้ยง ไปยังใบอ่อน โดยผ่านทางช่องปากใบ (stomata) แล้วกระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ทั่วต้น ทางท่อส่งน้ำภายในต้น ส่วนการติดโรคในแปลงปลูกส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อที่อาศัยอยู่ในดิน หรือที่เกาะกินอยู่กับเศษซากพืช หรือ volunteer seedling ดังกล่าวแล้ว เชื้อเหล่านั้นจะถูกน้ำที่ใช้รดหรือนํ้าฝนชะให้กระเด็นขึ้นมาหรือพัดพาไปยังต้นพืชที่ปลูกแล้วเข้าไปภายในต้น โดยผ่านทางช่องคายน้ำ (hydratode) บริเวณขอบใบ หรือทางแผลที่เกิดจากการกัดทำลายของแมลง ต่อมาก็จะถูกส่งไปอยู่ส่วนอื่นๆ ของต้นโดยผ่านทาง vascular system ก่อให้เกิดอาการ ดังกล่าวขึ้นในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ หากไม่แน่ใจก็ให้ทำการฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ดเสียก่อนโดยการจุ่มแช่ในสารเคมี agrimycin 1,000 ppm. 30 นาที ปล่อยให้แห้งแล้วจึงค่อยนำไปปลูกหรืออาจใช้วิธีจุ่มแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 49 – 50°ซ. นาน 30 นาทีก็ได้

2. งดปลูกพืชลงในดินที่เคยมีโรคเกิดระบาดมาก่อนหรือไม่ก็ใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี

3. เก็บทำลายเศษซากพืซที่แสดงอาการของโรค ให้หมดโดยการฝังดินลึกๆ หรือเผาไฟ ไม่ปล่อยให้มีวัชพืช หรือพืชอาศัยที่อยู่ในตระกูลเดียวกับผักดังกล่าวหลงเหลืออยู่ในบริเวณหรือใกล้เคียงแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยชั่วคราวของเชื้อ

4. ระวังเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสดหรือปุ๋ยหมักให้แน่ใจว่าปุ๋ยดังกล่าวไม่ได้มาจากผักพวกเดียวกัน เพราะอาจเป็นโรคและมีเชื้อปนอยู่

5. ใช้สารเคมีฉีดฆ่าป้องกันแมลงซึ่งอาจเป็นตัวนำเชื้อหรือมากัดทำลายพืชให้เชื้อเข้าไปสู่ภายในพืชได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในระยะที่มีโรคระบาด

6. ในแปลงปลูกหากมีโรคเกิดขึ้นกับพืชต้นใดต้นหนึ่งให้รีบป้องกันต้นอื่นๆ ที่เหลือโดยการฉีดพ่นตัวสารเคมี เช่น สเตรปโตมายซินหรือแอกริมายซิน 400 – 800 ppm. หรือพวกที่มีธาตุทองแดง เช่น บอร์โดมิกซ์เจอร์ 8 : 8 : 100 คูปราวิท 40 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ทุกๆ 5-7 วันต่อครั้ง

โรคและยอดใบหงิกของพืช

(leaf curl)

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่สร้างความเสียหายกับพืชต่างๆ มากมายหลายพวกหลายตระกูลโดยจะพบเกิดระบาดทั่วไปในเกือบทุกแห่งที่มีการเพาะปลูกพืช เป็นโรคที่รู้จักและมีผู้พบเห็นกันมานาน สำหรับพืชผักที่พบว่าเป็นโรคนี้ก็ได้แก่ แตงร้าน แตงกวา ฟักเขียว พริก มะเขือเทศ ฯลฯ

อาการโรค

โดยทั่วไปแล้วโรคนี้เกิดเป็นกับพืชได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ถ้าเป็นกับพืชที่ยังเล็กหรือขณะที่เป็นต้นอ่อน จะ แคระแกร็น ใบมีขนาดเล็กลงเส้นใบนูนหนาเด่นชัดขึ้น ก้านใบหดสั้นลง เนื้อใบหงิกจีบย่นสีเข้มกว่าปกติ ในต้นโต อาการจะปรากฏที่ส่วนยอด ปลายกิ่ง ตา หรือแขนงที่แตกออกโดยใบจะหดจีบย่นสีเขียวเข้มขึ้นในระยะแรกและเหลืองซีด ในเวลาต่อมา หยุดการเจริญเติบโต ไม่ออกดอกผล หรือออกก็ผิดปกติ ลักษณะดังกล่าวเป็นอาการโดยทั่วๆ ไป อย่างไรก็ดี สำหรับพืชผักแต่ละชนิด ตลอดจนการเริ่มต้นของอาการที่เป็นกับพืชนั้นๆ อาจแตกต่างกันออกไปบ้าง ใบที่แสดงอาการอาจม้วนขึ้นด้านบนเล็กน้อยและมีเหลืองผิดไปจากธรรมดา นอกจากนั้นใบเหล่านี้จะกรอบเปราะหักง่าย บางครั้งใบจะตกคล้ายอาการเหี่ยวต่อมาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ถ้ามีผลอยู่ก็จะสุกก่อนกำหนด

สำหรับผักชนิดอื่นๆ เช่น แตงต่างๆ อาการที่เกิดขึ้นคือ ใบหด ย่น เหลือง หยุดการเจริญเติบโต ให้ดอกออกผลน้อย ในรายที่รุนแรงอาจถึงตายได้

สาเหตุโรค : Leaf curl viruses (LCV)

เป็นไวรัสพวก Geminivirus พบที่ก่อให้เกิดโรคในพืชผักต่างๆ มีมากกว่า 10 สายพันธุ์พวกนี้จะระบาดและเข้าสู่พืชได้โดยการนำของแมลงพวกเพลี้ยไฟ คือ Bemiscia tabaci โดยที่แมลงพวกนี้ เมื่อไปดูดหรือกัดกินต้นพืชที่เป็นโรคก็จะกินเอาเชื้อไวรัสเข้าไปด้วย และเมื่อกินเข้าไปแล้วครั้งหนึ่งเชื้อก็จะคงอาศัยอยู่ในตัวแมลงได้ตลอดอายุของมัน สำหรับระยะพักตัว (incubation period) ของเชื้อในตัวแมลงประมาณ 21-24 ชม. หรืออาจนานกว่า แต่ถ้าอุณหภูมิของอากาศสูง ระยะพักตัวจะยิ่งสั้นลงอาจเพียง 4-6 ชม. เท่านั้น ไวรัสพวกนี้ เมื่อถูกถ่ายจากตัวแมลงลงสู่ต้นพืช การที่พืชจะแสดงอาการให้เห็นเร็วช้าเท่าใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศภายนอกเช่นกัน ในอุณหภูมิที่สูงมากๆ อาจใช้เวลาเพียง 24 ชม. สำหรับในอุณหภูมิปกติ (25 – 30°ซ.) อาจใช้เวลาตั้งแต่ 7-14 วัน และถ้าเย็นอาจจะถึง 30 วัน

ไวรัสพวกนี้ไม่ปรากฏว่าถ่ายทอดได้ทางเมล็ด (ไม่เป็น seed-borne) การอยู่ข้ามฤดูก็โดยอาศัยอยู่ในวัชพืชที่เป็นพืชอาศัย หรือในตัวแมลงเพลี้ยไฟดังกล่าว

โรคใบและยอดหงิกของผักนี้ พบระบาดทำความเสียหาย รุนแรงในท้องถิ่น หรือบริเวณที่มีความเข้มของแสงแดดมากๆ หรือในท้องที่ที่ฤดูร้อนมีช่วงระยะเวลายาวนาน ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ แต่มีอัตราการระเหยนํ้า (evaporation) สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศดังกล่าวจะพบว่ามีแมลงเพลี้ย กระโดดระบาดมากเช่นกัน

คุณสมบัติโดยทั่วๆ ไปของ leaf curl virus คือ มียีนเป็นดีเอ็นเอ มีรูปร่างเป็นทรงกลมอยู่ติดกันเป็นคู่ๆ ขนาดประมาณ 18×36 นาโนเมตร มีพืชอาศัยอยู่หลายชนิด รวมทั้งวัชพืช และมักทำให้พืชแสดงอาการหงิกงอเสมอ

การป้องกันจำกัด

1. ป้องกันการระบาดแพร่กระจายเชื้อโดยแมลงหวี่ขาวด้วยการฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลง เช่น อโซดริน (azodrin) หรือไดเมทโธเอท(dimethoate) ในระยะที่มีการระบาดหรือทุกๆ 5-7วันต่อครั้ง

2. กำจัดทำลายวัชพืชหรือพืชอาศัยอื่นๆ บริเวณแปลงปลูก เพื่อกันไม่ให้เชื้อเข้าไปอาศัยชั่วคราวนอกฤดูปลูก หรือเป็นที่อาศัยของแมลงซึ่งมาเกาะกินแล้วนำเชื้อกลับมาสู่พืชปลูกอีก

3. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่ง่ายต่อการติดหรือเกิดโรคลงในบริเวณหรือที่ใกล้เคียงที่มีโรคระบาดอยู่

4. ปลูกพืชให้เร็วหรือล่ากว่ากำหนดหรือให้พ้นระยะการระบาดของแมลงอาจช่วยลดความเสียหายจากโรคลงได้

5. เลือกปลูกพืชโดยใช้พันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรค

โรคเน่าและเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อราSclerotinia

(Sclerotinia rot and wilt)

เป็นโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อราที่จัดว่าสำคัญของพืชผักอีกโรคหนึ่งได้มีการกล่าวถึงโรคนี้ครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา จากรัฐฟลอริดา เมื่อปี ค.ศ. 1893 ปัจจุบันพบระบาดเป็นกับพืชต่างๆ อย่างกว้างขวางหลายชนิดหลายตระกูล ในพืชที่เพาะปลูกทุกแห่งของโลก

พืชที่เป็นโรคนี้เท่าที่พบมีมากกว่า 200 ชนิด ทั้งธัญพืช ไม้ดอก ไม้ผล พืชผัก และวัชพืช เฉพาะพืชผักอย่างเดียวก็มี มากมาย เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำดาว กะหล่ำปม แครอท ข้าวโพดหวาน บีท ถั่วต่างๆ ทั้งถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วดำ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แตงร้าน แตงกวา แตงโม มะเขือเปราะ มะเขือยาว หอม กระเทียม หอมใหญ่ พริก ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม กระเจี๊ยบ มันฝรั่ง สควอช ฟักทอง แรดิช มะเขือเทศ มันเทศ ฯลฯ

อาการโรค

อาการแท้จริงที่ปรากฏให้เห็นบนพืชโดยทั่วๆ ไป คือ

เน่าและเหี่ยวเฉา นอกจากนั้นอาจมีอาการอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช และส่วนที่เชื้อเข้าทำลาย เช่นอาการ damping-off ในต้นกล้าอาการเน่าของหัว หน่อ ผล และต้น อาการแผลสะเก็ดที่ต้น กิ่งก้าน (stem canker) อาการต้นแห้งไหม้ อาการรากและโคนเน่า เป็นต้น บางครั้งอาการแผลที่ปรากฏบนผลหรือหัว อาจมีลักษณะเน่าเป็นวงกลมที่เรียกว่า circular rot เชื้อ Sclerotinia ไม่ทำลายเฉพาะพืชที่ยังอยู่ในแปลงปลูกเท่านั้น แต่ยังทำความเสียหายให้กับผลิตผลของพืชหลังเก็บเกี่ยวทั้งในขณะอยู่ในโรงเก็บขณะขนส่ง และวางขายในตลาดด้วย

อาการโดยทั่วไปเริ่มจากแผลสีนํ้าตาลเข้ม ที่ผิวของสำต้นส่วนที่อวบอ่อน อยู่ใกล้หรือต่ำกว่าระดับดินลงไปเล็กน้อยอาการดังกล่าวเมื่อเริ่มเกิดขึ้นมักสังเกตไม่เห็นจนกระทั่งพืชแสดงอาการภายนอกคือใบแก่ที่อยู่ส่วนล่างๆ ของต้นซีดจางลงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วเหี่ยว พวกผักกาดต่างๆ บางครั้งไม่แสดงอาการเหลืองแต่ก้านใบจะอ่อนพับลู่ลง ขณะที่อาการเหี่ยวทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น บริเวณแผลที่ต้นจะปรากฏเส้นใยสีขาวคล้ายปุยฝ้ายของเชื้อราเกิดขึ้นปกคลุมแผ่ขยายลุกลามออกไปโดยรอบ เป็นรัศมีวงกลมจากจุดเริ่มต้น ในกรณีของต้นกล้าเส้นใยจะเกิดลามคลุมไปทั่วทั้งต้น ทำให้ต้นกล้าตายอย่างรวดเร็ว การสร้างเส้นใยเป็นไปอย่างรวดเร็วหากความชื้นสูง นอกจากปรากฏบนส่วนของต้นที่อยู่เหนือพื้นดินแล้ว ส่วนของรากที่อยู่ใต้ดินก็ถูกเส้นใยเหล่านั้นลามลงไป ทำลายเช่นกัน หากการเข้าทำลายเกิดขึ้นบนส่วนของลำต้น กิ่งก้าน จะเกิดแผลสะเก็ด (canker) สีน้ำตาล อาจไม่มีเส้นใยเกิดขึ้นให้เห็นเหมือนบนส่วนที่อวบอ่อน โดยเฉพาะหากอากาศแห้ง และเมื่อแผลนี้เป็นรอบกิ่งต้นเมื่อใดก็จะทำให้เกิดแห้งตาย (blight) ขึ้นกับส่วนนั้นทั้งหมด

สัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของโรคที่เกิดจากเชื้อ Sclero tinia sp. นอกจากการเกิดปุยสีขาวคล้ายสำลีของเส้นใยบริเวณแผลแล้ว ในระยะปลายๆ ของการทำลายจะมีการสร้างเม็ด sclerotia กลมเล็กๆ ขนาดหัวเข็มหมุดหรือเมล็ดผักกาดสีน้ำตาลหรือดำ (เมื่อเริ่มเกิดจะมีสีขาว) อยู่ตามผิวดินบริเวณโคนต้นหรือตามแผลแคงเกอร์เป็นจำนวนมากเห็นได้ชัดเจน

สาเหตุโรค : Sclerotinia sclerotiorum

เป็นเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคกับพืชที่มีอยู่ด้วยกันหลายตัว แต่ที่พบเสมอและรู้จักกันดีโดยเฉพาะที่เป็นกับพืชผักต่างๆ ได้แก่ Sclerotinia sclerotiorum เป็นราใน Class Ascomycetes ขยายพันธุ์โดยการเกิด ascospore ภายในถุง ascus บน fruiting body รูปถ้วยหรือจานแบนๆ ที่งอกจากเม็ด sclerotium อีกทีหนึ่ง ascospore ระบาดได้ดีโดยลม แต่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนักหากไม่ตกลงบนพืชหรือพืชอาศัย จะตายภายในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะหากมีสภาพอากาศที่แห้ง แต่ถ้าตกลงบนพืชที่จะงอกและเข้าทำลายพืชได้ภายใน 2 วัน และเกิดอาการให้เห็นภายใน 4-5 วันหลังจากนั้น

สำหรับเม็ดสเคลอโรเทียมักจะสร้างขึ้นทั้งเพื่อใช้ในการระบาดและการอยู่ข้ามฤดู ปกติสเคลอโรเทียมีความทนทาน ต่อสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติได้ดีในสภาพที่แห้งและอยู่ได้นานถึง 7 ปี แต่ถ้าตกไปอยู่ในน้ำหรือถูกทำให้เปียกชื้นจะถูกทำลายหรือเน่าเสียไปในเวลาสั้น อย่างไรก็ดี สำหรับตัวเส้นใยหรือ mycelium เองนั้น ค่อนข้างต้องการความชื้นสูง ทั้งในการเจริญเติบโตและการเข้าทำลายพืช อาการโรคจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเสียหายรุนแรงในสภาพอากาศที่อิ่มตัวด้วยไอนํ้า หมอกจัด ท้องฟ้าครึ้ม มีฝนตกปรอยๆ เป็นละออง ปลูกพืชที่เว้นระยะห่างระหว่างต้นน้อยแสงแดดส่องไม่ถึงโคนต้นหรือใบพืชคลุมดินหมดตลอดเวลา หากมีเชื้อหรือการติดโรคขึ้นก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและเสียหายมาก สำหรับอุณหภูมินั้น Sclerotinia เป็นราที่เจริญได้ดีในอุณหภูมิ ปานกลางค่อนมาทางเย็นเล็กน้อยระหว่าง 16-22° ซ.

