ความเป็นพิษของสารเคมีทางการเกษตร

สารเคมีการเกษตรทุกชนิดเป็นสารที่มีพิษทั้งสิ้น แม้แต่ PGRC ก็ตาม  ยิ่งไปกว่านั้น PGRC บางชนิดมีพิษสูงกว่ายาฆ่าแมลงบางชนิดเสียอีก การใช้สารเหล่านี้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังเช่นเดียวกับการใช้สารพิษทั้งหลาย ความเป็นพิษของสารแต่ละชนิดมีระดับไม่เท่ากันสารบางชนิดทำให้คนตายได้แม้จะได้รับสารเข้าไปในร่างกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่บางชนิดต้องได้รับเป็นปริมาณมากๆ จึงจะมีโอกาสตาย ดังนั้นจึงมีการกำหนดค่าความเป็นพิษของสารแต่ละชนิดเพื่อใช้บอกระดับอันตรายของสารนั้นๆ ค่าความเป็นพิษของสารที่นิยมใช้กันมาก? LD50 (Lethal Dose Fifty) ค่า LD50 เป็นค่าที่คำนวณขึ้นมาจากปริมาณของสารพิษ (dose) ที่คาดว่าจะทำให้สัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่งของประชากรที่ใช้ทดลองเมื่อได้รับสารนั้นในปริมาณดังกล่าวไม่ว่าโดยทางปาก หรือผิวหนังยกเว้นทางเดินหายใจ สัตว์ที่ใช้ทดลองส่วนมากนิยมใช้หนูโดยให้กินสารติดต่อกันระยะหนึ่งเพื่อศึกษาปริมาณของสารที่จะทำให้หนูนั้นตาย หน่วยนํ้าหนักที่นิยมใช้ในการบอกปริมาณของสารพิษคือมิลลิกรัมโดยเทียบกับนํ้าหนักร่างกายสัตว์ทดลองเป็นกิโลกรัม (มก/ กก) เช่นค่า LD50 ของสาร ancymidol เท่ากับ 4,500 มก/ กก หมายความว่าถ้าสัตว์ทดลองนํ้าหนัก 1 กิโลกรัม กินสารนี้เข้าไป 4,500 มิลลิกรัม จะมีโอกาสตาย 50 เปอร์เซ็นต์ ค่า LD50 นี้อาจใช้ประมาณความเป็นพิษของสารเมื่อคนได้รับสารนั้นเข้าไปได้เช่นกัน เช่นคนมีนํ้าหนัก 60 กิโลกรัม ถ้าได้รับสาร ancymidol 4,500 X 60 มิลลิกรัม หรือเท่ากับ 270,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับ 270 กรัม จึงจะมีโอกาสตายได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าสารใดมีค่า LD50 สูง หมายความว่าคนหรือสัตว์จะต้องได้รับสารนั้นในปริมาณมากจึงจะมีโอกาสตายได้ จึงจัดว่าเป็นสารที่มีพิษน้อย เมื่อเทียบกับสารที่มีค่า LD50 ตํ่า ซึ่งอาจทำให้คนหรือสัตว์ตายได้เมื่อได้รับสารในปริมาณเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการใช้สารที่มีค่า LD50 (หมายถึงมีความเป็นพิษมาก) จะต้องทำด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น สารเคมีการเกษตรนอกจากจะทำให้เกิดอันตรายได้เมื่อมีการกินเข้าไปแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายในทางอื่นอีก เช่น อาจซึมเข้าทางผิวหนัง นัยน์ตา หรือเข้าทางจมูก (ทางเดินหายใจ) ซึ่งจะแสดงพิษของสารได้เช่นกัน

เมื่อจำแนกระดับความเป็นพิษของสารโดยอาศัยค่า LD50    เป็นหลักจะแบ่งชนิดของสารเคมีออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ 6 ประเภทดังนี้
LD50 (มก/ กก)
มีพิษสูงมาก (extremely toxic)                                               1
มีพิษสูง (highly toxic)                                                              1-50
มีพิษปานกลาง (moderately toxic)                                       50-500
มีพิษเล็กน้อย (slightly toxic)                                                  500-5,000
ถือได้ว่าไม่มีพิษ (practically non-toxic)                            5,000-15,000
ปลอดภัย (relatively harmless)                                            > 15,000

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตร

สารเพิ่มประสิทธิภาพ หมายถึง สารใดก็ตามที่ใช้ผสมกับ PGRC แล้วทำให้ประสิทธิภาพของ PGRC สูงขึ้น เช่น อาจทำให้การดูดซึม PGRC เข้าไปในพืชดีขึ้น ทำให้สารคงทนอยู่บนใบพืชหรือในต้นพืชนานขึ้น หรืออาจปรับปรุงคุณสมบัติในการละลายของ PGRC ให้ดีขึ้นถ้าจะแบ่งกลุ่มของสารเพิ่มประสิทธิภาพออกเป็นพวกๆ เพื่อสะดวกต่อการเข้าใจจะได้ดังนี้