การป้องกันกำจัด

1. หลีกเลี่ยงการปลูกผักที่ง่ายต่อการติดและเกิดโรคลงในดินที่เคยมีโรคเกิดมาก่อน โดยเฉพาะดินแปลงเพาะกล้า หากไม่แน่ใจว่าสะอาดก็ให้ฆ่าทำลายเชื้อที่อาจมีปนอยู่เสียก่อนด้วยการอบด้วยไอน้ำ หรือสารเคมี เช่น ฟอร์มาลีน เมทินโบรไมด์

2. ปลูกพืชลงในดินที่มีการระบายน้ำดีโดยการยกร่องหรือพูนดินให้สูงขึ้นมาจากระดับพื้นดินธรรมดา และไม่ปลูกพืชแน่นหรือติดกันเกินไป

3. หมั่นเอาใจใส่ตรวจตราพืชที่ปลูกเมื่อพบเห็นต้นใดต้นหนึ่งแสดงอาการของโรคก็ให้รีบจัดการถอนขึ้น มาทำลายแล้วใช้เทอราคลอ ราดรดดินตรงบริเวณต้นดังกล่าวเสีย ส่วนต้นที่เหลือให้ฉีดพ่นด้วยซีเน็บ ไธแรม หรือเพ่อร์แบม ในอัตราส่วน 75-150 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ถ้าต้องการให้ได้ผลดียิ่งขึ้นก็ให้ผสมสารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง กับพวกกำมะถัน เช่น ซัลโฟรอน (sulforon) หรือโคโลดัสท์ (kolodust) ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ฉีดให้กับพืชทุกๆ 5-7 วัน การฉีดพ่นสารเคมีควรให้ถูกทั้งต้นพืชและดินพร้อมกัน

4. หลังเก็บเกี่ยวหรือตัดพืชผลแล้ว ควรถอนเก็บเศษรากหรือต้นตอซังให้หมด แล้วนำไปเผาทำลายเสียเพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยชั่วคราวของเชื้อต่อไปจนถึงฤดูปลูกใหม่

5. เนื่องจากเม็ดสเคลอโรเทียของเชื้อนี้ไม่คงทนต่อสภาพที่เปียกชื้นหากทำได้หลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วให้ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงปลูกนาน 30-45 วัน เม็ด sclerotia ที่ตกอยู่ตามดินก็จะถูกทำลายหมด ดินนาที่มีการปลูกข้าวสลับกับพืชผักมักจะไม่ค่อยมีโรคนี้เกิดขึ้น

สำหรับพันธุ์ผักที่มีความต้านทานต่อโรคนั้นในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีผักชนิดใดที่เป็นโรคนี้มีความต้านทานได้ 100% ในการปลูกพืชหมุนเวียนให้ใช้ธัญพืชพวกข้าวโพด ข้าวฟ่าง ซึ่งไม่ค่อยได้รับความเสียหายจากโรคนี้มาปลูกสลับ

โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อราVerticillium

(Verticillium wilt)

Verticillium spp. เป็นราที่พบในดินเกือบทุกชนิดและทุกแห่งโดยเฉพาะประเทศในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของโลก เป็นพาราไซท์เกาะกินและก่อให้เกิดโรคกับพืชต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางเกือบ 200 ชนิด ทั้งพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและวัชพืชต่างๆ เฉพาะผักที่ถูกเชื้อนี้เข้าทำลายและก่อให้เกิดความเสียหายได้แก่ แตงต่างๆ เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงโม กระเจี๊ยบ มะเขือยาว มะเขือเปราะ พริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผักต่างๆ อีกหลายชนิดที่เชื้อราตัวนี้เข้าเกาะกินได้ แต่ไม่ทำความเสียหายให้มากเท่าพวกที่กล่าวแล้ว ได้แก่ พวกถั่วต่างๆ ทั้ง beans และ peas หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) กะหล่ำต่างๆ บร็อคโคลี่ คึ่นฉ่าย (celery) หอมหัวใหญ่ กระเทียม ผักสลัด (lettuce) ผักกาดหัว สำหรับธัญพืชพวกข้าวต่างๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ไม่ปรากฏว่าราพวก Verticillium ขึ้นเกาะกินและก่อให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด

อาการโรค

แม้ว่าพืชได้รับเชื้อตั้งแต่ในขณะที่เป็นต้นอ่อนแต่จะแสดงอาการให้เห็นจนกว่าต้นโตขึ้นมาถึงระยะหนึ่งจึงเริ่มแสดงอาการแคระแกร็น งัน (stunt) หยุดการเจริญเติบโต ต่อมาต้น ใบจะเหลืองซีด และเหี่ยว ใบแก่ตอนล่างๆ ของต้นจะหลุบลู่ลงในที่สุดจะหลุดร่วงออกจากต้น อาการจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงลามสูงขึ้นไปยังส่วนบน ในที่สุดจะเหลืองและเหี่ยวตายทั้งต้น ในระยะนี้หากถอนต้นพืชขึ้นจากดินแล้วใช้มีดผ่ารากและลำต้นบริเวณโคนออกมาจะพบว่าส่วนของท่อน้ำท่ออาหาร (vascular bundle) ถูกทำลายเน่า เป็นสีน้ำตาลเข้ม ในรายที่เป็นรุนแรงอาการเน่าจะลามออกมา เห็นที่ผิวนอกของรากและโคนต้นด้วย ในบรรดาผักต่างๆ กล่าวแล้วพบว่ามะเขือมอญหรือกระเจี๊ยบ มะเขือลูกใหญ่ เช่น มะเขือยาว มะเขือม่วงจะเป็นโรคนี้ได้ง่ายและรุนแรงที่สุด ส่วนมะเขือเทศ มันฝรั่งนั้นค่อนข้างจะต้านทานโรคได้ดีกว่า เมื่อถูกเชื้อเข้าทำลายอาจไม่ถึงกับตายเพียงแต่แสดงอาการเหลืองและเฉาในใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ ของต้นนอกจากสิ่แวดล้อมจะเหมาะสมจริงๆ เท่านั้น

สาเหตุโรค : Verticillium albo-atrum และ V.dahliae

เป็นเชื้อรา imperfecti ใน Class Deuteromycetes อีกชนิดหนึ่ง เชื้อ Verticillium spp.ที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคเหี่ยวในพืชต่างๆ ที่พบมีอยู่ด้วยกัน 2 species โดยที่ albo-atrum เป็นพวกที่มี dormant mycelium สีเข้ม และไม่มี microsclerotia ส่วน V. dahliae นั้นมีเส้นใยที่ไม่มีสี (hyaline) และมีการสร้าง microsclerotia เพื่อใช้ในการอยู่ข้ามฤดู นอกจาก 2 species นี้แล้วยังปรากฏว่ามี races ต่างๆ แยกออกไปอีกโดยบางครั้งพบว่า race ที่ต่างออกไปนั้นจะเข้าทำลายพืชเฉพาะชนิดไม่ซ้ำกัน

สำหรับการขยายพันธุ์หรือการแพร่กระจาย Verticillium spp. จะมีการสร้างสปอร์หรือโคนิเดีย ลักษณะรูปไข่ หรือยาวรี หัวท้ายมน ไม่มีสี การเกิดอาจเกิดเดี่ยวๆ หรือเกาะกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ปลายก้าน conidiophore ที่แตกแขนงออกในลักษณะที่ตั้งตรงเป็นมุมฉาก สปอร์หรือโคนีเดียพวกนี้เมื่อแก่ก็จะหลุดออกจากก้านปลิวแพร่กระจายไปตามลม นํ้า และสิ่งที่เคลื่อนไหวทุกชนิด สปอร์พวกนี้หากไม่มีพืชให้ขึ้นเกาะกินจะมีชีวิตอยู่ไม่นานนัก จะฝ่อและแห้งไปในที่สุด ส่วนการอยุ่ข้ามฤดูจะอยู่ในลักษณะของ dark resting หรือ dormant mycelium และ microsclerotia ซึ่งจะพบอยู่ตามเศษซากพืชและตามดิน พวกนี้พบว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะหากในดินนั้นมีพืชหรือวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของมันขึ้นอยู่ ได้เคยมีผู้ทดลองนำเอาเส้นใยชนิดนี้มา เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อในห้องทดลอง ปรากฏว่ามีชีวิตอยู่ได้นานถึง 13 ปี แม้อาหารที่ใช้เลี้ยงจะแห้งไปแล้ว

การเข้าทำลายพืชเกิดขึ้นได้โดยตรง (direct penetration) โดยผ่านทางรากขนอ่อน (root hair) แต่ถ้ารากเหล่านั้นมีแผลหักหรือขาดมาก่อนโดยวิธีใดก็ตามก็จะช่วยให้ราพวกนี้เข้าไปสู่ภายในได้ง่ายและเร็วขึ้น หลังจากเข้าไปในพืชแล้วจะเจริญแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ตามระบบท่อส่งน้ำและอาหารภายในต้น แล้วสร้างสารพิษออกมาทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อตามบริเวณที่มันเจริญอยู่ให้ตายหรือสูญเสียหน้าที่ไป

สภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการเกิดและความรุนแรงของโรค

โรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อรา Verticillium sp. เป็นโรคที่ไวต่อความชื้นและอุณหภูมิของดินมาก แต่จะมากน้อยเท่าใดนั้นแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพืชที่มันเกาะกิน เช่น มะเขือยาว กระเจี๊ยบ การเข้าทำลายของเชื้อต้องการความชื้นเพียงเท่าที่พืชพวกนี้ต้องการ ในการเจริญเติบโตปกติเท่านั้น ส่วนมะเขือเทศ มันฝรั่ง ต้องการดินที่อิ่มน้ำ (saturated) อย่างน้อย 1 วัน หรือมากกว่าก่อนการเข้าทำลาย แต่สำหรับกล้าหรือต้นอ่อนของมะเขือเทศ หากรากถูกทำให้หัก ฉีก ขาด การเข้าทำลายก็อาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าในดินจะมีความชื้นเพียงเล็กน้อย สำหรับอุณหภูมินั้น ปรากฏว่าโรคนี้เกิดขึ้นได้ในช่วงอุณหภูมิตั้งแต่ 10 ∘ซ.ขึ้นไปจนถึง 30 ∘ซ. ส่วนความเป็นกรดเป็นด่างของดินนั้นพบว่า Verticillium sp. เจริญเติบโตได้ดี ในดินที่ค่อนไปทางด่าง และลดความรุนแรง ลงหาก pH ต่ำ ลงมาถึง 5.0 แต่ถ้าต่ำลงมาถึง 4.0 จะหยุดการเจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด

1. หลีกเลี่ยงการปลูกผักที่ง่ายต่อการเป็นโรคลงในดินที่เคยมีโรคเกิดมาก่อน หรือเปลี่ยนเอาพืชชนิดอื่นที่มีความต้านทานต่อโรคมาปลูกแทน

2. ขจัดทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคโดยการถอนขึ้นมาทั้งต้นและราก แล้วนำไปเผาไฟหรือฝังดินลึกๆ ไม่ปล่อยให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยหลงเหลืออยู่ตามบริเวณแปลงปลูก

3. การระบายน้ำในแปลงปลูกควรให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้น้ำแฉะหรือขังอยู่ในแปลงนานๆ

4. ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์โดยการเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน และปรับสภาพของดินให้ค่อนไปทางกรด โดยการเติมสารที่ชักนำให้เกิดกรด (acid producing agent) เช่น กำมะถัน ลงในดินก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ (ปกติจะใช้กำมะถันประมาณ 100 – 200 กก. ต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและพืชที่จะปลูก)

การเพาะกล้าควรทำในดินใหม่ที่สะอาดปราศจากเชื้อ และมีการเตรียมอย่างดีถ้าจำเป็นต้องใช้ดินเก่าก็ควรฆ่าทำลายเชื้อเสียก่อนโดยคั่วหรืออบด้วยความร้อน ไอนํ้าหรือสารเคมี เช่น เทอราคลอ ฟอร์มาลีน และวาแปม ฯลฯ

สำหรับการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อรา ในการฆ่าทำลายหรือรักษาโรคนี้โดยตรงในดินหรือกับพืชที่เป็นโรคนี้อยู่ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีสารเคมีชนิดใดใช้ได้ผลคุ้มค่าที่ควรกระทำ

โรคเน่าของที่เกิดจากเชื้อราBotrytis

โรคเน่าของผักที่เกิดจากเชื้อราจัดว่าเป็นโรคที่สำคัญและสร้างความเสียหายมากโรคหนึ่ง เป็นโรคที่พบได้ทั้งในแปลงปลูกและภายหลังเก็บเกี่ยวแล้วโดยเป็นกับผักหลายชนิด เช่น ถั่วต่างๆ ทั้งต้นและฝักไมว่าจะเป็นถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วไลม่า บีท แครอท คึ่นฉ่าย แตงร้าน แตงกวา ฟักเขียว ฟักทอง แคนทาลูป มะเขือเปราะ มะเขือยาว ผักกาดหอมใบ ผักกาดหอมห่อ กะหล่ำต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกาดขาวปลี ผักกาดหัว หอมใหญ่ หอมแดง ขิง พริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง ฯลฯ

อาการโรค

ในส่วนของต้นและผลิตผลพืชผักที่อวบนํ้า อาการจะเริ่ม จากชั้นของเซลล์ใต้ epidermis โดยเซลล์พวกนั้นจะช้ำและอ่อนลงอย่างรวดเร็ว ต่อมาสีของบริเวณที่เกิดโรคจะค่อยๆ ซีดจางคลํ้าลงและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในที่สุด บริเวณแผลจะหดยุบตัวลง เมื่อผิว epidermis แตกออกก็จะปรากฏเส้นใย (mycelium) พร้อมกับ fruiting body ของราเกิดขึ้นมากมาย ลักษณะเป็นผง และปุยสีเทาหรือน้ำตาลอ่อนๆ คลุมบริเวณแผลเน่านั้นไว้ทั้งหมดขนาดของแผลอาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ หรือโตกระจายคลุมเต็มทั้งส่วนของพืชที่ถูกเชื้อเข้าทำลาย

สำหรับพืชผักที่ให้หัวหรือแง่ง เช่น บีท แครอท เทอร์นิบ ผักกาดหัวและขิง พวกนี้หากเกิดโรคขณะยังอยู่ในแปลงปลูกบนต้นอาการอาจจะเกิดที่โคนต้นหรือที่เรียกว่า crown หรือส่วนของต้นที่อยู่ต่ำๆ จะเกิดเป็นแผลเน่าพร้อมทั้งมีเส้นใยและสปอร์สีเทาหรือนํ้าตาลคลุมอยู่เช่นกัน ส่วนบนหัวหรือแง่งที่เก็บเกี่ยวแล้ว เมื่อถูกเชื้อเข้าทำลายอาการจะเริ่มจากรอยช้ำเล็กๆ ยุบตัวลง แล้วค่อยๆ ขยายโตขึ้น ส่วนผิวจะมีลักษณะแห้งสีนํ้าตาลคล้ายหนังสัตว์ ต่อมาก็จะมีการสร้างเส้นใยขึ้นมาเจริญเติบโตพร้อมทั้งสร้างสปอร์สีเทาขึ้นปกคลุมบริเวณแผลนั้นไว้มากมายเห็นได้ชัดเจน

ส่วนที่เป็นกลีบดอกปรากฏว่าง่ายต่อการติดเชื้อนี้มากที่สุด โดยเชื้อจะเข้าทำลายและเจริญงอกงามได้ดี ทำให้เกิดอาการไหม้แห้งขึ้นกับดอกเรียกว่า blossom blight จากดอก เชื้อก็กินลุกลามต่อไปยังผลหรือฝักที่จะเกิดต่อมา ผลของมะเขือ มะเขือเทศ ฝักถั่ว แตง สควอช ที่เน่ามักจะเกิดจากการเข้าทำลายดอกในลักษณะนี้

นอกจากจะก่อให้เกิดอาการเน่ากับส่วนต่างๆ ของพืช ผักดังกล่าวแล้ว โรคนี้หากเกิดกับต้นอ่อนหรือต้นกล้าในแปลงหรือกะบะเพาะกล้าจะทำให้กล้าล้มตายคล้ายๆ กับโรค damping-off ที่เกิดจากเชื้อ Pythium debaryanum

สาเหตุโรค : Botrytis cinerea

เป็นเชื้อราจัดอยู่ในพวกที่ไม่มีการขยายพันธุ์ทางเพศ (imperfect fungi) ใน Class Deuteromycetes เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะสร้างสปอร์หรือโคนีเดีย (conidia) ลักษณะรูปไข่ (ovoid) ที่ไม่มีสี (hyaline) หรือออกเทาเล็กน้อยเกาะกันเป็นกลุ่มเหมือนพวงองุ่น (botryoid manner) บนก้านสั้นๆ ที่งอกออกมาจากก้าน conidiophore ที่แตกกิ่งก้านสาขา สปอร์หรือโคนีเดียนี้จะทำหน้าที่ขยายพันธุ์ หรือแพร่กระจายโดยติดไปกับสิ่งที่เคลื่อนไหวทุกชนิดที่ไปสัมผัส หรือถูกเข้าหรือปลิวไปตามลมได้เป็นระยะทางไกลๆ นอกจากนี้ อาจจะมีการสร้างสเคลอโรเทีย (sclerotia) ลักษณะเป็นแผ่น หรือก้อนแบนๆ (flat) สีดำแข็งขนาดต่างๆ ตั้งแต่เล็กมองด้วยตาเปล่าเกือบไม่เห็นจนถึงครึ่งนิ้ว สเคลอโรเทียพวกนี้ จะพบอยู่ตามส่วนของพืชที่เป็นโรคหรือไม่ก็ตามดิน ทำหน้าที่ คล้ายสปอร์ แต่มีความคงทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่ผิดปกติได้นานกว่า แต่จะไม่คงทนต่อความชื้นคือจะเน่าเปื่อยได้ง่าย หากตกไปอยู่ในน้ำ ก้อนหรือแผ่นสเคลอโรเทียนี้เมื่อตกไปยังที่ที่มีอาหารหรือสิ่งแวดล้อมเหมาะสมก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยเจริญเติบโตต่อไป