1. surfactants หรือ surface active agents เป็นสารที่มีผลต่อผิวสัมผัสระหว่างหยดของสารและผิวใบ ซึ่งแบ่งย่อยได้ดังนี้
1.1 สารเปียกใบ หรือยาเปียกใบ (wetting agents) เป็นสารที่ช่วยลดแรงตึผิวของสารละลายจึงมีผลทำให้หยดของสารแผ่กระจายแบนราบไปกับผิวใบ ดังนั้นโอกาสที่สารจะถูกดูดซึมเข้าไปภายในใบจึงมีมากขึ้นเนื่องจากพื้นที่ที่หยดสารสัมผัสกับใบมีมากขึ้น
1.2 สารจับใบ หรือยาจับใบ (stickers หรือ sticking agents) เป็นสารที่ทำหน้าที่คล้ายกาว เมื่อผสมลงไปในสารละลายพ่นให้พืช จะทำให้หยดของสารเกาะติดแน่นอยู่บนพืช จึงป้องกันการชะล้างเนื่องจากน้ำฝนได้พอสมควร สารจับใบบางชนิดมีคุณสมบัติเป็นสารเปียกใบด้วยในตัว จึงทำให้หยดสารแผ่กระจายแบนราบและติดแน่นบนผิวใบ ทำให้การดูดสารดีขึ้น
1.3 ผงซักฟอก (detergents) เป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของสารละลาย เช่นเดียวกับสารเปียกใบ และยังมีคุณสมบัติในการละลายหรือทำลายไขมันได้ดี ดังนั้นเมื่อผงซักฟอกผสมในสารละลายพ่นให้พืช จะทำให้หยดสารแผ่แบนราบบนใบและยังทำลายไข (wax)บนใบอีกด้วย สารจึงผ่านเข้าทางเนื้อใบได้ง่ายขึ้น เนื่องจากผงซักฟอกมีฤทธิ์เป็นด่างและมีคุณสมบัติในการทำลายไขมันบนใบพืชจึงไม่แนะนำให้ใช้ผสมกับสารละลาย PGRC อาจทำให้สารเสื่อมประสิทธิภาพ หรือเกิดอันตรายต่อใบพืช

2. emulsifying agents หรือ emulsifiers เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการละลายได้ดีทั้งในนํ้าหรือนํ้ามัน จึงใช้เป็นตัวกลางในการผสมนํ้ากับน้ำมันให้รวมเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่แยกชั้น PGRC ที่อยู่ในรูปสารละลายนํ้ามัน (emulsifiable concentrate) จะต้องมีการผสมสารนี้ด้วยเสมอ เมื่อนำมาผสมกับนํ้า จะได้สารผสมซึ่งมีลักษณะขุ่นคล้ายนํ้านมซึ่งเรียกว่าอีมัลชัน (emulsion) การขุ่นของสารผสมเกิดจากหยดนํ้ามันขนาดเล็กมากแตกตัวกระจายแทรกอยู่ในน้ำ โดยมี emulsifiers เป็นตัวกลาง ซึ่งพยุงหยดนํ้ามันเหล่านี้ให้แขวนลอยอยู่ได้ในนํ้า และในหยดนํ้ามันเหล่านี้จะมีเนื้อสารออกฤทธิ์ผสมอยู่ ดังนั้นเมื่อพ่นสารผสมดังกล่าวบนใบพืช จะมีผลทำให้หยดนํ้ามันกระจายอย่างสมํ่าเสมอบนใบพืชและค่อยๆ ปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ เข้าสู่ใบพืช ใบพืชมีไขมันเคลือบอยู่ซึ่งสามารถเข้ากันได้ดีกับหยดนํ้ามัน ดังนั้นจึงทำให้สารออกฤทธิ์ซึมผ่านเข้าไปในเนื้อใบได้ดี

3. dispersing agents หรือ dispersants เป็นสารที่มีคุณสมบัติผลักดันอนุภาคของแข็งชนิดเดียวกัน ให้แยกออกจากกัน ดังนั้นจึงใช้ผสมในสารเคมีเกษตรที่อยู่ในรูปผงเปียกนํ้า (wettable powder หรือ w.p.) หรือสารแขวนลอยเข้มข้น (suspension concentrate) เมื่อนำสารเคมีเกษตรเหล่านี้มาผสมนํ้าจะได้สารผสมซึ่งมีลักษณะขุ่นคล้ายแป้งผสมนํ้า แต่ไม่ ตกตะกอน เนื่องจากมีสารพวก dispersants ผสมอยู่ซึ่งจะผลักดันไม่ให้อนุภาคของแข็งซึ่งผสมสารออกฤทธิ์ เข้ามารวมกันเป็นอนุภาคใหญ่ จึงทำให้อนุภาคเล็กๆ เหล่านี้แขวนลอยอยู่ได้นานโดยไม่ตกตะกอน

นอกจากสารที่กล่าวมาทั้ง 3 ประเภทนี้แล้วยังมีสารเพิ่มประสิทธิภาพชนิดอื่นๆ อีก ซึ่งมีความสำคัญทางการเกษตรค่อนข้างน้อย จึงไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียด

สารพวก emulsifier และ dispersant จะมีอยู่ในผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่อยู่ในรูปสารละลายน้ำมันหรือสารแขวนลอยเข้มข้น และผงเปียกน้ำ ซึ่งมีการผสมมาจากโรงงานผลิตโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องจัดหามาผสมเพิ่มเติมลงไปอีก แต่สารประเภทแรกคือ พวกสารเปียกใบ หรือสารจับใบ อาจมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ดีขึ้น อย่างไรก็ตามควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนสลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดมีการผสมมาเรียบร้อยแล้วจากโรงงานผลิต การผสมเพิ่มเติมเข้าไปอีก อาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี วิธีทดสอบว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีการผสมสารพวก surfactants มาเรียบร้อยแล้วหรือไม่ สามารถทำได้ง่ายโดยการผสมสารตามอัตราที่กำหนดในสลากแล้วพ่นไปยังใบพืชเปรียบเทียบกับการใช้นํ้าเปล่า ถ้าหยดสารแบนราบและเกาะติดบนผิวใบอย่างสมํ่าเสมอ แสดงว่ามีการผสม surfactants อยู่ด้วย และในทางตรงกันข้ามถ้าหยดสารเกาะ เป็นเม็ดขนาดใหญ่ไม่สมํ่าเสมอ และไม่ต่างจากการใช้นํ้าเปล่า แสดงว่าไม่มี surfactants ผสมอยู่

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

การคำนวณและผสมสารเคมีเพื่อการเกษตร

สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรมีการผลิตขึ้นมาหลายรูปเพื่อความสะดวกในการใช้ตามจุดประสงค์ต่างๆ กัน สารเหล่านี้ไม่ใช่สารบริสุทธิ์ แต่จะมีองค์ประกอบหลัก 2-3 อย่างที่สำคัญคือ

1. สารออกฤทธิ์ (active ingredient หรือ a.i.) หมายถึงเนื้อสารจริงๆ ที่จะแสดงผลต่อพืช ได้ตามคุณสมบัติที่สารนั้นมีอยู่ มักจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของสารออกฤทธิ์ในสารผสมทั้งหมด หรือแสดงหน่วยนํ้าหนักต่อปริมาตร (เช่นกรัมต่อลิตร) เช่น Planofix® ระบุว่ามี NAA 4.5% เป็นสารออกฤทธิ์ หมายความว่าสาร Planofix® 1 ขวด ปริมาตร 100 มล. มีเนื้อสาร NAA ผสมอยู่ 4.5 กรัม อย่างไรก็ตามมี PGRC หลายชนิดที่จำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้โดยได้ระบุชนิดและปริมาณของสารออกฤทธิ์ที่ผสมอยู่

2. สารทำให้เจือจาง (diluent) หมายถึงสารอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ที่ใช้ผสมกับสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ลดลงมาอยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อสะดวกในการใช้ สารทำให้เจือจางที่ผสมอยู่ในส่วนผสมจะต้องไม่ทำปฏิกริยาเคมีกับสารออกฤทธิ์และต้องไม่เกิดผลเสียต่อพืช สารทำให้เจือจางอาจเป็นอะไรก็ได้ เช่น นํ้า แอลกอฮอล์ ดิน แป้ง หรืออากาศ ยกตัวอย่างสาร Planofix® 1 ขวด ปริมาณ 100 มล ซึ่งมีเนื้อสาร NAA ผสมอยู่ 4.5 กรัม แสดงว่าส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมด (ประมาณ 95%) เป็นสารทำให้เจือจาง