การเข้าทำลายพืช

เมื่อโคนีเดียหรือสเคลอโรเทียถูกพาไปตกลงบนผิวของพืชก็จะงอก germ tube ส่งเข้าไปภายในพืชโดยผ่านทางแผลไปเจริญเติบโตอยู่ภายใต้ epidermis ระหว่าง เซลล์ parenchyma ก่อให้เกิดการทำลายและสลายตัวกับเซลล์ดังกล่าวในที่สุด เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะส่งก้าน conidiophore ออกมานอกผิวพืชตรงส่วนที่ถูกทำลาย แล้วสร้างโคนีเดียขึ้นเป็นจำนวนมากปกคลุมบริเวณแผล ทำให้เห็นเป็นปุยหรือใยสีเทาดีงกล่าวแล้ว

สิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการเกิดโรค

แม้ว่า Botrytis cinerea จะอยู่ในกลุ่มของราชั้นสูง (higher fungi) แต่ก็ต้องการความชื้นที่ค่อนข้างสูงทั้งในการงอกของสปอร์หรือโคนิเดียและการเข้าทำลายพืช (infec­tion) โดยจะต้องมีความชื้นถึงจุดอิ่มตัวหรือมีความชื้นสัมพัทธ์ (relative humidity) ไม่ต่ำกว่า 90% สำหรับอุณหภูมินั้น จากการที่มีผู้ทดลองนำเอาเชื้อรานี้มาเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อ ในห้องทดลองพบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ในช่วงของอุณหภูมิตั้งแต่ 0 – 35.5° ซ. แต่จะดีที่สุดระหว่าง 2 – 25° ซ. ส่วนในการเข้าทำลายพืชนั้นอยู่ระหว่าง 22 – 23° ซ. สำหรับในแปลงปลูกหากอุณหภูมิสูงกว่า 25° ซ. แล้วความเสียหายจากโรคนี้ก็จะมีไม่มากนัก โดยสรุปแล้วโรคเน่าจากเชื้อรานี้ค่อนข้างจะชอบอุณหภูมิต่ำเล็กน้อย

การป้องกันกำจัด

1. การให้น้ำกับพืชเมื่อปลูกอยู่ในแปลง ควรทำในขณะที่ยังมีแสงแดดลมแรงและท้องฟ้าแจ่มใส ทั้งนี้เพื่อให้น้ำระเหยแห้งจากต้นพืชโดยเร็ว ในระยะที่อากาศเย็น ครึ้มฟ้าครึ้มฝน เมฆมาก ควรงดให้น้ำซั่วคราว ทั้งนี้เพื่อกันการงอก และการเข้าทำลายพืชของเชื้อ

2. ฉีดพ่นต้นกล้าหรือต้นอ่อนของผักที่เพิ่งย้ายปลูกด้วยเทอราคลอร์ ผสมกับแคปแตน อย่างละ 5 ช้อนชา (20 กรัม) ในนํ้า 1 ปี๊บ (20 ลิตร) โดยสารเคมีนี้จะใช้กับกล้าที่ปลูกในแปลงขนาด 2×5 เมตร ควรฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน ในกรณีที่มีโรคเกิดขึ้น นอกจากเทอราคลอร์และแคปแตนแล้ว อาจใช้มาเน็บ ในอัตราส่วน 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือเพ่อร์แบม 100 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นแทนก็จะช่วยลดความเสียหายจากโรคลงได้

3. ในการเก็บเกี่ยวผลิตผลระวังอย่าให้เกิดแผล หรือรอยชํ้ากับพืชโดยไม่จำเป็น ควรผึ่งลมให้ผิวพืชแห้ง ก่อนบรรจุลงในภาชนะ หีบห่อ การบรรจุก็ควรให้มีจำนวนพอดีไม่เบียดอัดกันจนแน่น ภาชนะที่ใช้บรรจุควรสะอาดปราศจากเชื้อติดอยู่ ถ้าเป็นของเก่าที่ใช้แล้วและเคยบรรจุผลิตผลที่เป็นโรคไม่ควรนำมาใช้อีก หรือไม่ก็ควรฆ่าเชื้อเสียก่อนโดยการล้างให้สะอาดหรือจุ่มแช่ฉีดพ่นด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อ เช่น เมอร์คิวริคคลอไรด์ ฟอร์มาลีนหรือสารละลายจุนสี (CuSO4) เสียก่อน ระหว่างเก็บพืชผลเอาไว้เพื่อรอการขนส่ง ควรเก็บไว้ในโรงเรือนที่แห้งโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิห้องหรือโรงเรือนควรสูงกว่า 25° ซ.

โรคคราวน์กอลล์ในผักชนิดต่างๆ

(crown-gall)

โรคคราวน์กอลล์เป็นโรคของผักชนิดต่างๆ อีกโรคหนึ่งที่มีแบคทีเรียเป็นสาเหตุ แม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่มีรายงานยืนยันเป็นทางการเกี่ยวกับโรคนี้ ตามประวัติได้มีผู้สังเกตเห็นและรายงานเกี่ยวกับโรคนี้ไว้ครั้งแรกในยุโรป โดยพบเป็นกับองุ่น เมื่อปี ค.ศ. 1853 ต่อมาในปี ค.ศ. 1907 E.F. Smith และ Townsend นักโรคพืชชาวอเมริกันจึงแยกเชื้อจากผักที่เป็นโรคได้สำเร็จ ปัจจุบันพบว่ามีพืชต่างๆ มากกว่า 40 ตระกูลที่เป็นโรคนี้ได้ เฉพาะพืชผักที่พบว่าเป็นโรคคราวน์กอลล์ ได้แก่ มะเขือเทศ แตงต่างๆ บีท ถั่วต่างๆ มันฝรั่ง แครอท กะหล่ำ ผักกาดหอม

อาการของโรค

คราวน์กอลล์เป็นโรคที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับโรคอื่นๆโดยทั่วไปกล่าวคือแทนที่เนื้อเยื่อหรือเซลล์จะถูกทำลายให้สลายตัวหรือตายไปเนื่องจากเชื้อเข้าไปเจริญเติบโตอยู่ แต่โรคนี้กลับทำให้พืชมีการสร้างเซลล์เพิ่มทวีจำนวนขึ้นมามากกว่าปกติ (hyperplasia) จนทำให้มีลักษณะเป็นปุ่มปม หรือเป็นก้อนโป่งพองใหญ่โตขึ้นมากกว่าธรรมชาติของมันที่เป็นอยู่เดิมในลักษณะที่เรียกว่า malformation หรือ fasciation อาการผิดปกติดังกล่าวอาจพบเกิดขึ้นได้บนเกือบทุกส่วนของพืช ไม่ว่าจะเป็น ต้น กิ่ง ใบ ราก แต่ส่วนใหญ่โดยเฉพาะผักต่าง ๆ จะพบเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นที่อยู่ติดกับพื้นดินที่เรียกว่า คราวน์ (crown หรือ collar) ในต้นหนึ่งๆ อาจมีก้อนกอลล์เกิดขึ้นเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนก็ได้ ขนาดก็มีตั้งแต่เป็นเม็ดเล็กๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียว จนโตมีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายนิ้วขนาดลูกเทนนิสก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด ของพืช และความรุนแรงของเชื้อ ส่วนลักษณะรูปร่างของกอลล์อาจเป็นก้อนกลมหรือเป็นรูปทรงอย่างไรก็ได้ ผิวนอกมักจะขรุขระคล้ายฟองนํ้า เมื่อเริ่มแสดงอาการมักจะเป็นสีขาว หรือครีมอ่อนๆ และจะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลหรือเข้มขึ้นเมื่อเป็นนาน ๆ กอลล์ที่เป็นกับผักหรือพืชล้มลุกมักจะอ่อนนิ่มไม่แข็ง และไม่มีลักษณะเป็นเนื้อไม้เหมือนในพวกไม้ยืนต้น และไม้ผลบางชนิดการเกิดกอลล์พบว่าเกิดจากสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง คือ gene T-DNA หรือ Ti-plasmid ซึ่งมีอยู่ในเซลล์ของแบคทีเรีย มีหน้าที่ควบคุมและเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ เมื่อสารนี้ถูกถ่ายทอดไปยังโครโมโซมของเซลล์พืชก็จะทำให้เกิดการแบ่งตัวเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วจนเกิดอาการบวมโป่งพองโตกว่าปกติ เป็นปุ่มปมขึ้น

สำหรับความเสียหายนั้นเนื่องจากโรคนี้เกิดเป็นกับพืชได้ทุก ระยะการเจริญเติบโตโดยเฉพาะผัก ถ้าเป็นในระยะที่เป็นต้นอ่อนจะทำให้หยุดการเจริญเติบโตแคระแกร็นอ่อนแอเป็นช่องทางให้โรคอื่นๆ เข้าทำลายได้ง่ายขึ้นและไม่คงทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปแม้แต่เพียงเล็กน้อย สำหรับในต้นโตก็จะไม่สมบูรณ์เก็บเกี่ยวผลได้น้อย หรือทำให้เกิดความไม่น่าดู ราคาตก

สาเหตุโรค : Agrobacterium tumefaciens

เป็นเชื้อแบคที่เรียกที่แยกออกมาจากพืชและตั้งชื่อให้ครั้งแรก โดย E.F. Smith และ Townsend เมื่อปี ค.ศ. 1907 ในประเทศสหรัฐอเมริกา

การเข้าทำลายของเชื้อส่วนใหญ่จะเข้าโดยผ่านทางแผลที่เกิดจากการปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับต้นพืช เช่น การพรวนดิน การตัดแต่ง ริดกิ่ง ใบ ตา หรืออื่นๆ ส่วนการอยู่ข้ามฤดูเชื้ออาจอยู่ได้ทั้งในดินในเศษซากพืชหรือในกอลล์บนพืชอาศัยสำหรับในดินหากไม่ปลูกพืชที่เป็นโรคซํ้าลงไปเชื้อจะตายภายใน 2 ปี อุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตและการทำให้เกิดโรคของเชื้อตั้งแต่ 25 – 30° ซ. ส่วน pH พบว่าโรคคราวน์กอลล์จะเป็นกับพืชที่ปลูกในดินที่เป็นด่างมากกว่าในดินที่เป็นกรด

การป้องกันกำจัด

1. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่เป็นโรคได้ลงในดินที่เคยมีโรคเกิดระบาดมาก่อน หรือใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียน โดยนำเอาพืชพวกธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวฟาง หน่อไม้ฝรั่ง หรือหอมใหญ่มาปลูกสลับอย่างน้อย 3-4 ปี

2. หากไม่แน่ใจว่าดินปลูกมีเชื้อสาเหตุอยู่หรือไม่ เฉพาะแปลงกล้าให้ทำการฆ่าเชื้อในดินนั้นเสียก่อนโดยการอบด้วยความร้อนหรือไอน้ำ หรือสารเคมี เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์

คลอโรพคริน (chloropicrin) และสารละลายเมอร์คิวริคคลอไรด้ 1 : 1,000 เสียก่อน แล้วจึงค่อยปลูกพืชลงไป

3. หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดแผลกับส่วนของราก และบริเวณโคนต้น เพราะอาจเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าไปสู่ภายในพืชได้ง่ายขึ้น ส่วนการกำจัดแมลงหรือไส้เดือนฝอย ที่อาจมากัดทำลายรากและต้นพืชนั้นให้ใช้สารเคมีชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อ Pseudomonas solanacearum ดังได้กล่าวแล้ว

4. ปรับ pH ของดินปลูกให้เป็นกลางหรือเป็นกรดเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ

โรคเหี่ยวของพืชผักที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

(bacterial wilt)

ได้แก่โรคเหี่ยวที่เกิดกับผักต่างๆ ซึ่งมีแบคทีเรีย (Pseudomonas solanacearum) เป็นสาเหตุ จัดเป็นโรคทั่วๆ ไป ที่สำคัญอีกโรคหนึ่งรองลงมาจากโรคเน่าเละ สามารถทำลายและก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชและผักมากมายหลายชนิด หลายตระกูลยิ่งกว่าเชื้อใด แม้จะเป็นโรคที่เกิดเฉพาะในแปลงปลูกกับพืชมีชีวิตขณะเจริญเติบโตเท่านั้นแต่พืชที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มักจะตายหรือไม่สามารถเก็บผลิตผลได้ พบว่าพืชที่เชื้อแบคทีเรียตัวนี้สามารถเข้าทำลายและก่อให้เกิดโรคได้มีมากกว่า 200 ชนิด ไม่เฉพาะพืชผักแต่ยังรวมไปถึงไม้ยืนต้น เช่น ต้นสัก ไม้ผล เช่น กล้วย  พืชไร่ เช่น ละหุ่ง มันสำปะหลัง ยาสูบ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง งา ปอ ไม้ดอกหลายชนิด เช่น เบญจมาศ ทานตะวัน ดาเลีย เพททูเนีย โฮลีฮ็อค ฯลฯ สำหรับพืชผักได้แก่พริกต่างๆ มะเขือยาว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ขิง สปิแนช (spinach) นอกจากนั้นยังพบว่ามีพืชอาศัยที่เชื้อตัวนี้สามารถเข้าไปอาศัเกาะกินพักตัวชั่วคราวนอกฤดูปลูกอีกหลายชนิด เช่น บีทมันเทศ แรดิช แตงโม อ้อย ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วผี กก ฝ้ายกระเจี๊ยบ แครอท และสตรอเบอร์รี่

อาการโรค

แม้ว่าเชื้อ P. solanacearum จะมีพืซอาศัยกว้างมากแต่สำหรับในผักแล้วส่วนใหญ่จะสร้างความเสียหายให้กับพืชในตระกูล Solanaceae พวก พริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง และตระกูลอื่นอีก 2-3 ชนิด เช่น สปิแนช ขิง อาการครั้งแรกจะเริ่มจากใบแก่ส่วนล่างๆ ของต้นเหี่ยวเฉา ปลายลู่ลงในตอนกลางวันที่อากาศร้อน และจะกลับสดอย่างเดิมในเวลากลางคืน อาการเหี่ยวจะรุนแรงขึ้นในวันต่อมาลามจากส่วนล่างขึ้นไปหายอด จนในที่สุดจะเหี่ยวอย่างถาวรทั้งต้น ผักที่อ่อนแอและเป็นโรคง่ายจะตายทั้งๆ ที่ยังเขียวอยู่ ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 วัน หลังจากที่แสดงอาการให้เห็น ใบแก่ที่เหี่ยวบางครั้งอาจมีอาการซีดจางหรือ chlorosis เส้นแกนใบยืดยาวออก ส่วนในพืชที่แข็งแรงค่อนข้างมีความด้านทานต่อโรคหรือพืชอาศัยต่างๆ ดังได้กล่าวแล้วเมื่อถูกเชื้อทำลายจะไม่ถึงกับตาย อาจแสดงอาการเหี่ยวเพียงเล็กน้อยหรือไม่ก็เพียงแต่แคระแกร็นเจริญเติบโตช้าลงเท่านั้น

อย่างไรก็ดี อาการที่เกิดขึ้นกับพืชต่างๆ นอกจากจะเหี่ยว แล้วอาจมีอาการอย่างอื่นอีก เช่น ใบเหลืองอย่างรวดเร็ว ใบม้วนงอ ต้นหรือรากเน่าและแห้งตายทั้งต้น มะเขือเทศจะพบว่ามีการสร้างรากลอย (adventitious root) เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากตรงบริเวณโคนต้น แต่ทั้งหมดนี้จะมีอาการที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เมื่อเริ่มแสดงอาการให้เห็นในระยะแรกหากถอนต้นขึ้นมาจากดินแล้วใช้มีดตัดหรือผ่าลำต้นบริเวณโคนออกดูจะเห็นส่วนที่เป็นท่อน้ำท่ออาหาร (vascular bundle) เน่าเป็นวงสีนํ้าตาล (ทำให้เรียกโรคนี้ ได้อีกชื่อหนึ่งคือโรค brown ring) และเมื่อทิ้งไว้สักพัก ไม่เกิน 10 นาทีจะมีเมือก (bacterial ooze) สีขาวขุ่นลักษณะเหนียวหนืดซึมเยิ้มออกมาเกาะเป็นหยดตรงรอยตัดดังกล่าว หรือถ้านำเอาส่วนปลายที่ตัดออกจุ่มลงในน้ำสะอาดในขวดหรือแก้ว ใสสักครู่ก็จะเห็นของเหลวสีขาวขุ่นไหลออกมาเป็นสายลงไปยังก้นขวดหรือแก้วนั้น ของเหลวที่มีลักษณะเป็นยางเหนียว หรือที่ไหลออกมาเป็นสายปนกับนํ้าดังกล่าว คือเมือก ซึ่งประกอบด้วยเซลล์แบคทีเรียเป็นจำนวนมากที่เกิดและเจริญเติบโตอยู่ภายในท่อน้ำท่ออาหารของต้นพืชที่เป็นโรคนั้นเอง ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่จะไม่พบในโรคเหี่ยวที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น รา ไส้เดือนฝอย หรือไวรัส

สาเหตุโรค : Pseudomonas solanacearum

เป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในดิน (soil-inhabitant) ลักษณะตัวเป็นแท่ง (rod-shaped) มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5 – 0.6 X 0.8 – 1.2 ไมครอน เคลื่อนไหวได้โดยมีหางจำนวน 1-4 เส้นที่ปลายด้านหนึ่งของเซลล์ (pollar flagella) เมื่อนำมาเลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อโคโลนีจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก ลักษณะไม่แน่นอนหรือค่อนข้างกลม ผิวหน้าเรียบ เมื่ออายุยังน้อยจะมีสีครีมอ่อนหรือขาวขุ่น แต่จะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลอ่อนเมื่ออายุมากขึ้น