3. สารเพิ่มประสิทธิภาพ (adjuvants) หมายถึงสารใดก็ตามที่ผสมอยู่ในส่วนผสมแล้ว มีผลทำให้ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์สูงขึ้น หรือให้อยู่ในรูปที่มีประสิทธิภาพสูงสุด  อาจเป็นยาจับใบ ยาเปียกใบ หรืออื่นๆ ก็ตาม ผู้ผลิตสารเคมีการเกษตรส่วนใหญ่มักจะผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพลงไปในผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว ก่อนบรรจุภาชนะออกจำหน่าย สารเพิ่มประสิทธิภาพมีอยู่หลายร้อยชนิดซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อบริษัทผู้ผลิตพบว่าสารเพิ่มประสิทธิภาพชนิดใดเหมาะสมต่อผลิตภัณฑ์ของตน ก็จะมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ หรือปกปิดเป็นความลับของบริษัท สารเพิ่มประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งอาจมีประสิทธิสูงกว่าอีกชนิดหนึ่งได้ทั้งๆ ที่มีสารออกฤทธิ์ชนิดเดียวกัน อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไม่มีการผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพลงไปในผลิตภัณฑ์ แต่สารออกฤทธิ์ก็ยังคงแสดงคุณสมบัติที่มีอยู่ต่อพืชได้เช่นกัน

องค์ประกอบทั้ง 2 หรือ 3 อย่างที่กล่าวมาแล้วนี้ เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วๆ ไป เราสามารถจำแนกผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรออกเป็นรูปต่างๆ ได้หลายรูป โดยอาศัยชนิดของสารทำให้เจือจางที่ใช้เป็นหลัก สำหรับ PGRC ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วๆ ไปนั้น มีรูปต่างๆ ดังนี้

1. ผงละลายน้ำ (water soluble powder หรือ w.s.p.) เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปผง เมื่อจะใช้จึงนำมาผสมนํ้า ซึ่งจะได้เป็นสารละลายใสไม่ตกตะกอน และให้กับพืชโดยวิธีจุ่ม แช่ พ่นทางใบ หรือรดลงดิน เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมในรูปผงละลายนํ้าได้แก่ Alar® 85, Gibberellin Kyowa

2. สารละลายเข้มข้น (water soluble concentrate หรือ w.s.c.) เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปสารละลายใส เมื่อจะใช้จึงนำมาผสมนํ้าซึ่งจะได้สารละลายใสเช่นกัน PGRC ส่วนใหญ่มักเตรียมในรูปนี้ เช่น Pro-Gibb® , Planofix® , Ethrel®

3. สารละลายน้ำมัน (emulsifiable concentrate หรือ e.c.) สารบางชนิดละลายได้ดีในน้ำมัน จึงต้องเตรียมอยู่ในรูปนี้และผสมสารที่จับตัวกับนํ้าและนํ้ามันได้ดี (emulsifier) ลงไปด้วยเมื่อจะใช้จึงนำมาผสมนํ้าจะได้สารผสมซึ่งมีลักษณะขุ่นเหมือนนํ้านม แต่ไม่ตกตะกอนหรือแยกชั้น ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมในรูปนี้ได้แก่ Maintain® CF 125

4. สารในรูปครีม (paste) เป็นผลิตภัณฑ์ที่เตรียมขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ได้โดยตรง โดยการทาหรือป้ายสารในบริเวณที่ต้องการ สารทำให้เจือจางที่ใช้อาจเป็นลาโนลิน ขึ้ผึ้ง หรือสารกึ่งแข็งกึ่งเหลวอื่นๆ ที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ ผลิตภัณฑ์ที่เตรียมในรูปนี้ได้แก่ Cepha®

5. ผง (dust) เป็นผลิตภัณฑ์ที่เตรียมขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์โดยตรงเช่นกัน และไม่ต้องผสมนํ้าหรือสารใดๆ เพิ่มเติมอีก การให้สารในรูปนี้แก่พืชทำได้โดยจุ่มส่วนของพืชลงในผงของสารโดยตรง ส่วนใหญ่ใช้ในการเร่งรากกิ่งปักชำของพืช สารที่เตรียมในรูปนี้ได้แก่ Seradix® , Trihormone

6. สารแขวนลอยเข้มข้น (suspension concentrate หรือ s.c.) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายแป้งผสมนํ้า เมื่อจะใช้จึงนำมาผสมนํ้า ซึ่งจะได้สารผสมซึ่งขุ่นคล้ายแป้งผสมนํ้าเช่นกันผลิตภัณฑ์ที่เตรียมในรูปนี้ได้แก่ Cultar®

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เกือบทุกชนิดจะต้องผสมนํ้าก่อนนำมาใช้ประโยชน์ (ยกเว้นในรูปครีม ผง) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทราบวิธีการคำนวณปริมาณสาร เพื่อผสมให้ได้ความเข้มข้นที่ต้องการ ที่ใช้ในที่นี้คือปริมาณของสารออกฤทธิ์ซึ่งผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ การคำนวณจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีการระบุปริมาณสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการผสมสารละลาย NAA ความเข้มข้น 100มก/ล โดยผสมจาก Planofix® ซึ่งมี NAA 4.5% เป็นสารออกฤทธิ์ มีวิธีคำนวณดังนี้

สารละลาย NAA ความเข้มข้น100มก/ล หมายความว่า สารละลาย 1 ลิตร มีเนื้อสาร NAA ผสมอยู่ 100 มิลลิกรัม
สาร Planofix® มี NAA 4.5% เป็นสารออกฤทธิ์ หมายความว่า สารละลาย Planofix® 100 มิลลิลิตรมี NAA ผสมอยู่ 4.5 กรัม หรืออาจกล่าวได้ว่า สาร NAA 4.5 กรัม (หรือ 45,000 มก) ละลายอยู่ใน Planofix® 100 มล.

ถ้าต้องการ สาร NAA 100 มก. จะต้องใช้สารละลาย Planofix®
100X100/45,0000 มล.
= 0.22 มล.

สาร Planofix® 0.22 มล. มีเนื้อสาร NAA ผสมอยู่ 100 มก. ดังนั้นเมื่อนำ Planofix® 0.22 มล. มาผสมนํ้า 1 ลิตร ก็จะได้สารละลายที่มี NAA ความเข้มข้น 100 มก/ ล ตามต้องการ

ในทำนองเดียวกันถ้าต้องการผสมสารละลาย NAA ความเข้มข้น 100 มก/ล จำนวน 20 ลิตร จะต้องใช้สาร Planofix® เท่ากับ 0.22X20 หรือเท่ากัน 4.4 มล ผสมนํ้า 20 ลิตร ก็จะได้ความเข้มข้นตามต้องการ

การคำนวณหาปริมาณสารที่อยู่ในรูปผงละลายนํ้า เช่น Alar® 85 ก็มีวิธการเช่นเดียวกับสารในรูปของเหลว

จุดสำคัญที่สุดในการคำนวณปริมาณสารคือ หน่วยนํ้าหนักและหน่วยปริมาตรที่ใช้จะต้องสัมพันธ์กัน ดังตัวอย่างจะเห็นได้ว่า NAA ที่ผสมใน Planofix® มีหน่วยน้ำหนักเป็นกรัม แต่ความเข้มข้นของสารละลาย NAA ที่ต้องการผสมมีหน่วยนํ้าหนักเป็นมิลลิกรัม ดังนั้นจึงต้องปรับหน่วยนํ้าหนักให้เป็นหน่วยเดียวกันก่อนทำการคำนวณ

จากหลักการคำนวณปริมาณสารดังกล่าว อาจนำมาประยุกต์เป็นสูตรสำเร็จ เพื่อสะดวกในการคำนวณได้ดังนี้
ปริมาณสารที่ต้องใช้ (มล.หรือ ก.)
=ปริมาณสารที่ต้องการ (มล หรือ ก) X ความเข้มข้นที่ต้องการ ผมก/ล)/ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ที่ใช้ (มก/ล)

จากตัวอย่างเดิมต้องการผสมสารละลาย NAA ความเข้มข้น 100 มก/ล จำนวน 1 ลิตร โดยผสมจาก Planofix® ซึ่งมี NAA 4.5% เป็นสารออกฤทธิ์ นั่นคือ

ปริมาณสาร Planofix® ที่จะต้องใช้(มล)
= ปริมาณสารละลายที่ต้องการ(1 ลิตรหรือเท่ากับ 1,000 มล) X 100 มก/ล  /  ความเข้มข้นของ Planofix® (4.5 กรัม/ 100 มล. หรือเท่ากับ 45,000 มก/ล)
= 1,000 มล. X 100 มก/ ล   /  45,000 มก/ล
= 0.22 มลลิลิตร

จะสังเกตได้ว่า ถ้าหน่วยของปริมาณสารที่ใช้เป็นมิลลิลิตร หน่วยของปริมาณสารผสมที่ต้องการก็จะต้องปรับให้เป็นมิลลิลิตรเช่นกัน และหน่วยความเข้มข้นที่ใช้ก็ต้องปรับให้อยู่หน่วยเดียวกัน

ผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรทุกชนิดจะระบุวิธีการใช้อย่างกว้างๆ และกำหนดอัตราการใช้สารมาด้วย เช่น ให้ใช้ผลิตภัณฑ์นั้น 10 มล ผสมนํ้า 20 ลิตร หรือกำหนดให้ใช้สาร 15-30 กรัม ผสมนํ้า 20 ลิตร ในกรณีเช่นนี้ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ระบุปริมาณสารออกฤทธิ์มาด้วย ก็จะสามารถ คำนวณความเข้มข้นของสารได้เช่นกันโดยใช้สูตรการคำนวณที่กล่าวมาแล้ว เพียงแต่สับเปลี่ยนตำเเหน่งเท่านั้น ซึ่งจะได้เป็น

ความเข้มข้นที่ต้องการ (มก/ล) = ปริมาณสารที่ใช้ (มล. หรือ ก.) X ความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ (มก/ล)  /  ปริมาณสารผสมที่ต้องการ (มล./ก.)