การแพร่ระบาดและการเข้าทำลายพืชของเชื้อ

การระบาดของโรคอาจเกิดขึ้นได้โดยวิธีต่างๆ ดังนี้คือ

1. ระบาดโดยเมล็ดพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์ เมล็ด หรือส่วนขยายพันธุ์ที่เก็บจากต้นที่เคยเป็นโรคหรือจากแหล่งปลูกที่มีโรคระบาดจะมีเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเคลือบ หรือเกาะติดอยู่ (contaminate) ที่ผิวด้านนอก เมล็ดและส่วนขยายพันธุ์พวกนี้เมื่อนำไปปลูกยังที่ใหม่ก็เท่ากับนำเชื้อไปปล่อยหรือใส่ลงยังที่ใหม่นั้น โดยเชื้อที่ติดมาจะเข้าทำลายต้นพืชใหม่ทันทีที่งอก ต่อมาก็จะก่อให้เกิดโรคและระบาด แพร่กระจายออกไปในที่สุด การระบาดโดยวิธีนี้จัดว่าสำคัญ ในกรณีของโรคที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุ เพราะกระจายออกไปได้กว้างขวาง และเป็นระยะทางไกลที่สุดเท่าที่เมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์นั้นจะถูกนำไปเป็นการระบาดที่ยากต่อการสังเกตเห็นและตรวจสอบจนกว่าจะปลูกจนงอกขึ้นเป็นต้นแล้ว ยกเว้นการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือที่จำเป็นและโดยนักวิชาการที่มีความรู้ความชำนาญโดยเฉพาะเท่านั้น

2. ระบาดโดยติดไปกับดิน ได้แก่ การใช้ดินปลูก หรือเคลื่อนย้ายดินที่มีเชื้อติดหรือปะปนอยู่ เอาไปทำเป็นแปลงหรือกะบะเพาะกล้าหรือเอาไปถมทำเป็นที่ปลูกพืช โอกาสที่พืชที่ปลูกใหม่ในดินนั้นจะติดโรคก็เป็นไปได้มาก ทั้งนี้เพราะดินจัดเป็นแหล่งอาศัยที่ดีของเชื้อแบคทีเรีย จากต้นพืชที่เคยเป็นโรคเมื่อตายลงหรือเมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชตกหล่นลงไปอยู่ตามดินเชื้อก็จะติดลงไปด้วยและจะเจริญเติบโตต่อไปในดินนั้น โดยอาศัยเกาะกินเศษซากพืชต่อไปได้อีกเป็นเวลานาน เมื่อใดที่ปลูกพืชซํ้าลงในดินนั้นเชื้อก็จะกลับขึ้นมาเกาะกินก่อให้เกิดการติดโรคขึ้นได้อีก นอกจากนั้นแล้วเศษดินที่ติดไปกับเครื่องมือกสิกรรมบางอย่าง เช่น จอบ เสียม พลั่ว ล้อรถแทรกเตอร์ที่ใช้ในไร่หรือล้อรถยนต์ บรรทุกที่ใช้ในการขนส่ง แม้กระทั่งดินที่ติดไปกับรองเท้าก็อาจเป็นต้นเหตุทำให้เชื้อแพร่ระบาดได้เช่นกัน

3. ระบาดโดยน้ำ น้ำซึ่งจะทำให้เชื้อโรคเหี่ยวที่เป็นแบคทีเรียระบาด ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำที่ไหลผ่านแปลงหรือดินปลูกที่เคยหรือกำลังมีโรคเกิดอยู่ เช่น การให้น้ำ ระบบชลประทานแบบปล่อยน้ำไหลผ่านร่องดิน (furrow) เมื่อน้ำนั้นไหลผ่านดินหรือต้นที่เป็นโรคเชื้อที่อยู่ในดินบริเวณรอบๆ หรือที่ติดอยู่ในเศษซากพืชที่ตกหล่นอยู่ตามดินก็จะถูกชะพัดพาให้แพร่ระบาดไปตามทางที่น้ำนั้นไหล ผ่านไปถึง ตัวอย่างในธรรมชาติที่มักจะพบเห็นได้เสมอจากการระบาดขโรคเหี่ยวโดยนํ้าก็เช่น การปลูกพืชตามลาดเนินหรือเชิงเขา เช่น การทำไร่ขิงในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชุมพรหรือในจังหวัดเพชรบูรณ์และเชียงรายหลายแห่งซึ่งที่ปลูกมักจะมีลักษณะเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ หรือไม่ก็เป็นเชิงลาด การระบาดของโรคเหี่ยวของขิงซึ่งพบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกันนี้มักจะเริ่มจากยอดเนินหรือส่วนสูงของเชิงลาดก่อนแล้วระบาดเลื่อนต่ำลงมาปลายเนินเป็นแนวยาว โดยเฉพาะตามบริเวณสองข้างของร่องนํ้าที่น้ำไหลผ่านลงมาจะเห็นต้นขิงเหี่ยวเหลืองและตายเป็นแถวๆ ชัดเจน

หลังจากที่เชื้อถูกพาให้ระบาดไปแล้วเมื่อพบพืชก็จะเข้า

ไปสู่ภายในพืชโดยผ่านทางแผลหรือช่องเปิดธรรมชาติที่พืชมีอยู่โดยเฉพาะที่ราก แผลอาจจะเกิดโดยการเขตกรรม การกัดทำลายของแมลง ไส้เดือนฝอย หรือการถอนย้ายกล้าจากนั้นก็จะไปเจริญเติบโตอยู่ภายใน xylem หรือเนื้อเยื่อรอบ xylem ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อดังกล่าวถูกทำลาย ขณะเดียวกันจากการเพิ่มทวีจำนวนอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียทำให้เกิดเป็นเมือก (slime) ที่เหนียวข้น ก่อให้เกิดการอุดตันขึ้นกับท่อ xylem พืชไม่สามารถดูดกลืนส่งน้ำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของต้นได้เป็นปกติ ทำให้เกิดการเหี่ยวขึ้นในที่สุด

สภาพสิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมการเกิดโรค

1. อุณหภูมิ โรคนี้มักจะพบระบาดสร้างความเสียหายให้กับพืชในซีกโลกเขตร้อนหรือภูมิประเทศแถบศูนย์สูตรมากกว่าในเขตหนาว ตามรายงานจากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โรคนี้จะระบาดทำความเสียหายให้กับมะเขือเทศ มันฝรั่ง และยาสูบเฉพาะในรัฐต่างๆ ทางภาคใต้เท่านั้น จึงทำให้มีชื่อเรียกโรคนี้ได้อีกอย่าง คือ  Southern bacterial wilt และจากที่ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับอุณหภูมิในการทำให้เกิดโรคโดยนักโรคพืชหลายท่านต่างให้ความเห็นพ้องกันว่า โรคนี้จะเกิดได้ดีและสร้างความเสียหายรุนแรงให้กับพืชที่อุณหภูมิของดินที่ 36 ∘ซ.อุณหภูมิของอากาศ 28 ∘ซ. ขึ้นไป สำหรับในประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนจึงพบโรคนี้ระบาดและสร้างความเสียหายให้ทุกแห่งที่เกิดขึ้น ส่วน thermal death point (อุณหภูมิที่ทำให้เชื้อตายใน 10 นาที) ของเชื้อนี้อยู่ระหว่าง 48.8 – 51.6° ซ.

2. ความชื้นในดิน เนื่องจากเป็นโรคที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุ ฉะนั้นความชื้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นไม่เพียงแต่จะช่วยให้แบคทีเรียทวีจำนวนเพิ่มปริมาณได้มากและเร็วขึ้นเท่านั้นแต่ยังเป็นตัวช่วยให้เชื้อแพร่กระจายและเข้าสู่ภายในเนื้อเยื่อของพืชได้ดีขึ้นด้วย ส่วนใหญ่แล้วจึงพบว่าโรคนี้ระบาดได้ดีในดินที่มีความชื้นสูงหรือปานกลางมากกว่าในดินแห้ง

3. ชนิดของดินปลูก จากการสำรวจศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ในประเทศไทยที่ผ่านมา พบว่าโรคนี้สามารถสร้างความเสียหายให้กับพืชผักต่างๆ ได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียว ดินร่วน ดินปนทราย ดินป่าทั้งในที่ลาด ที่เนินหรือภูเขาทั้งภาคเหนือ อีสาน ภาคกลางและภาคใต้

4. ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน เชื้อ p. solanacearum  ทำความเสียหายให้กับพืชได้ทั้งในดินที่เป็นกรดและด่าง แต่ค่อนข้างจะรุนแรงกว่าในดินที่เป็นกรดเล็กน้อย ที่ pH ระดับ 6.8 – 6.9 แต่ก็จะลดความรุนแรงหรือหยุดการเจริญเติบโตในดินที่เป็นกรดจัดที่ pH 4.3

5. ธาตุอาหารในดิน ปรากฏว่าดินปลูกที่ขาดหรือมีธาตุไนโตรเจนต่ำจะเป็นโรคง่ายและรุนแรงกว่าดินที่อุดมสมบูรณ์หรือมีไนโตรเจนสูง

การป้องกันกำจัด

การป้องกันเพื่อลดความเสียหายหรือเพื่อไม่ให้มีโรคเกิดขึ้น อาจทำได้โดยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. การใข้พันธุ์ต้านทานโรค (resistant variety) ปัจจุบันจะยังไม่มีพืชผักชนิดใดหรือพันธุ์ใดที่ผลิตขึ้นเป็นการค้าจะต้านทานโรคนี้ได้ 100% แต่ผักแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็น พริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง หรืออื่นๆ ต่างก็จะมีความยากง่ายต่อการเกิดโรคไม่เท่ากัน การเลือกปลูกพืชชนิดที่เป็นโรคยากจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสียหายลงได้บ้าง ในบรรดาพืชในตระกูล Solanaceae พบว่า มะเขือพวง (Solanum torvum) มีความต้านทานต่อโรคนี้สูงและดีที่สุด โดยเชื้อ P. solanacearum ไม่สามารถเข้าทำลายก่อให้เกิด ความเสียหายได้ จึงมีผู้ทดลองนำเอาพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน อื่นๆ มาทาบหรือต่อเข้ากับต้นตอของมะเขือพวงดังกล่าว ซึ่งใช้เป็น stock ก็ปรากฏว่าสามารถเจริญเติบโตให้ผลและรอดพ้นจากการทำลายของโรคลงได้ แต่วิธีนี้ก็มีข้อจำกัดคือ เปลืองแรงงาน ไม่สามารถทำกับพืชในแปลงปลูกในปริมาณมากๆ ได้

2. การกันไม่ให้เกิดโรค (exclusion) ได้แก่ การปฎิบัติต่างๆในอันที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นซึ่งสามารถทำได้โดย

2.1 การใข้เมล็ดพันธฺหรือส่วนที่จะใช้ทำพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรค

2.2 การจำกัดบริเวณหรือการกักกันพืช (Quarantine) ได้แก่ การป้องกันการเกิดโรคโดยการห้ามเคลื่อนย้ายส่วนของพืชที่เป็นโรคจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง รวมไปถึงการนำเข้าหรือส่งออกส่วนของพืซที่สงสัยว่าจะเป็นหรือมีโรคติดเข้ามายังที่ที่มีการปลูกพืชอย่างเดียวกันหรือไปยังที่อื่นๆ หรือไม่ก็ให้มีการกักเพื่อการตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลอดโรคแล้วระยะหนึ่งเสียก่อน

2.3 การปรับสภาพสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะความเป็นกรด-ด่างของดินไม่ให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของโรค เนื่องจากเชื้อ P. solanacearum จะเจริญเติบโตและเข้าทำลายพืชได้ดีในดินที่เป็นกลางหรือค่อนมาทางกรดเล็กน้อย (pH 6.8-7.0) แต่ถ้าเป็นกรดจัด pH ต่ำลงมาถึง 4.3 แล้วก็จะหยุดการเจริญเติบโตและไม่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ นอกจากนั้นยังพบว่าเป็นเชื้อที่ไม่ชอบ และค่อนข้างไว (sensitive) ต่อธาตุกำมะถัน ด้วยเหตุนี้การเติมสารที่ชักนำให้เกิดกรดขึ้นกับดิน เช่น กรดกำมะถัน(H2SO4) โปแตสเซียมซัลเฟต หรือกำมะถันลงในดินปลูก หลังเก็บเกี่ยวผล แล้วปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เชื้อที่มีอยู่ในดินดังกล่าวก็จะถูกทำลายไม่อาจก่อให้เกิดโรคได้อีก หลังจากปล่อยทิ้งไว้ประมาณหนึ่งเดือนก่อนจะปลูกพืชลงไปใหม่จึงค่อยแก้ความเป็นกรดของดินให้กลับเป็นกลางหรือด่างเล็กน้อยเสียก่อนโดยการเติมปูนขาวลงไป ในการใช้กำมะถันเพื่อฆ่าเชื้อในดินนี้ให้ใช้ปริมาณ 100 – 150 กก. ต่อไร่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับ pH ของดินที่มีอยู่เดิม ส่วนปูนขาวที่จะใส่เพื่อแก้ความเป็นกรดของดินต่อมาเพื่อให้ปลูกพืชได้อีกนั้นก็อยู่ในราว 500 – 550 กก.ต่อไร่

2.4 การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ได้มีผู้ทดลองใช้ปุ๋ยยูเรียใส่ลงในดินในปริมาณ 400 กก. ต่อไร่ ก่อนปลูกพืชสองเดือนครึ่ง ปรากฏว่าสามารถป้องกันโรคเหี่ยวในมะเขือเทศ มันฝรั่ง มะเขือ พริก ละหุ่งและเพทูเนีย ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ สำหรับพวกอินทรีย์วัตถุหรือปุ๋ยคอก เมื่อใส่ลงในดินนอกจากจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แล้วยังช่วยเร่งการเจริญเติบโตเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ ให้มีมากขึ้นด้วย และพวกนี้บางชนิดอาจจะมีพวกที่เป็นศัตรูพืชธรรมชาติ (ahtagonist) ของเชื้อ P. solanacearum ทำให้ ลดปริมาณลงได้

2.5 การปรับระดับความชื้นในดิน เนื่องจากเชื้อสาเหตุเป็นแบคทีเรีย ต้องการความชื้นสูงทั้งในการเจริญเติบโตและเข้าทำลายพืช การควบคุมปริมาณความชื้นในดินให้พอเหมาะไม่ชื้นแฉะมีน้ำขัง การเตรียมดินที่ดีโดยการยกร่องผิวหน้าร่วนซุยมีการระบายน้ำถ่ายเทอากาศดี ก็จะช่วยลดการเกิดและความเสียหายจากโรคได้

3. การทำลายต้นตอและแหล่งกำเนิดของโรค (eradication)

3.1 เก็บทำลายต้นที่เป็นโรคตลอดจนชิ้นส่วนต้นตอพืชที่เป็นโรคโดยการเผาหรือฝังดินเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังที่อื่นๆ ได้ต่อไป

3.2 ทำลายพืชอาศัย (alternate hosts) และต้นที่งอกจากเมล็ดที่ตกหล่นอยู่ตามดิน (volunteer seedling) เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยชั่วคราวหรืออยู่ข้ามฤดูปลูกของเชื้อสาเหตุโรค

3.3 ปลูกพืชหมุนเวียน (crop rotation) โดยการเปลี่ยนหรือสลับเอาพืชอื่นที่เชื้อไม่สามารถเข้าทำลาย หรือก่อให้เกิดโรคได้มาปลูกแทนอย่างน้อย 5 ปี พืชที่เชื้อ P. solanacearumi ไม่สามารถเข้าทำลายหรือก่อให้เกิดโรคเหี่ยวได้ก็ได้แก่พวกธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หรือมันเทศ

4. การป้องกันไม่ให้เกิดโรค (protection)

4.1 ทำลายไส้เดือนฝอยหรือแมลงบางชนิดที่อาศัยอยู่ในดินที่อาจกัดทำลายรากหรือส่วนของต้นพืช ที่อยู่ในดินหรือระดับผิวดิน อันจะเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าไปสู่ภายในพืชได้ง่ายและเร็วขึ้น การป้องกันกำจัดไส้เดือนอาจทำได้โดยใช้สารเคมีประเภทระเหยเป็นไอ อบ รม หรือราด รดลงในดิน เช่น เมททิลโบรไมด์ (methyl bromide) คาร์โบฟูราน ส่วนแมลงกัดกินต้นซึ่งอาจได้แก่ มด จิ้งหรีด พวกด้วงหมัดและหนอนบางชนิด ก็ให้ใช้เซวิน (sevin) หรือ ดิลดริน (dieldrin) ผสมนํ้าฉีดพ่นบริเวณโคนต้นหรือราดรด ลงในดิน นอกจากนั้นก็อาจใช้วิธีหลีกเลี่ยงการปลูกพืชลงในดินที่ทราบว่ามีไส้เดือนฝอยหรือแมลงศัตรูพืชดังกล่าวอาศัยอยู่ก็จะช่วยลดหรือป้องกันการเกิดโรคได้

4.2 ใช้สารเคมีฉีดพ่นหรือจุ่มแช่เมล็ด หรือส่วนที่ใช้ปลูกคือต้นและรากพืช แม้ว่าการใช้สารเคมีต่างๆ ในการป้องกันรักษาโรคนี้โดยตรงยังให้ผลไม่สู้ดีนัก เนื่องจากเป็นเชื้อที่ส่วนใหญ่จะเข้าทำลายส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน และเมื่อเข้าไปแล้วก็จะไปอาศัยอยู่ในท่อส่งนํ้าภายในต้น สารเคมีที่จะให้ผลจึงต้องเป็นสารเคมีประเภทที่พืชสามารถดูดซึม (systemic) เข้าไปภายในต้นได้ เช่น สเตรปโตมายซิน (streptomycin) หรือแอกกริมายซิน (agrimycin) โดยเอาหน่อ หัว เหง้า แง่ง หรือรากของต้นกล้าที่ถอนจากแปลงเพาะจุ่มแช่ก่อนนำไปปลูกในแปลงใหญ่ สำหรับความเข้มข้นของสารเคมีที่ใช้ในการจุ่มแช่ปกติจะเข้มข้นกว่าที่ใช้ในการฉีดพ่นให้กับต้นประมาณเท่าตัว คือ อยู่ระหว่าง 800-2,000 ppm.