ยกตัวอย่างเช่นการใช้ Alar ® 85 ซึ่งกำหนดให้ใช้สาร 30 ถึง 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้มี daminozide 85% เป็นสารออกฤทธิ์ หมายความว่า 100 กรัม ของ Alar ® 85 มี daminozide 85 กรัม (หรือเท่ากับ 850,000 มก/ กก) เมื่อผสมสารตามอัตราที่กำหนด เราจะทราบความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ได้โดยการคำนวณดังนี้

ปริมาณ Alar ® 85 ที่ใช้                =    30-50 กรัม
ความเข้มข้นของ daminozide ใน Alar ® 85 =    85,000 มก/กก
ปริมาณสารผสมที่ต้องการ                =    20 ลิตร
หรือ เท่ากับ 20,000 มล
ความเข้มข้นของ daminozide ในสารผสมที่ต้องการ (มก/ ล)
= 30 กรัม X 850,000 มก/ กก และ 50 กรัม X 850,000 มก/ กก
20,000 มล (หรือกรัม)                 20,000 มล (หรือกรัม)
= 1,275 และ 2,125 มก/กก หรือ มก/ล

นั่นคือถ้าใช้ Alar ® 85 ผสมนํ้าตามอัตราส่วน 30-50 กรัมต่อ 20 ลิตร จะได้สารละลาย ซึ่งมีความเข้มข้นของ daminozide 1,275-2,125 มก/ล ตามลำดับ

PGRC บางชนิดยังไม่มีจำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร แต่อาจหาซื้อได้ในรูปสารบริสุทธิ์จากร้านเคมีภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่นสาร BAP นอกจากนี้ PGRC บางชนิดมีจำหน่ายในรูปสารบริสุทธิ์ ซึ่งอาจนำมาผสมไว้ใช้เองเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นสาร NAA GA3 การผสมสารเหล่านี้จะต้องใช้ทักษะพอสมควร เนื่องจากมีความละเอียดอ่อนสูงกว่าการผสมสารโดยทั่วๆ ไป เครื่องมือเครื่องใช้จะต้องมีความละเอียดมากเช่น เครื่องชั่งไฟฟ้า กระบอกตวง นอกจากนี้ยังต้องศึกษาคุณสมบัติการละลายของสารอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากสารบริสุทธิ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ละลายน้ำ การผสมสารจากสารบริสุทธิ์มักจะทำเพื่อใช้ในงานวิจัยเท่านั้น แต่ก็พบอยู่ 2 กรณีที่มีการผสมสารจากสารบริสุทธิ์เพื่อใช้ในการเกษตรโดยตรง การผสม NAA สำหรับเร่งรากกิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ และการผสมสาร BAP เพื่อเร่งการแตกต จึงขอยกตัวอย่างการผสมสารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวดังต่อไปนี้

1. การผสมสารละลาย NAA ความเข้มข้น 4,000 มก/ล จำนวน 1 ลิตรโดยใช้แอลกอฮอล์ 50% เป็นตัวทำละลาย เพื่อใช้ในการเร่งรากกิ่งปักชำ โดยให้สารแบบจุ่มยก (quick-dip method)

วิธีการ    สารละลาย NAA ความเข้มข้น 4,000 มก/ ล หมายความว่า
สารละลาย 1 ลิตรมีเนื้อสาร NAA 4,000 มก หรือเท่ากับ 4 กรัม
NAA บริสุทิ์ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์แต่ไม่ละลายนํ้า เมื่อต้องการผสม NAA โดยใช้แอลกอฮอล์ 50% เป็นตัวทำละลาย จะมีวิธีการคือนำสาร NAA บริสุทธิ์ปริมาณ 4 กรัม ใส่ในภาชนะแล้วเติมแอลกอฮอล์ 95% ลงไปประมาณ 500 มล. คนสารผสมจนกระทั่ง NAA ละลายหมดแล้วจึงเติมนํ้าลงไป (ประมาณ 500 มล หรือกว่า) จนปริมาตรสารผสมทั้งหมดเป็น 1 ลิตร ก็จะได้สารความเข้มข้นและปริมาตรตามต้องการ