5. การเขตกรรม (cultural practices)

ได้แก่วิธีการต่างๆ ที่ปฏิบัติต่อพืชตั้งแต่เริ่มการเตรียมการปลูกไปจนขณะที่พืชกำลังเจริญเติบโต เช่น

5.1 หลีกเลี่ยงการปลูกพืชลงในแหล่งที่เคยมีโรคระบาดหรือในฤดูที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค เช่น ฤดูฝน ฤดูร้อนที่มีอากาศชื้น

5.2 หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดแผลทับราก และส่วนของต้นพืชบริเวณพื้นดินจากการถอนกล้า การให้ปุ๋ย พรวนดิน การกำจัดวัชพืช การเพาะกล้าในกะบะทราย หรือขี้เถ้าแกลบหรือสาร vermiculite จะช่วยลดความเสียหายของรากจากการถอนย้ายกล้าได้ดีกว่าเพาะในแปลงดิน การปลูกพืชลงในแปลงปลูกโดยตรงโดยไม่มีการถอนย้ายกล้าก็จะช่วยให้ปลอดภัยจากโรคนี้ได้ดีขึ้น

โรคเน่าเละของพืชผักที่เกิดจากแบคทีเรีย

โรคสำคัญของผัก

ได้แก่โรคที่เกิดกับผักที่เจริญเติบโตพ้นระยะกล้าแล้ว โดยมีสาเหตุจากเชื้อต่างๆ หลายชนิด และไม่เจาะจงว่าจะเป็นกับผักอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นโรคที่เกิดขึ้นและพบเห็นได้ทั่วไปทั้งขณะที่ยังอยู่ในแปลงปลูก และหลังเก็บเกี่ยวแล้ว

(bacterial soft rot)

เน่าเละเป็นโรคที่ได้รับการจัดลำดับให้อยู่ในกลุ่มของโรคที่สำคัญมากโรคหนึ่งของพืชผักทั้งในด้านของการระบาดและความเสียหาย เป็นโรคที่แพร่หลายที่สุด จะพบเกิดขึ้นทั่วไปในทุกห้องถิ่นที่มีการปลูกผัก โดยเฉพาะหากสิ่งแวดล้อมเหมาะสมความเสียหายจะเป็นไปอย่างรุนแรงมาก เป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับพืชผักต่างๆ หลายชนิด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม ผักกาดขาว ผักกวางตุ้ง ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหอม บร็อคโคลี คึ่นแย แครอท ผักกาดหัว แตงร้าน แตงกวา ฟัก แฟง สคว๊อทซ์  ฟักทอง มะเขือยาว มะเขือเทศ ถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพดหวาน หน่อไม้ฝรั่ง โดยโรคจะเกิดขึ้นกับทุกส่วนที่เป็นเนื้ออ่อนและอวบนํ้าของผักเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล หัว ฝัก ได้ทุกระยะการเจริญเติบโตทั้งขณะที่ยังอยู่ในแปลงปลูกและหลังเก็บเกี่ยวแล้ว

อาการโรค

ลักษณะอาการโดยทั่วๆ ไปของโรคเน่าเละบนผักทุกซนิดจะคล้ายๆ กัน เริ่มจากรอยแผลชํ้าฉ่ำนํ้า (water soaked) จุดเล็กๆ ขึ้นก่อน ต่อมาหากสิ่งแวดล้อมเหมาะสม แผลดังกล่าวจะขยายโตออกทั้งโดยรอบและลึกลงไปภายในเนื้ออย่างรวดเร็วขณะเดียวกันเนื้อเยื่อส่วนนี้ก็จะอ่อนยุบตัวลง ภายในเวลาเพียง 1 หรือ 2 วัน อาการเน่า จะกระจายออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งส่วนของพืชที่ถูกเชื้อเข้าทำลาย ลักษณะของแผลจะเละแฉะเป็นเมือกเยิ้ม มีสีคล้ำ หรือน้ำตาล พร้อมกับมีกลิ่นเหม็นฉุนเฉพาะตัว ซึ่งไม่เหมือนกลิ่นใดๆ ในผักหัว เช่น แครอท ผักกาดหัว กะหล่ำปม หากเกิดโรคขึ้นในขณะที่อยู่ในแปลงปลูก จะสังเกตเห็นส่วนยอดของต้นหรือใบเหลือง ต้นเหี่ยวและตายในที่สุด ในมะเขือเทศถ้าเป็นกับลูกสุกขณะยังอยู่กับต้น เนื้อภายในจะถูกทำลายเละหมด แม้ เปลือกและผิวนอกจะยังคงดีอยู่ สำหรับกะหล่ำดอก หรือบร็อคโคลี่ในแปลงปลูกโรคมักจะเกิดตรงส่วนของต้นระหว่างใบกับช่อดอกโดยจะเกิดเป็นแผลช้ำและเน่าเป็นสีน้ำตาล ลักษณะเปื่อยยุ่ย เมื่อเอามือไปจับต้นจะหักหลุดขาดออกมาโดยง่าย ส่วนกะหล่ำปลีและผักกาดขาวปลี โรคจะเกิดขึ้นกับส่วนของก้านใบหรือใบที่ห่อเป็นหัวชั้นนอกสุดก่อนแล้วค่อยขยายรวมลึกเข้าไปภายใน หากเป็นมากๆ ในแปลงปลูกจะมองเห็นแผลเป็นสีนํ้าตาลอยู่ที่เปลือกนอกของหัวอย่างชัดเจน ผักกาดขาวหรือผักกาดเขียวปลีส่วนใหญ่โรคจะเกิดตรงโคน ใบที่ติดกับต้นตรงระดับดิน อาการแรกที่จะเห็นได้ภายนอก คือ ต้นพืชจะเหี่ยวฟุบลงอย่างรวดเร็วทั้งที่ใบยังเขียวอยู่ พวกนี้เมื่อใช้มือจับดึงต้นเพียงเบาๆ ก็จะขาดหลุดติดมือขึ้นมาอย่างง่ายดาย เพราะเนื้อเยื่อตรงส่วนโคนถูกทำลาย ในกรณีที่เกิดโรคระบาดรุนแรงหากเดินผ่านแปลงปลูกจะได้กลิ่นเหม็น บอกให้ทราบได้ทันทีแม้จะยังไม่เห็นอาการ

สาเหตุของโรค : Erwinia carotovora subsp. carotovora

โรคเน่าเละของผักมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ผู้ที่พบและรายงานเกี่ยวกับโรคนี้คนแรก คือ L.R. jones และให้ชื่อเชื้อในขณะนั้นว่า Bacillus carotovorus (1900-1901) ต่อมาได้มีผู้สนใจทำการศึกษาเพิ่มเติมอีกหลายท่าน

นอกจากจะก่อให้เกิดโรคเน่าเละกับผักชนิดต่างๆ ดังกล่าวแล้วเชื้อชนิดเดียวกันนี้ยังก่อให้เกิดโรคที่มีชื่อเรียกแตกต่างอย่างอื่นออกไปได้อีก เช่น โรคต้นเน่าดำของมันฝรั่ง (potato black leg) โรคต้นใบไหม้ของเบญจมาศ (bacterial blight of chrysanthemum) โรคลำต้นและยอดเน่าของข้าวโพด (top rot orstalk rot of com) โรคต้นเน่าของแกลดิโอลัส (stem rot of gladiolus) เป็นต้น

การแพร่ระบาดและการอยู่ข้ามฤดูของเชื้อ

การติดเชื้อหรือเริ่มต้นของการเกิดโรคมักจะมาจากเมือก (slime) หรือน้ำเละ ๆ ที่เกิดอยู่ตามบริเวณแผลหรือส่วนที่เป็นโรคอยู่ก่อน เมือกเละๆ เหล่านี้จะมีแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อถูกนํ้าชะก็จะกระเซ็นไปติดยังต้นข้างเคียง หรือกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่นำมาปฏิบัติกับพืช การสัมผัสจับต้อง ตลอดจนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของผู้ปลูกเอง หากไปถูกกับส่วนที่เป็นโรคเข้าก็อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดและติดโรคขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแมลงต่างๆ ที่มาเกาะกัดกินหรืออาศัยอยู่บนพืชก็เป็นตัวนำเชื้อให้ระบาดและแพร่กระจายได้ โดยเฉพาะแมลงวันผัก (maggot fly) สองชนิดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hylemya cilicrura และ Hylemya brassicae พบว่านอกจากจะเป็นตัวนำเชื้อให้แพร่กระจายแล้วยังยอมให้เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคอาศัยอยู่ข้ามฤดูภายในตัวของมันในลักษณะความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน (specific relahip) อีกด้วย คือ เริ่มตั้งแต่หนอน larva ซึ่งเกิดจากไข่ที่แมลงวันตัวแม่ไปวางไว้ที่แผลเน่าของผักขณะเจริญเติบโต กินอาหารจากเนื้อเยื่อพืชที่เน่า ก็จะกินเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่มากมายในบริเวณนั้นเข้าไปด้วย เมื่อหนอนเข้าดักแด้เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นตัวเต็มวัย เชื้อซึ่งถูกกินเข้าไปในตอนแรกก็จะถูกส่งไปฟักตัวอยู่ในกะเปาะเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับท่อรังไข่ (oviduct) เพื่อคอยเคลือบไข่ขณะที่เคลือบผ่านท่อดังกล่าวออกมา ด้วยเหตุนี้ไข่ทุกใบที่เกิดจากแมลงวันเพศเมียที่กินเอาเชื้อเข้าไปขณะที่ยังเป็นตัวหนอนก็จะมีเชื้อแบคทีเรียติดมาด้วย และเมื่อไข่เหล่านั้นถูกนำไปวางลงในรอยแผลหรือรอยแตกบนพืช แบคทีเรียซึ่งติดอยู่ที่เปลือกไข่ก็จะเข้าทำลายพืชทันทีแล้วก่อให้เกิดอาการเน่าขึ้นในที่สุด ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่เมื่อกินส่วนของพืชที่ถูกแบคทีเรียทำลายให้เน่าก็จะกินเอาแบคทีเรียเข้าไปอีกหมุนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่เช่นนี้ตลอดไป

ปกติแล้วโรคนี้ไม่ติดต่อโดยผ่านทางเมล็ด เพราะเชื้อพวกนี้ไม่สามารถทนต่อความแห้งในสภาพที่เคลือบติดอยู่กับเมล็ดได้นาน สำหรับการเป็น soil-borne จากการติดอยู่กับเศษซากพืชที่ตายและตกหล่นอยู่ตามดินปลูกนั้น ยังไม่มีผู้ใดทราบหรือยืนยันแน่นอนว่าเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด

การเข้าทำลายของเชื้อและการเกิดโรค

โดยปกติเชื้อ E. carotovora จะเข้าไปสู่ภายในพืช และก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ก็โดยผ่านทางแผลเท่านั้น แต่ก็มีอยู่มากที่เป็นพวกเข้าทำลายซํ้าเติม (secondary infection) คือ ตามเข้าไปหลังจากที่มีเชื้ออื่นเข้าไปทำลายอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาก็จะเข้าไปเจริญทวีจำนวนอยู่ระหว่างเซลล์ parenchyma ขณะเดียวกันก็จะสร้างเอนไซม์ pectase หรือ pectinase ออกมาย่อยสลายสารเพคติน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเซลล์ มีผลให้เซลล์ขาดหลุดออกจากกันแล้วเกิดการ plasmolyse ขึ้นกับเซลล์ที่บริเวณเนื้อเยื่อดังกล่าวทำให้เกิดการเน่าขึ้นในที่สุด กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เชื้อเริ่มเข้าไปสู่ภายในพืชจนเกิดอาการให้เห็นจะกินเวลาตั้งแต่ 12-24 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและสิ่งแวดล้อมขณะนั้น จากนั้นการทำลายก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดเป็นแผลใหญ่ขยายลุกลาม กว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการก็จะทวีจำนวนเพิ่มปริมาณอย่างมากมายเกิดเป็นเมือกเยิ้มหรือน้ำเละข้นๆ ปกคลุมบริเวณแผลทั้งหมดไว้

โรคเน่าเละที่มีเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุนี้มักจะเกิดระบาดทำความเสียหายในฤดูฝน และจะรุนแรงยิ่งขึ้นขณะที่มีความชื้นและอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกพรำ ติดต่อกันหลายๆ วัน ท้องฟ้ามีเมฆมาก แสงแดดน้อยเข้าลักษณะครึ้มฟ้าครึ้มฝน อุณหภูมิระหว่าง 30 – 35° ซ. ช่วงนี้หากเกิดการติดเชื้อขึ้นจะแพร่ขยายลุกลามออกไปอย่างรุนแรง ในทางตรงกันข้ามหากอากาศแห้งเย็น (ต่ำกว่า 25° ซ.) พืชที่ได้รับเชื้อหรือกำลังเป็นโรคอยู่แต่ไมรุนแรงมากนัก อาการก็จะหยุดไม่ขยายลุกลามต่อไป หรืออาจหายไปได้เองในที่สุด

การป้องกันกำจัด

วิธีลดความเสียหายและป้องกันกำจัดโรคเน่าเละที่เกิดจากแบคทีเรีย คือ การหมั่นสังเกตดูแลเอาใจใส่แปลง และพืชที่ปลูกให้รีบเก็บทำลายทันทีที่เห็นพืชต้นหนึ่งต้นใดแสดงอาการ โดยนำไปทิ้งให้ไกลจากแปลงปลูกหรือไม่ก็ฝังดินลึกๆ หรือเผาไฟให้หมดหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วควรเก็บทำลายเศษซากพืช ตลอดจนตอซังให้หมดจากแปลงปลูก โดยเฉพาะหลังจากเกิดโรคขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้ออาศัยเกาะกินเศษซากพืชอยู่จนถึงการปลูกในช่วงต่อไปได้ ขณะที่แปลงปลูกว่างอยู่ควรขุดหรือไถพลิกกลับหน้าดินขึ้นมาตากแดด สัก 2-3 ครั้ง โดยทิ้งระยะให้ห่างกันพอสมควรหรือหากเป็นไปได้ควรจะเปลี่ยนชนิดพืชและที่ปลูกไปเรื่อยๆ ไม่ควรปลูกผักชนิดเดียวกันกับที่เคยเป็นโรคหรือง่ายต่อการเกิดโรคซํ้าลงในที่เดิม ควรทิ้งระยะสัก 2-3 ปี โดยนำพืชอื่นมา ปลูกสลับแทน นอกจากการปฏิบัติที่กล่าวมาแล้วนี้ ยังมีคำ แนะนำเพิ่มเติมในอันที่จะช่วยลดความเสียหายของโรคลงได้อีก ดังนี้

1. ในการเก็บเกี่ยวผลหรือการกระทำใดๆ ต่อต้นพืชระวังอย่าให้เกิดแผลรอยช้ำหรือฉีกขาดกับส่วนของพืชโดยไม่จำเป็น

2. พืชผลที่เก็บแล้วหากต้องล้างทำความสะอาด ควรทำด้วยความระมัดระวังและผึ่งลมให้แห้งเสียก่อนที่จะนำลงบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อ ภาชนะที่ใช้บรรจุควรจะใหม่ หรือไม่ก็ต้องสะอาดปราศจากเชื้อติดอยู่หรือผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วก่อนนำมาใช้ การบรรจุควรให้พอดีไม่เบียดอัดแน่นกันจนเกินไป จนอาจทำให้เกิดรอยแผลหรือช้ำขึ้นกับพืชผล อันอาจเป็นช่องทางให้เกิดการติดเชื้อขึ้น ควรให้มีช่องว่างระหว่างกันพอสมควรหรือให้อากาศมีระบบถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้อับชื้นเป็นเวลานาน

3. การขนส่งผลิตผลจากไร่หรือแปลงปลูกออกสู่ตลาดไม่ควรวางเข่งตะกร้าหรือภาชนะที่บรรจุซ้อนทับกันหลายชั้น ควรมีไม้วางขวางกั้นระหว่างชั้น โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไกล สำหรับพืชผักที่มีราคาแพงและเปราะบาง ฉีกหักง่าย เช่น ผักกาดขาวปลี ผักกาดหอมห่อ แครอท กะหล่ำบางชนิด ควรบรรจุในภาชนะที่แยกเฉพาะหัวหรือต้นออกจากกันเป็นส่วนๆ และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

4. หลังจากเก็บเกี่ยวผลแล้วหากจำเป็นต้องเก็บไว้ระยะหนึ่ง คือยังไม่สามารถจำหน่ายได้ทันที หรือจำหน่ายไม่หมดควรเก็บพืชผักดังกล่าวไว้ในโรงเรือนที่แห้งโปร่งลมพัดถ่ายเทสะดวกหรือเก็บไว้ในโรงเรือนที่ปรับอุณหภูมิได้ โดยหากเก็บในที่เย็น 5-6° ซ. จะเก็บไว้ได้นานหลายวัน

5. ไม่ควรปลูกพืชผักให้แน่นหรือเบียดกัน ระยะให้มีช่องว่างระหว่างต้นพอควร เพื่อให้แต่ละต้นได้รับแสงแดดพอเพียงทั่วถึงและให้การระบายถ่ายเทอากาศระหว่างต้นเป็นไปได้โดยสมบูรณ์ เพื่อกันไม่ให้นํ้าที่ใช้รด นํ้าค้างหรือนํ้าฝนเกาะติดอยู่กับต้นผักเป็นเวลานาน จากนั้นหากต้นใดต้นหนึ่งเกิดโรคขึ้นโอกาสที่จะติดระบาดไปยังต้นข้างเคียงก็จะน้อยลง

6. การรดนํ้าหรือให้นํ้ากับต้นพืชควรให้เป็นเวลา และให้ได้พอเพียงครั้งเดียว ในตอนเช้าจะปลอดภัย เพราะเมื่อสายมีแสงแดดส่องพืชก็จะแห้งโดยเร็วทำให้โอกาสที่จะเกิดโรคเป็นไปได้ยากขึ้น การให้น้ำแบบสเปรย์หรือพ่นเป็นฝอยละอองโดยใช้เครื่องพ่นหรือสปริงเกอร์ติดต่อกันตลอดวันหรือเป็นเวลานาน ไม่ควรทำกับผักที่ง่ายต่อการเกิดโรค โดยเฉพาะในขณะที่มีโรคระบาด จะทำให้เกิดการแพร่กระจายออกใปกว้างขวางและเสียหายรุนแรง

7. การใช้สารเคมีเพื่อป้องกันกำจัดโรคควรจะเป็นวิธีสุดท้ายในกรณีที่ใช้วิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือในกรณีที่ต้องการกำจัดแมลงที่เป็นพาหะและเป็นที่อาศัยของเชื้อโรค maggot fly เท่านั้น ส่วนบนต้นผักที่กำลังเป็นโรคหรือเพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดลุกลามต่อไปก็ให้ใช้สารพวกที่มีทองแดงเป็นส่วนผสม เช่น คูปราวิท (cupravit) หรือคอปปิไซด์ (coppicide) ในอัตราส่วน 40 กรัมต่อนํ้า 1 ฉีดพ่นต้นผักทุก 3-5 วันต่อครั้ง หากเป็นฤดูฝนควรผสมสารเคลือบใบพวก sticker หรือ spreader ลงไปด้วย เพื่อให้สารเคมีจับเกาะติดอยู่กับพืชนานขึ้น นอกจากคูปราวิทอาจใช้สารพวกจุนสี (CuSO4) เช่น บอร์โดมิกเจอร์ (Bordeaux mixture) 4-4-50 (ปอนด์-ปอนด์-แกลลอน) แทนก็ได้โดยฉีดทุกๆ 3-5 วันเช่นกัน

ปัจจุบันได้มีผู้ทดลองนำเอายาพวกปฏิชีวนะ(antibiotics) เช่น แอกริมัยซิน (agrimycin) แอกริสเตรป (agristrep) มาใช้ทั้งโดยการฉีดพ่นให้กับพืชในแปลง หรือจุ่มแช่พืชผลที่ได้เก็บเกี่ยวแล้วก็ปรากฏว่าป้องกันการเกิดโรคได้ผลดี สำหรับภาชนะที่ใช้บรรจุ เช่น เข่ง กระบุง ตะกร้า หรือถุงพลาสติก หากจำเป็นต้องใช้ของเก่าเพื่อความปลอดภัยจากโรค ก่อนนำไปบรรจุควรฆ่าเชื้อโดยนำไปจุ่มแช่ลงในนํ้ายาฟอร์มาลีนเมอร์คิวริคคลอไรด์ หรือสารละลายจุนสีอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน

สิ่งแวดล้อมกับความรุนแรงของโรคผัก

สิ่งแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมความรุนแรงของโรค

โรคโคนเน่าคอดินของต้นกล้าหรือ damping-off จะระบาดก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากน้อยเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบสามประการ คือ ความชื้นในดิน แสงอาทิตย์ และปริมาณธาตุไนโตรเจนในดิน

ความชื้นในดิน มีความสัมพันธ์กับเชื้อ Pythium sp. ใน เรื่องของการขยายพันธุ์ โดยจะช่วยให้เชื้อขยายพันธุ์ได้ดี และเร็วขึ้นเนื่องจากในการเกิดของเชื้อนี้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีการสร้างเซลล์ที่เคลื่อนไหวได้ (swarm cells หรือ zoospores) เซลล์พวกนี้เมื่อเกิดจะต้องว่ายและเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำระยะหนึ่งแล้วจึงจะสลัดหางทิ้งกลายเป็นสปอร์กลมๆ เสียก่อนแล้วจึงจะงอกเป็นเส้นใยแล้วเข้าทำลายพืชในที่สุด หากความชื้นในดินต่ำหรือมีไม่พอช่วงของการสร้างเซลล์มีทางที่เคลื่อนไหวได้ก็จะไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดแต่เซลล์พวกนี้เมื่อไม่มีความชื้นหรือนํ้าให้เคลื่อนไหวก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่จนงอกเป็นเส้นใยเข้าทำลายพืชได้ โรคก็จะไม่เกิด เหตุนี้จึงพบว่าโรคโคนเน่าของต้นกล้าจะเกิดและทำความเสียหายมากก็เฉพาะในดินที่ชื้นแฉะ หรือมีการระบายนํ้าไม่ดีเท่านั้น

แสงอาทิตย์ ปกติแล้วแสงอาทิตย์จะเป็นตัวช่วยยับยั้งการ เจริญเติบโต การขยายพันธุ์และการงอกของสปอร์ของเชื้อ การเพาะกล้าแน่นเกินไปหรือเพาะกล้าในที่ร่ม แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดินจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้เชื้อราทวีจำนวนเจริญแพร่กระจายและก่อให้เกิดโรคกับพืชได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การเพาะกล้าด้วยจำนวนเมล็ดที่พอเหมาะพอดีโดยที่หลังจากเมล็ดเหล่านั้นงอกเป็นต้นอ่อนแล้วไม่ชิดหรือเบียดกันแน่นจนแสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลอดลงไปถึงพื้นดินได้ โรคก็จะเกิดได้ยาก หรือหากเกิดก็จะไม่รุนแรงจนถึงกับทำความเสียหายให้ได้ นอกจากนี้แสงอาทิตย์ยังมีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิของดินด้วย กล่าวคือ ในดินที่แสงไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึงได้นั้น อุณหภูมิจะต่ำกว่าดินที่ได้รับแสงเต็มที่ และเนื่องจากเชื้อ Pythium เกือบทุก species ที่เป็นสาเหตุของโรคนี้พบว่ามีความต้องการอุณหภูมิทั้งในการขยายพันธุ์ และการเข้าทำลายพืชในระดับปานกลางหรือค่อนมาทางต่ำเล็กน้อย คือ ระหว่าง 20 – 30 ∘ซ. เท่านั้น เหตุนี้เมื่อแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงพื้นดินอุณหภูมิของดินก็จะต่ำ หรืออยู่ในระดับดังกล่าวแล้ว โรคก็จะเกิดได้ง่ายและรุนแรง

ชนิดและความสมดุลของแร่ธาตุในดิน ดินแปลงเพาะควรมีปริมาณธาตุอาหารพืซที่จำเป็นแต่ละชนิดในปริมาณที่พอเหมาะและสมดุล หากมีตัวใดตัวหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป อาจเป็นผลเสียทำให้พืชติดโรคง่ายและรุนแรงขึ้นตัวอย่างเช่น ทองแดงและไนโตรเจน ธาตุทั้งสองนี้หากมีมากจะทำให้พืชดูดซึมไนโตรเจนจากดินในปริมาณที่มากและสูงกว่าธรรมดา แม้จะช่วยให้เจริญเติบโตเร็วและดีขึ้น แต่ต้นก็จะอวบอ่อน ผิวบางเหมาะที่จะเป็นอาหารและเข้าทำลายของโรคต่างๆ หลายชนิดที่มีอยู่ในดินโดยเฉพาะโรคโคนเน่าคอดินหากเกิดขึ้นก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง นอกจากนี้ต้นยังเปราะบางหักล้มพับได้ง่ายขึ้นด้วย

นอกจากสาเหตุทั้งสามประการนี้แล้วก็ยังพบว่าการเตรียม ดินปลูกที่ไม่ถูกต้อง เช่น ดินเหนียวจัดเกินไป การระบายน้ำไม่ดี หลังจากหว่านหรือเพาะเมล็ดแล้ว ขาดการเอาใจใส่ดูแล ไม่หมั่นตรวจตรา ปล่อยให้มีวัชพืชขึ้นรกรุงรัง มีการระบายถ่ายเทอาหารระหว่างต้นไม่ดี หรือเพาะกล้าซํ้าซากลงในดินแปลงเดียวกันหลายๆ หน เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบ หรือสาเหตุร่วมในอันที่จะเปิดโอกาสให้เกิดการติดโรค และก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงกัต้นกล้าที่ปลูกได้ทั้งสิ้น

การป้องกันกำจัด

โรคโคนเน่าคอดินเป็นโรคที่เกิดกับต้นอ่อนของผัก ส่วนใหญ่พบในแปลงกล้า ด้วยเหตุนี้การป้องกันกำจัดจึงเน้นหนักไปในเรื่องของเมล็ดพันธุ์และดินปลูกกล้าเป็นสำคัญ

ในด้านเมล็ดพันธุ์ที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อ ให้แน่ใจว่าเมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาเพาะไม่มีเชื้อโรคติดมา ซึ่งในกรณีนี้อาจทำได้ 2 วิธี คือ

(1) ใช้เมล็ดพันธุ์จากพืชที่ปลูกด้วยตนเอง โดยคัดเลือกจากต้นแม่ที่แข็งแรงไม่เคยเป็นโรคจากแปลงหรือแหล่งปลูกที่ไม่มีโรคระบาดมาก่อน ไม่ควรเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ใหม่รวมหรือปะปนกับเมล็ดเก่า เพราะอาจมีเชื้อหรือสปอร์ของเชื้อติดอยู่ หากไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้เองก็ควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านหรือแหล่งจำหน่ายที่ไว้ใจได้ที่รับรองคุณภาพ โดยมีการระบุว่าปลอดโรคติดอยู่ที่ภาชนะที่ใช้บรรจุ

(2) ในกรณีที่ไม่สามารถหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้วิธีปฏิบัติกับเมล็ดในขั้นต่อไปเพื่อให้ปลอดโรคและเชื้อก็ทำได้โดยการนำเอาเมล็ดดังกล่าวมาจุ่ม แช่ คลุกสารเคมีที่เตรียมขึ้นสำหรับใช้กับเมล็ดก่อนนำไปปลูก เช่น คลอโรเน็บ (chloroneb) ไธแรม (thiram) คลอรานิล (chloranil) ไดโคลน (dichlone) พาโนเจน (panogen) เด็กซอน (dexon) เพ่อร์แบม (ferbam) เมอร์คิวริค หรือเมอร์คิวรัสคลอไรด์ (HgCl2 หรือ HgCl) ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) และเทอราคลอร์ (terrachlor) เมล็ดที่ได้แช่หรือคลุกสารเคมีเหล่านี้แล้วเชื้อที่มีหรือติดมาก็จะถูกทำลายหมด เมื่อนำไปปลูกก็จะปลอดภัยจากโรค หากดินปลูกได้รับการเตรียมอย่างดีแล้ว และไม่มีโรค หรือเชื้ออาศัยอยู่ก่อน นอกจากการใช้สารเคมีดังกล่าวแล้ว การแช่เมล็ดก่อนปลูกในนํ้าอุ่นราว 45 – 50° ซ. นาน 20-25 นาที ก็เป็นการทำลายเชื้อและป้องกันโรคกับต้นกล้าที่งอกได้ดีอีกวิธีหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมล็ดที่คลุกด้วยสารเคมีจะมีข้อได้เปรียบกว่าการแช่ในนํ้าอุ่นก็ตรงสารเคมีจะช่วยป้องกันโรคไปถึงต้นอ่อนที่งอกออกมาจากเมล็ดในระยะแรกได้ด้วย

ดินปลูกเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องเอาใจใส่เป็น

พิเศษโดยเฉพาะดินในแปลงเพาะกล้า หากมีเชื้อโรคปะปน

หรือติดอยู่แม้เมล็ดจะได้รับการฆ่าทำลายเชื้อมาก่อนแล้ว

โอกาสที่จะเกิดโรคภายหลัง เมื่องอก ก็อาจมีขึ้นได้หากสิ่ง

แวดล้อมเอื้ออำนวย วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคำแนะนำในเรื่องของ

ดินปลูกคือ หากเป็นไปได้ควรเลือกดินหรือแปลงสำหรับเพาะ

เมล็ดที่ใหม่อยู่เสมอ ไม่ควรเพาะกล้าลงในดินหรือแปลงเก่า

ติดต่อซํ้ากันหลายๆ ครั้ง นอกจากดินนั้นจะได้รับฆ่าทำลาย

เชื้อมาแล้วการฆ่าเชื้อในดินอาจทำได้โดยใช้สารเคมีต่างๆ เช่น

เทอราคลอ คาโลเมล (calomel) เนแธมโซเดียม (netham sodium) ควินโทซีน (quintozeae) ฟอร์มาลดีไฮด์ รดราดลงในดิน หรือจะใช้สารประเภทระเหยเป็นไออบรมดิน เช่น คลอโรพิควิน (chloropicrin) เมทิลโบรไมด์ (methyl mnide) และไดเมทไธริมอล (dimethyrimol) ก็ได้ นอกจากสารเคมีดังกล่าวแล้ว การใช้ความร้อนหรือไอนํ้าอบรมดินก็เป็นอีกวิธีหนี่งที่อาจฆ่าทำลายเชื้อในดินที่จะนำมาเพาะกล้าได้ดีและสำหรับเมล็ดผักที่ปลูกลงในดินที่ฆ่าเชื้อแล้วนี้ เมื่องอกเป็นต้นอ่อนแล้ว หากต้องการให้การป้องกันโรคได้ผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็ให้ทำการฉีดพ่นต้นกล้าอ่อนด้วยสารเคมีฆ่าเชื้อราต่อมาอีกเป็นระยะๆ จนกว่าต้นจะโตแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรค

นอกจากเรื่องของเมล็ดพันธุ์และดินปลูกดังกล่าวแล้ว ยังมีวิธีปฏิบัติอื่นๆ ที่อาจช่วยลดการระบาดและความเสียหายจากโรคนี้ลงได้อีกเช่น หมั่นดูแลเอาใจใส่รักษาสภาพแปลงเพาะไม่ให้มีสภาพเหมาะสมหรือส่งเสริมการเกิดโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการระบาดถ่ายเทอากาศและความชื้น ควรระวังอย่าให้ดินปลูกแฉะเกินไปหรือมีนํ้าขัง หากเห็นว่าดินแปลงเพาะเหนียวจัดเกินไปหรือเป็นดินที่ระเหยนํ้าออกได้ช้าก็ให้ใช้ทรายขี้เป็ด หรือขี้เถ้าแกลบหรือจะเป็นแกลบล้วนๆ ก็ได้ ผสมลงไปเพื่อช่วยให้ซุยขึ้น จำนวนหรือปริมาณเมล็ดที่ใช้ก็ควรกะให้พอดีไม่มากจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้ต้นกล้าที่แย่งกันงอกขึ้นมาไม่แข็งแรงสมบูรณ์แล้ว การที่ดินเหนียวอัดแน่นเกินไปจะมีผลทำให้การระบายถ่ายเทอากาศ ระหว่างต้นไม่ดี ใบที่แตกออกเป็นจำนวนมากก็จะคลุมดินจนแสงอาทิตย่ไม่สามารถส่องผ่านลงไปถึงได้ หลังจากหว่านหรือเพาะเมล็ดลงในดินแล้ว ไม่ควรให้น้ำกับดินหรือต้นกล้าที่เพิ่งเริ่มงอกมากจนเกินไป หากเห็นว่าดินมีความชื้นพอเพียงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ซํ้าในคราวต่อไป ควรรอต่อมาอย่างน้อย 1-2  วันจึงค่อยให้ครั้งต่อไป นอกจากอากาศรอบๆ จะแห้ง หรืออุณหภูมิร้อนจัดจึงจะให้ทุกวัน เพื่อกันต้นกล้าเฉาเวลาให้น้ำกับต้นกล้าที่เหมาะคือตอนเช้าที่อากาศแจ่มใสวันใดที่อากาศครึ้มเมฆมาก หรือฝนตกก็งดเสีย หรือหากจำเป็น ให้ก็ลดปริมาณนํ้าลงให้น้อยกว่าปกติ การให้น้ำต้นกล้าเป็นเวลาโดยให้มีปริมาณเพียงพอในแต่ละครั้งจะช่วยลดความรุนแรงและป้องกันโรคโคนเน่าคอดินของกล้า หรือต้นอ่อนของผักได้ดีกว่าการให้ทีละน้อยและบ่อยครั้ง หรือให้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่น การใช้สปริงเกลอร์ (sprinkler)