2. การผสมสาร BAP ความเข้มข้น 4,000 มก/ กก. จำนวน 100 กรัม โดยใช้ลาโนลิน เป็นส่วนผสม เพื่อใช้ในการเร่งการแตกตาของพืช

วิธีการ สารผสม BAP ความเข้มข้น 4,000 มก/ กก หมายความว่า
สารผสม 1 กก (1,000 กรัม) มีเนื้อสาร BAP 4,000 มก
ถ้าต้องการสารผสม 100 กรัม จะมีเนื้อสาร BAP 4,000 X 100 มก
1,000
= 400 มก หรือ 0.4 กรัม

วิธีการผสมคือ ชั่งสารลาโนลินปริมาณ 100 กรัม ใส่ในภาชนะทนไฟแล้วนำไปวางบนเตาไฟโดยใช้ไฟอ่อนจนกระทั่งลาโนลินหลอมเหลว แล้วจึงนำสาร BAP บริสุทธิ์ปริมาณ 0.4 กรัม ละลายในด่างเช่นโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) โดยใช้ด่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอที่จะให้ละลายได้หมด (BAP ไม่ละลายในแอลกอฮอล์และนํ้า แต่ละลายได้ดีในสารละลายด่าง) จากนั้นจึงนำลาโนลินหลอมเหลว และสารละลาย BAP มาผสมรวมกัน แล้วคนสารทั้ง 2 ให้เข้ากันดี เมื่อตั้งทิ้งไว้ให้สารผสมเย็นลงลาโนลินจะแข็งตัวเหมือนสภาพเดิมก่อนถูกความร้อน คือเป็นสารเหนียวคล้ายขี้ผึ้ง แล้วจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารในรูปเคมีภัณฑ์

สารในรูปเคมีภัณฑ์เป็นสารที่มีความบริสุทธิ์สูง ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ในการทดลองต่างๆ การผลิตสารให้มีความบริสุทธิ์สูงทำได้ยากกว่าสารในรูปสารเคมีเกษตร ดังนั้นราคาจึงมักสูงกว่าทั่วๆ ไป บางกรณีสารเหล่านี้ไม่ได้ผลิตขึ้นมาในรูปสารเคมีเกษตร แต่ถ้าต้องการใช้สารชนิดนั้นๆ เพื่อการผลิตพืชก็อาจหาซื้อได้ในรูปเคมีภัณฑ์ตามร้านที่จำหน่ายสารเคมีทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป แล้วจึงนำมาผสมขึ้นให้ได้ความเข้มข้นตามที่ต้องการ การผสมสารเหล่านี้ขึ้นมาใช้จะต้องทราบถึงคุณสมบัติในการละลายของสารแต่ละชนิด เนื่องจากส่วนใหญ่จะไม่ละลายน้ำ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เช่น เครื่องชั่งไฟฟ้า เครื่องแก้วสำหรับตวงสารอย่างละเอียด ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว การเตรียมสารจากเคมีภัณฑ์จึงมักทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการซึ่งมีอุปกรณ์ดังกล่าวครบถ้วนเท่านั้น

การใช้สารในรูปเคมีภัณฑ์มีวิธีการใช้เหมือนกับสารเคมีเกษตรทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจมีข้อเสียเปรียบบางประการ เช่น การดูดซึมน้อยกว่า หรือสลายตัวได้เร็วกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อเสียนี้อาจแก้ไขได้โดยการผสมสารเพิ่มประสิทธิภาพ (surfactant) ลงไปด้วยเพื่อช่วยในการ
ดูดซึมดีขึ้น

โดยสรุปแล้ว การนำสารในรูปเคมีภัณฑ์มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรโดยตรงมักจะเป็นไปอย่างจำกัด คือจะใช้ในกรณีที่ไม่สามารถหาสารในรูปเคมีเกษตรมาใช้ประโยชน์ได้ หรือในกรณีที่ต้องการเตรียมสารขึ้นมาใช้ประโยชน์เฉพาะอย่างลงไป เช่นใช้ในการทดลองหรือใช้เพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เนื่องจากสารในรูปเคมีภัณฑ์สามารถนำมาเตรียมให้อยู่ในรูปต่างๆ และความเข้มข้นต่างๆ ตามที่ต้องการได้อย่างกว้างขวาง เคมีภัณฑ์ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่ NAA, IBA, IAA, 2,4-D, 2,4,5-T, kinetim, BAP, GA3, 4-CPA, และ 2-NOA เป็นต้น

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารเคมีที่น่าสนใจ

สารที่ได้กล่าวถึงบางชนิดยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย หรือบางชนิด กำลังอยู่ในขั้นทดลองเพื่อหาลู่ทางที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์ ดังนั้นสารเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะมีจำหน่ายในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