ในกรณีของผักที่เมล็ดมีราคาแพง เมื่อต้องการเพาะในปริมาณที่ไม่มากนัก เพื่อให้ปลอดภัยจากโรค damping-off ควรเพาะลงในกะบะทราย (washed-sand culture) ซึ่งเตรียมได้โดยนำทรายขัดมาล้างให้สะอาดด้วยนํ้าอุ่นประมาณ 70 – 75° ซ. คนให้ทั่ว ทั้งนี้เพื่อให้สารต่างๆ และอินทรีย์วัตถุที่อาจมีปะปนอยู่ละลายออกมาให้หมดทำการล้างซํ้าด้วยนํ้าอุ่นดังกล่าวหลายๆ ครั้ง จากนั้นก็นำมาเกลี่ยลงในกะบะไม้หรือสังกะสีที่เตรียมไว้ให้ผิวหน้าเรียบเสมอกัน ก่อนทำการเพาะเมล็ดลงไปก็ให้ใช้โปแตสเซียมไนเตรท (salt peter) 2 กรัม ละลายนํ้าราดรดลงในทรายนั้นให้ทั่ว (ปกติแล้วสารละลาย โปแตสเชียม 2 กรัมนี้จะใช้กับทรายในกะบะที่ลึก 3-4 นิ้ว เนื้อที่ 1 ตารางฟุต) หลังจากนั้นก็ให้การดูแลรักษาเมล็ดหรือต้นกล้าที่งอกโดยวิธีธรรมดาทั่วๆ ไป วิธีนี้ต้นกล้าที่งอกก็จะปราศจากโรค และเมื่อจะแยกหรือถอนกล้าไปปลูกก็ให้นำกะบะทรายทั้งกะบะนั้นมาแช่ลงในน้ำ ทรายก็จะหลุดออกจากราก ทำให้ดึงหรือถอนต้นกล้าออกมาได้โดยง่าย โดยไม่ทำอันตรายกับรากหรือทำให้รากขาดแต่อย่างไร

สำหรับการรักษาระดับความชื้น หรือลดความชื้นในแปลงเพาะกล้าไม่ให้มีมากเกินไปอาจทำได้โดยใช้สาร vermiculite (hydrous silicate) แทนดิน หรือคลุมผิวหน้าของดินไว้ แล้วจึงเพาะเมล็ด ในกรณีที่ใช้สารนี้ล้วนๆ โดยไม่มีดิน ต้องเติมอาหารพืชหรือปุ๋ยลงไปด้วยเพื่อให้ดินกล้าได้ใช้ หลังจากงอกเป็นต้นแล้ว อาหารหรือปุ๋ยดังกล่าวเตรียมได้โดย ผสมโปแตสเซียมไนเตรท 1/2 ช้อนชากับซุปเปอร์ฟอสเฟต 1/4 ช้อนชาในน้ำครึ่งกระป๋องนมหรือราว 140 มล. ซึ่งในปริมาณนี้จะใช้กับ vermiculite ในกะบะที่มีเนื้อที่ 1 ตารางฟุต

ทั้งหมดข้างต้นเป็นการป้องกันกำจัดที่มุ่งไปในด้านการ หลีกเลี่ยงการเกิดโรค ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติโดยทั่วๆ ไปไม่ได้มุ่งทำกับพืชหนึ่งพืชใดโดยเฉพาะ หากจะให้ได้ผลสมบูรณ์กันจริงๆ แล้ว การเลือกวิธีการป้องกันและการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสมกับผักแต่ละอย่างก็จะยิ่งทำให้การป้องกันกำจัดโรคได้ผลดียิ่งขึ้นไปอีกดังนี้

กะหลํ่าปลี (cabbage) วิธีที่ดีและได้ผลที่สุดสำหรับกะหล่ำ คือ แช่เมล็ดก่อนนำไปเพาะในนํ้าอุ่น 50° ซ. นาน 25 นาที โดยระวังรักษาอุณหภูมิให้คงที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาดังกล่าวอย่าให้ร้อนหรือเย็นกว่านี้ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเมล็ดหรือไม่ก็จะไม่สามารถทำลายเชื้อที่ติดมากับเมล็ดได้ จากนั้นก็นำขึ้นมาผึ่งให้แห้งบนตะแกรงลวดหรือผ้าสะอาด เมื่อจะนำไปปลูกก็ให้ทำการคลุกสารเคมีฆ่าเชื้อราซํ้าเสียอีกครั้งเพื่อป้องกันเชื้อในดินซึ่งอาจทำลาย embryo หรือ ต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดในระยะต่อมาได้ สารเคมีที่ใช้เช่น ไธแรม (thiram) 2 ช้อนซาต่อเมล็ด 1 กก. หรือสังกะสีออกไซด์ (zinc oxide) 1 ช้อนโต๊ะต่อเมล็ด 1 กก.

สำหรับโรคที่อาจเกิดกับต้นกล้าในระยะที่งอกพ้นดินแล้ว หรือต้นโตขึ้นมาอีกหน่อยในระยะที่เรียกว่า wire stem นั้น พบว่ามีสารเคมีหลายชนิดที่นำมาใช้ป้องกันกำจัดได้ผลดี เช่น

1. น้ำยาเมอร์คิวริคคลอไรด์ (HgCl2) เตรียมโดยละลาย HgCl2) 8 กรัมในนํ้าร้อน แล้วเติมน้ำให้ครบ 1 ปี๊บ (20 ลิตร) นำไปราดลงดินหรือฉีดพ่นต้นกล้าในระยะเริ่มงอก โดยสารเคมีนี้ 1 ปี๊บจะใช้ได้กับกล้าในแปลงขนาด 1×1.5 เมตร หรือ 1 X 0.75 เมตร สำหรับกล้าที่ค่อนข้างโต (ปัจจุบันไม่นิยมใช้)

2. เทอราคลอร์ (terrachlor) เป็นสารเคมีฆ่าเชื้อราในดินอีกชนิดหนึ่งที่ใช้ฆ่าทำลายเชื้อโรคโคนเน่าคอดินในกะหล่ำได้ผลดี ทั้งใช้เดี่ยวๆ หรือจะผสมกับแคปแตน (captan) หรือออร์โธไซด์ (orthocide) ก็จะยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพในการทำลายและป้องกันโรคได้ผลดียิ่งขึ้น โดยใช้ในอัตราส่วน 20 กรัมต่อนํ้า 1 ปี๊บ ซึ่งนำไปใช้กับต้นกล้าที่ปลูกในเนื้อที่ประมาณ 2×5 เมตร แต่มีข้อควรระวังสำหรับสารเคมีที่มีทองแดงเป็นส่วนผสมหากใช้กับต้นกล้าที่เพิ่งย้ายไปปลูกใหม่ๆ ยังไม่ตั้งตัวอาจทำให้เกิดใบแห้งใบไหม้ขึ้นได้

3. ไธแรม (thiram) และสเปอร์กอน (spergon) สองชนิดนี้ในอัตราส่วนที่เท่ากัน คือ 20 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ โดยวิธีราดรดลงในดินปลูกทันทีที่ต้นกล้างอกขึ้นมาเหนือพื้นดิน และราดซํ้า ต่อมาทุกๆ 5-7 วัน จนกล้าแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรค

นอกจากกะหล่ำปลีแล้วพวกผักอื่นๆ ที่อยู่ในตระกูล Cruciferae ด้วยกัน เช่น คะน้า (kale) กะหล่ำปม (kohlrabi) กะหล่ำดาว (brussel sprout) ผักกาดเขียวปลี (Chinese mustard) ผักกวางตุ้ง (pakchoi Chinese cabbage) พวกนี้ใช้วิธีป้องกันกำจัดอย่างเดียวกันได้ แต่มีสิ่งที่ควรระวัง คือ ต้นอ่อนของผักพวกนี้ไวต่อสารพวกทองแดงมากอาจเป็นพิษได้ จึงควรหลีกเลี่ยงโดยเลือกใช้สารเคมีอย่างอื่นที่ไม่มีทองแดง เป็นส่วนผสมแทนจะปลอดภัยกว่า

กะหล่ำดอก (cauliflower) และบร็อคโคลี่ (broccoli) การป้องกันโรคโคนเน่าคอดินของผักสองชนิดนี้ทำได้โดยวิธีเดียวกันกับกะหล่ำปลีที่กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่การฆ่าเชื้อกับเมล็ดโดยนํ้าร้อน 50° ซ. ให้ลดเวลาลงมาเหลือเพียง 20 นาที เพราะเมล็ดกะหล่ำดอกและบร็อคโคลี่ไวต่อความร้อนมากกว่ากะหล่ำปลี นอกจากนั้นยังพบว่า เมอร์คิวริคคลอไรด์(HgCl2) เป็นพิษอย่างแรงต่อใบกะหล่ำดอกและบร็อคโคลี่ จึงควรเลี่ยงไปใช้เมอร์คิวรัสคลอไรด์ (calomel-HgCl) ไธแรม หรือสเปอร์กอน จะเป็นการปลอดภัยกว่า

มะเขือเทศ (tomato) วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคนี้ของมะเขือเทศ คือ การแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 49 – 50° ซ. นาน 25 นาที แล้วนำไปแช่ในสารละลายจุนสี (CuSO4) 1.2%(12 กรัมในน้ำ 1,000 มล.) อีก 1 ซม. แล้วตากเมล็ดให้แห้ง หรือจะนำไปปลูกเลยก็ได้ นอกจากสารละลายจุนสีอาจใช้สารเคมีคลุกเมล็ดอย่างอื่น เช่น แคปแตน (captan) ไธแรม (thiram) หรือที่มีชื่อเรียกทางการค้าอีกอย่างคือ อาราแซน (arasan) แต่การที่จะนำเมล็ดมาคลุกสารเคมีพวกนี้ต้องทำให้เมล็ดแห้งเสียก่อน เพราะเมล็ดมะเขือเทศที่เปียกชื้นกับสารเคมีพวกนี้อาจทำให้ความงอกเสียไปได้ สำหรับปริมาณสารเคมีที่ใช้คือ 8-10 กรัม (12 ช้อนชา) ต่อเมล็ด 1 กก. มีข้อควรระวังสำหรับสารเคมีคลุกเมล็ดที่มีปรอทเป็นส่วนผสม เช่น เมอร์คิวริคคลอไรด์ เซมีแซน และเซรีแซน พวกนี้จะเป็นพิษต่อเมล็ดมะเขือเทศ โดยเฉพาะถ้าปลูกในดินที่เป็นกรด

และมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากสารปรอทจะไปมีผลต่อเอนไซม์บางชนิดที่มีอยู่ในเมล็ดที่เกี่ยวข้องกับการงอกและการเจริญเติบโตของต้นกล้าอาจทำให้ความงอกเสียไปได้

ส่วนการป้องกันโรคทั้งระยะก่อนและหลังการงอกของเมล็ด(pre และ post emergence damping-off) ของมะเขือเทศก็ให้เลือกใช้แคปแตนหรือไธแรม 20 กรัม หรือนาแบม 100 มล. ละลายน้ำ 1 ปี๊บฉีดพ่นลงในดินหรือต้นกล้าที่งอก ทุกๆ 5-7 วันจนกว่าจะแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรคในการฉีดสารเคมีแบบใช้เครื่องพ่นสเปรย์ หากใช้เครื่องชนิดความดันสูง (250 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ซึ่งจะทำให้เนื้อสารเคมีสเปรย์ออกมาละเอียดในลักษณะที่เป็นหมอกควันจะให้ผลในการฆ่าทำลายเชื้อได้ดีกว่า เนื่องจากอณูที่ละเอียดของสารเคมีจะสามารถแทรกซึมไปทำลายเชื้อและจับแน่นอยู่ที่ผิวของลำต้นในปริมาณที่สูงและมากกว่าการฉีดโดยใช้เครื่องพ่นธรรมดา สิ่งที่ต้องระวังสำหรับกล้ามะเขือเทศที่เพิ่งย้ายไปปลูกใหม่ยังไม่ตั้งตัว รากยังทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์เป็นปกติ ไม่ควรใช้สารเคมีที่มีธาตุทองแดง เช่น จุนสี (CuSO4)หรือคูปราวิทง(cupravit) เป็นส่วนผสมเนื่องจากทองแดงจะทำให้พืชมี การระเหยน้ำจากดินมากกว่าปกติ อาจก่อให้เกิดอาการเหี่ยวเฉากับต้นกล้าทำให้ถึงตายได้

แตงชนิดต่างๆ (cucurbits) กล้าของพืชผักในตระกูลแตง เช่น แตงกวา แตงร้าน (cucumber) แตงไทย แตงเทศ(muskmelon) แตงโม (water melon) ฟักทอง (pumpkin) บวบ ฟักเขียว (gourd) เหล่านี้ป้องกันได้โดยละลายเมอคิริคคลอไรด์ชนิดผงหรือเมล็ด 8.25 กรัมในนํ้าร้อนแล้วเติมน้ำให้ครบ 1 ลิตร ปล่อยทิ้งให้เย็นแล้วจึงนำเมล็ดแตงดังกล่าวแช่ลงไปนาน 5 นาที เชื้อที่ติดหรือปนมากับเมล็ดก็จะถูกทำลายหมด จากนั้นก็นำเมล็ดขึ้นมาใส่ตะแกรงล้างในน้ำที่ไหลพร้อมทั้งคน ตลอดเวลาอีก 5 นาที เอาขึ้นมาผึ่งให้แห้งแล้วจึงนำไปเพาะได้สำหรับปริมาณเมล็ดและน้ำยาที่ใช้คือ 100 กรัม ต่อสารละลาย HgCI2 1 ลิตร เมล็ดแตงที่ผ่านการฆ่าเชื้อโดยสารละลาย HgCl2 แล้วนี้ หากต้องการให้ต้นกล้าที่งอกปลอดภัยจากการทำลายของเชื้อราที่อาจมีอยู่ใน ดินก่อนเพาะหรือหว่านลงในดินควรทำการคลุกสารเคมี  เช่น อาราแซน ไธแรม สเปอร์กอน หรือแคปแตน อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สารเคมีเหล่านี้ 2 ช้อนชา (ประมาณ 7-8 กรัม) ต่อเมล็ด 1 กก. และหลังจากเมล็ดงอกเป็นต้นเหนือพื้นดินแล้วให้ใช้ไธแรมหรือแคปแตน 40 กรัม ละลายน้ำ 1 ปี๊บ แดพ่นต่อไปทุก 5-7 วันจนกว่าต้นกล้าจะแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรค

พริก (peppers) การป้องกันโรคโคนเน่าคอดินในพริก โดยการคลุกหรือแช่ในสารเคมีชนิดต่างๆ อาจเป็นอันตรายต่อความงอกโดยเฉพาะสารเคมีที่มีปรอทผสมอยู่ เนื่องจากเมล็ดพริกมีความไวต่อปฏิกิริยาของสารเคมีพวกนี้มากกว่าเมล็ดผักอย่างอื่น ฉะนั้นจึงควรเลี่ยงไปใช้วิธีที่ปลอดภัยกว่า เช่น แช่เมล็ดในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิคงที่ 50° ซ. นาน 25 นาทีจึงค่อยนำไปเพาะ และเมื่อเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าแล้วก็ให้ทำการฉีดพ่นด้วย ไธแรม แคปแตน หรือคูปราวิท อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอัตราส่วนประมาณ 3-4 ช้อนแกง (40กรัม) ต่อน้ำ 1 ปี๊บทุกๆ ระยะ 5-7 วัน ต่อไป จนกว่ากล้าจะแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรค การฉีดสารเคมีควรให้ถูกทั้งต้นกล้าและดินพร้อมกัน สำหรับคูปราวิทนั้นเนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีธาตุทองแดงผสม การใช้จึงต้องระวังไม่ควรใช้ในขณะที่อากาศครึ้มมีเมฆมากโดยเฉพาะหลังจากให้ปุ๋ยไนโตรเจนใหม่ๆ หรือในกรณีที่ปลูกมีธาตุนี้สูง ทั้งนี้เพราะทองแดงจะไปช่วยให้รากมีการดูดซึมธาตุไนโตรเจนมากเกินไป ซึ่งจะมีผลทำให้เซลล์อวบบางโดยเฉพาะส่วนปลายราก ซึ่งยิ่งจะทำให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น

ถั่วต่างๆ (legumes) ถั่วที่จัดอยู่ในพืชผักทุกชนิด เช่น ถั่วฝักยาว (yard long bean) ถั่วลันเตา (garden pea) ถั่วแขก (kidney bean) ถั่วพุ่ม (snap bean) ถั่วพู (wing bean) ฯลฯ ให้คลุกเมล็ดก่อนนำไปปลูกด้วย สเปอริ์กอน ไธแรม หรือแคปแตน ในอัตราส่วน 3-4 กรัมต่อเมล็ด 1 กก. สำหรับถั่วที่มีเมล็ดกลมพวก peas ต่างๆ หากใช้ไธแรมหรือแคปแตนอาจลดปริมาณลงได้ครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 1.5-2 กรัม ต่อเมล็ด 1 กก. ก็เพียงพอที่จะทำลายเชื้อโดยไม่เป็นอันตรายต่อเมล็ดถั่วดังกล่าว และหลังจากเพาะงอกเป็นต้นแล้วก็ใช้ไซแรมและแคปแตน หรือซีเน็บ (zineb) อย่างใดอย่างหนึ่งในปริมาณ 40 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ ฉีดพ่นหรือรดแปลงกล้าต่อไปอีกทุกๆ 5-7 วันจนกว่ากล้าจะแข็งแรง

หอม กระเทียม (alliums) รวมผักที่อยู่ในตระกูล (Amaryllidaceae ทั้งหมดเช่น หอมต้น หรือหอมแบ่ง (shallot) หอมแดง (multiple onion) หอมหัวใหญ่ (onion) กระเทียมใบ (leek) กระเทียมหัว (garlic) และกุยฉ่าย (chive) พวกนี้หากปลูกด้วยหัว ก่อนปลูกให้แช่หัวพันธุ์ในน้ำอุ่น 43 – 44° ซ. นาน 2 ชั่วโมง หรือ 46° ซ. 60 นาที จากนั้นก็ให้รด หรือฉีดพ่นต้นที่งอกด้วยนาแบม (nabam) ไดเทน เอ 40 (dithane A 40) หรือพาราเซท (parazate) 90 มล. ในน้ำ 1 ปี๊บ หรือซีเน็บ 40 กรัมต่อนํ้า 1 ปี๊บทุกๆ 5-7 วัน ในกรณีของหอมหัวใหญ่ หากปลูกด้วยเมล็ด ควรคลุกเมล็ดก่อนนำไปปลูกด้วยไทแรมแคปแตนหรือเพ่อร์แบมในอัตราส่วนสารเคมี 12.5 กรัม หรือราว 3 ช้อนชาต่อเมล็ด 1 กก. จะช่วยให้การป้องกันกำจัดได้ผลดียิ่งขึ้น

มะเขือต่างๆ (eggplants) ผักพวกมะเขือ เช่น มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือม่วง ฯลฯ นอกจากโรคโคนเน่าคอดินแล้วต้นกล้าของผักพวกนี้ยังมีโรคที่ทำความเสียหายร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง คือ โรคต้นไหม้แห้ง (blight) เกิดจากเชื้อรา Phomopsis vexans) โดยเชื้อที่ติดมากับเมล็ดเช่นกัน โรคทั้งสองชนิดนี้สามารถป้องกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยการแช่เมล็ดในน้ำอุ่น 49 – 50° ซ. นาน 25 นาที หรือจะแช่ในสารละลายจุนสี (Cusop 12 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1 ชั่วโมง และหลังจากเมล็ดงอกแล้วก็ให้ฉีดพ่นต้นกล้าต่อไปด้วยไธแรม หรือแคปแตน 40 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บต่อไปทุกๆ 5-7 วัน จนกว่าจะพ้นระยะโรค

หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) สำหรับหน่อไม้ฝรั่งนี้หากไม่แน่ใจว่าเมล็ดหรือส่วนที่จะนำมาใช้ทำพันธุ์มีเชื้อติดมาหรือไม่ ก่อนปลูกให้แช่ในแคโลกรืน (calogreen เป็นสารผสมระหว่างเมอร์คิวรัสคลอไรด์กับสารช่วยทำให้เกาะติดกับต้นพืชดีขึ้น) ในอัตราส่วนเมล็ดหรือหน่อ 4 กก. ต่อสารเคมี 1 กก. สารเคมีนี้สามารถป้องกันเมล็ดจากโรคจนกระทั่งงอกเป็นต้น แล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นด้วยยาใดๆ อีก

คึ่นฉ่าย (celery) ให้แช่เมล็ดในสารละลายเมอร์คิวรัส คลอไรด์ (6 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) หรือคลุกเมล็ดด้วย แมนโคเซบในอัตราส่วน 1 ช้อนชา (4-5 กรัม) ต่อเมล็ด 1 กก. สำหรับการฆ่าเชื้อในดินแปลงกล้าใช้ฟอร์มาลีน 190 มล. ผสมน้ำ 1 ลิตรราดรดลงไป โดยนํ้ายานี้ 1 ลิตรจะใช้กับดินแปลงกล้าที่มีขนาดราว 1×2 เมตร และควรใส่ก่อนเพาะหรือหว่านเมล็ดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แต่ถ้าดินแฉะมากควรทิ้งระยะให้นานกว่านั้นทั้งนี้เพราะพ่อร์มาลีนในสภาพดินที่เปียกชื้นมากๆ อาจเป็นอันตรายต่อเมล็ดคึ่นฉ่ายทำให้ความงอกเสียไปได้ และหลังจากเมล็ดงอกเป็นต้นขึ้นมาพ้นพื้นดินแล้ว ก็ให้ทำการฉีดพ่นซํ้าด้วยไซแรม (40 กรัมต่อน้ำ 1 ปี๊บ) ต่อไปอีกทุกๆ 5-7 วันจนกว่าต้นคึ่นฉ่ายจะแข็งแรงพ้นระยะการทำลายของโรค

ผักกาดหอมหรือผักสลัด (lettuce) ให้คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสังกะสีออกไซด์ (zinc oxide) 4 ซ้อนชาต่อเมล็ด 1 กก. มีข้อควรระวังสำหรับเมล็ดผักกาดหอมควรหลีกเลี่ยงสารเคมีพวก ไธแรม หรือเทอร์แซน ซึ่งในบางสภาพของสิ่งแวดล้อมสารเคมีนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายกับเมล็ดและต้นกล้าอ่อนที่งอกได้

ข้าวโพดหวาน (sweet corn) ให้คลุกเมล็ดที่จะนำไปปลูกด้วย หรือแคปแตนครึ่งช้อนชาต่อเมล็ด 1 กก. ต่อเมล็ด 3 กก. สารเคมีพวกนี้อาจใช้ร่วมกับสารเคมีฆ่าแมลง เช่น คาร์บาริล (carbaryl) หรือดีลดริน (dieldrin) ได้

มันเทศ (sweet potato) การปลูกมันเทศโดยการใช้หัว กิ่ง ตาหรือเถามันที่ปราศจากโรค นับว่าเป็นการป้องกันโรคนี้ได้ดีที่สุดสำหรับหัวมันหากไม่แน่ใจว่ามีเชื้อติดมาหรือไม่ ก่อนนำไปปลูก โดยเฉพาะหัวที่ยังไม่ได้ตัดหรือแบ่งให้นำไปแช่ในสารละลายเมอร์คิวริคคลอไรด์ (17 กรัมในนํ้า 1 ปี๊บ) นาน 10 นาที จากนั้นก็นำมาล้างให้น้ำยาที่เกาะติดที่เปลือกมันออกให้หมด ผึ่งลมให้แห้งแล้วจึงค่อยตัดแบ่งออกเป็นชิ้นๆ เพื่อนำไปปลูกต่อไป

นอกจากสารเคมีทั้งสองชนิดดังกล่าวแล้ว ยังมีสารเคมีอย่างอื่นที่อาจนำมาใช้แทนกันได้อีก เช่น บอแรกซ์ (20 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร) ไฟกอน (12 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร)นาแบม (17.5 มล. ต่อน้ำ 1 ลิตร) และเฟอร์แบม ผสมกับนํ้าปูนขาวในอัตราส่วน 8 กรัมต่อ 8 กรัมในน้ำ 1 ลิตรสารเคมีทั้งหมดนี้ ยกเว้นเซมีแซนให้ใช้เวลาแช่นาน 10 นาทีเท่ากัน ส่วนเซมีแซน ให้ใช้เวลาแช่เพียง 1 นาที

สารเคมีทั้งหมดที่กล่าวมานี้ นอกจากจะใช้กับหัวหรือท่อนพันธุ์ของมันเทศแล้ว พวกกิ่ง ตา หรือเถาก่อนนำไปปลูกก็ให้นำมาแช่ในสารเคมีพวกนี้ได้เช่นกัน โดยเอาตรงส่วนโคนด้านที่จะปลูกจุ่มแช่ลงไปกะให้เหนือส่วนที่จะฝังดินขึ้นมาเล็กน้อย แล้วรีบนำไปปลูกทันที

โรคที่เกิดกับต้นอ่อนหรือกล้าผัก

โรคของต้นอ่อนหรือกล้าผักต่างๆ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิดแต่ที่ทราบและรู้จักกันดีที่สุด ได้แก่ โรคโคนเน่าคอดิน (damping-off) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วๆ ไปว่าโรคกล้าตายพราย  ซึ่งจัดว่าเป็นโรคระบาดสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับผักมากมายหลายชนิด หลายตระกูลในเกือบทุกสภาพของดินและภูมิอากาศตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโต

เชื้อสาเหตุและอาการของโรค

โรคโคนเน่าคอดินมีสาเหตุมาจากเชื้อราหลายชนิด แต่ที่สำคัญและพบเสมอเกิดจากรา 2 genera ในตระกูล Phythiaceae คือ Pythium และ Phytophtbgxa ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน (soil inhabitant) โดยที่รานี้จะเข้าทำลายพืชในช่วงแรกของการเจริญเติบโตได้ทุกระยะเริ่มตั้งแต่เมล็ดที่หว่านเพาะลงในดินทำให้เมล็ดเสีย เกิดอาการเน่าฝ่อหมดไม่สามารถงอกออกมาเป็นต้นได้ ระยะนี้เรียกว่า seed rot ส่วนเมล็ดที่รอดพ้นจากการทำลายระยะแรกสามารถงอกขึ้นเป็นต้น เชื้อก็จะเข้าทำลายต่อทำให้ต้นที่เพิ่งเริ่มงอกตายเสียตั้งแต่ยังอยู่ในดินนั่นเอง การทำลายต้นอ่อนตั้งแต่อยู่ในดินนี้เรียกว่า pre-emergence damping-off การที่หว่านเมล็ดลงในดินแล้วไม่มีต้นกล้างอกขึ้นมาให้เห็น หากไม่เป็นเพราะเมล็ดเก่าเก็บ คุณภาพเสื่อมแล้ว ส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากการทำลายของเชื้อทั้งสองระยะดังกล่าว ในกรณีที่เมล็ดไม่ถูกทำลายไม่มี pre-emergence damping-off หรืออาจมีแต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งหมด กล้าบางต้นอาจงอกขึ้นมาเหนือผิวดินให้เห็นได้ พวกนี้ก็อาจถูกเชื้อเข้าทำลายให้ตายต่อไปได้อีก คือจะสังเกตเห็นหลังจากที่ต้นกล้าอ่อนงอกขึ้นมาระยะหนึ่งจะเกิดมีแผลที่บริเวณโคนต้น กล้าจะหักล้มพับลงเป็นหย่อมๆ ใบจะแห้งตายซึ่งคล้ายกับถูกนํ้าร้อนลวก อาการในต้นกล้าแต่ละต้นจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว การทำลายของเชื้อกับต้นกล้าอ่อนที่งอกพ้นพื้นดินขึ้นมาแล้วนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า post-emergence damping-off จุดที่เชื้อเข้าทำลายไม่ว่าจะเป็นระยะก่อนหรือหลังจากงอกขึ้นมาเหนือดินแล้วจะเกิดตรงบริเวณลำต้น (hypocotyl) ระหว่างใบเลี้ยง (cotyledon) และรากแก้ว (tap root) ปกติแล้วต้นอ่อน ของผักที่เพิ่งงอกจากเมล็ดจะมีผนังเซลล์หรือ membrane บางทำให้ส่วนของเซลล์ที่ประกอบกันเป็นเนื้อเยื่ออ่อนแอ ง่ายต่อการที่เชื้อจะเข้าทำลาย ทำให้เกิดโรค นอกจากนั้นเมื่อเข้าไปสู่ภายในได้แล้ว เซลล์พวกนี้ก็จะถูกทำลายให้ตาย สลายตัวลงอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นแผลแผ่กระจายออกไปโดยรอบอย่างกว้างขวาง ทำให้ส่วนนั้นของต้นกล้าหักพับลงในที่สุด

นอกจากอาการทำลายต้นกล้าทั้งสามระยะดังกล่าวแล้ว เมื่อต้นพืชเจริญเติบโตต่อมาพ้นระยะกล้า เชื้อราพวกเดียวกันนี้ยังสามารถเข้าทำลายส่วนต่างๆ ของพืชที่อยู่บริเวณผิวหรือใต้ดินลงไปให้เกิดอาการและความเสียหายในรูปต่างๆ ต่อไปได้อีก เช่น เข้าทำลายส่วนของรากก่อให้เกิดอาการรากเน่า (root rot) ทำลายส่วนลำต้นหรือโคนต้นให้เน่าเสีย เรียกว่าต้นเน่าหรือโคนเน่า (stem rot, foot rot หรือ wire stem) ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีผลทำให้ต้นพืชชะงักงันหยุดการเจริญเติบโตแคระแกร็นหรือไม่ก็เหี่ยวเฉาจนอาจถึงตายได้ในที่สุด หากเชื้อเข้าทำลายส่วนของลำต้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนที่อยู่ติดกับผิวดิน และเนื่องจากเป็นระยะที่พืชเจริญเติบโตขึ้นกว่าตอนแรกเซลล์หรือเนื้อเยื่อต่างๆ หนาแข็งแรงขึ้น เชื้อจึงเพียงแต่จะทำให้เกิดเป็นรอยแผลขึ้นที่ผิวหรือเปลือกของลำต้นเท่านั้น ความรุนแรงและเสียหายจึงไม่สู้มากนักหากเทียบกับระยะแรก อาจทำให้เกิดเพียงอาการแคระแกร็น การเจริญเติบโตลดลง หรือไม่ก็อ่อนแอเป็นช่อง ทางให้เชื้อหรือโรคชนิดอื่นเข้าทำลายได้ง่ายและเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เป็นรุนแรงหากแผลซึ่งเกิดที่ผิวหรือเปลือกของต้นดังกล่าวแผ่ขยายลุกลามไปจนรอบต้นก็อาจมีผลทำให้ถึงตายได้เช่นกัน หรือไม่ก็อาจหยุดการเจริญเติบโตอยู่แค่นั้น ทั้งนี้เนื่องจากส่วนที่เป็น cambium และ vascular lie จะถูกทำลายหมด พืชไม่สามารถลำเลียงนํ้าหรืออาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของต้นได้เป็นปกติ แผลซึ่งเกิดที่ต้นนี้สังเกตเห็นได้โดยมีลักษณะแห้งเป็นสีนํ้าตาลหรือสีเทายุบตัวลงทำให้มองเห็นลำต้นตรงส่วนนั้นคอดเข้าไป ในรายที่เป็นมากแผลดังกล่าวอาจลุกลามไปยังก้านใบและใบที่อยู่เหนือขึ้นไปได้

ความจริงปรากฏว่ามีเชื้อราอยู่หลายชนิดด้วยกันที่ทำให้เกิดโรคในลักษณะอาการเดียวกันนี้ได้ แต่ในกรณีของกล้าผักต่างๆ นั้นเชื้อ Pythium sp. นับว่าสำคัญและพบบ่อยที่สุดโดยเฉพาะในระยะ pre และ post emergence เช่น Pythium ultium P. debaryanum p. arrhenomanes และ p. aphanidermatum เป็นต้น

เชื้อ Pythium จัดเป็นราชั้นต่ำใน Class Phyeomycetesเส้นใยมีลักษณะเป็นท่อยาวไม่มีผนังกั้นไม่มีสีแตกกิ่งก้านสาขาเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีอาหารและสิ่งแวดล้อม เหมาะสมเมื่อโตเต็มที่ก็จะขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณได้ทั้งวิธีที่ใช้ เพศ (sexual reproduction) และไม่ใช้เพศ (asexual repro­duction) การขยายพันธุ์แบบใช้เพศเกิดขึ้นโดยการผสมกันของ oogonium ซึ่งทำหน้าที่เป็นเพศเมีย และ antheridium ทำหน้าที่เป็นเพศผู้ และผลจากการผสมกันก็จะเกิดเป็นสปอร์กลมที่มีเปลือกหรือผนังห่อหุ้มหนาที่เรียกว่า oospore ที่ทนทานต่อสภาพสิ่งแวดล้อมที่ผิดปกติได้ดีและนาน การขยายพันธุ์โดยวิธีนี้มักจะเกิดขึ้นในตอนปลายฤดูปลูกหรือเมื่อไม่มีพืชจะให้เกาะกินต่อไป ส่วนการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศนั้น คือ การเกิดเป็นสปอร์ที่มีหาง (flagella) สองเส้นเคลื่อนไหวได้ ที่เรียกว่า zoospores หรือ swarm cells ภายใน sporangium ซึ่งงอกจากเส้นใยโดยตรง เป็นการขยายพันธุ์แบบปกติที่เกิด และซํ้าได้หลายครั้ง ในขณะขึ้นทำลายหรือเกาะกินอยู่บนพืช ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณและแพร่ระบาดออกไปตลอดฤดูที่มีการปลูกพืช การเข้าทำลายพืชของเชื้อนี้ จะเกิดขึ้นในขณะที่เป็นเส้นใยหลังจากงอกจากสปอร์แล้ว ทั้งวิธีเจาะไชทะลุผ่านผิวพืชเข้าไปโดยตรง (direct penetration) และทางแผล หลังจากนั้นก็จะไปอาศัยเจริญอยู่ระหว่างเซลล์ cortex หรือ parenchyma และ vascular bundle โรคจะเกิดและระบาดได้ดีในดินที่ชื้นแฉะที่มีการระบายน้ำไม่ดี

นอกจากจะทำลายพืชในระยะกล้าแล้วยังพบว่าเชื้อ Pythium sp. บางตัวสามารถก่อให้เกิดโรคเน่ากับบรรดาผลิตผลและผักสดต่างๆ อีกหลายชนิดทั้งขณะยังอยู่ในแปลงปลูกและหลังเก็บเกี่ยวแล้วไม่ว่าจะเป็นขณะขนส่งหรือวางขายอยู่ตามตลาดทำให้เกิดความเสียหายต่อมาได้อีก