Ancymidol
ชื่อเคมี: α-cydopropyl-α-(4-methoxyphenyl)-5-pyrimidinemethanol ชื่อการค้า: A-Rest®
รูปผลิตภัณฑ์: สารละลาย 0.026 %
ผู้ผลิต : Elanco Products Co., Division of Eli Lily and Co.
การใช้ประโยชน์: ลดความสูงของต้นไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด เช่น คริสต์มาส ทิวลิป เบญจมาศ อีสเตอร์ลิลลี่ แดฟโฟดิล

Chlorflurenol – methyl ester
ชื่อเคมี : methyl 2-chloro-9-hydroxyfluorene-9-carboxylate
ชื่อการค้า: Maintain® CF 125, CF 125®, Curbiset® , Maintain® A, Multiprop®
รูปผลิตภัณฑ์: สารละลายนํ้ามัน(e.c.)5 และ 12.5 %
ผู้ผลิต : Celamerck GmbH & Co.KG (เยอรมันตะวันตก) (CF 125® , Multiprop® E.M. Indrustries, Inc. (Curbiset® )
Uniroyal Chemical, Division of Uniroyal Inc. (Maintain® CF 125)
การใช้ประโยชน์: ชะลอการเติบโตของหญ้าสนาม วัชพืชใบกว้าง และไม้เลื้อย เพิ่มการติดผลของแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้ดอกตัวเมีย เร่งการเกิดหน่อของสับปะรด

Chlormequat
ชื่อเคมี : 2-chloroethyl trimethylammonium chloride
ชื่อการค้า : Cycocel® , Ce Ce Ce® , Cycocel-Extra® , Lihocin® , Cycogan Hico CCC, Increcel, Chlormequat-chloride + Cholin-Chloride®
รูปผลิตภัณฑ์: สารละลาย 11.8, 25, 40, และ 50 % ผง 65 %
ผู้ผลิต : American Cyanamid Co. (Cycocel® )
BASF Aktiengesellschaft (เยอรมันตะวันตก) (Ce Ce Ce® , Chlormequat-Chloride + Cholin-Cloride®, Cycocel-Extra® )
BASF India Ltd. (อินเดีย) (Lihocin® )
Hico Products Ltd. (อินเดีย) (Hico CCC)
Makhteshim-Agan (อิสราเอล) (Cycogan® )
Sarabhai M. Chemicals (อินเดีย) (Increcel)
การใช้ประโยชน์: ลดความสูงไม้ประดับบางชนิด เช่น คริสต์มาส ป้องกันการหักล้มของธัญญพืชชนิดต่างๆ เช่น ข้าวสาลี โอ๊ต เพิ่มผลผลิตฝ้าย มะเขือเทศ พริก ยาสูบ แรดิช แตง กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก ถั่ว มะม่วง

Dikegulac – sodium
ชื่อเคมี: 2, 3 : 4, 6-di-0-isopropylidene-α-L-xylo-2-hexulofuranosonic acid หรือ 3 : 4, 6-bis-O-(l-methylethyllidene) α-L-xylo-2-hexulofuranosonic acid
ชื่อการค้า : Atrinal®
รูปผลิตภัณฑ์: สารละลายเข้มข้น 20%
ผู้ผลิต: Dr R. Maag Ltd, Maag Agrochemicals (Switzerland) Maag, Inc.
การใช้ประโยชน์: ลดความสูงของไม้พุ่ม ไม้รั้ว พืชคลุมดิน เพิ่มการแตกแขนงของต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกไม้เนื้อแข็ง

Glyphosine
ชื่อเคมี: N,N-bis(phosphonomethyl)glycine
ชื่อการค้า : Polaris®
รูปผลิตภัณฑ์: ผงละลายนํ้า (w.s.p.) 85%
ผู้ผลิต : Monsanto Agricultural Products Co.
การใช้ประโยชน์: เร่งการแก่และเพิ่มนํ้าตาลของต้นอ้อย

Paclobutrazol
ชื่อเคมี: (2RS, 3RS) -1-(4-chlorophenyl)-4,4-dimethyl-2-(1H-1,2,4-triazol-l-yl) pentan-3-ol
ชื่อการค้า : Cultar®
รูปผลิตภัณฑ์: สารแขวนลอยเข้มข้น (suspension concentrate)25% ผงเปียกนํ้า(w.p.)50%
ผู้ผลิต : Imperial Chemical Industries PLC Plant Protection Division
การใช้ประโยชน์: ลดความสูงของต้นไม้ดอกไม้ประดับ ลดความยาวกิ่งไม้ผลหลายชนิดก เพื่อการปลูกระยะชิด เร่งการออกดอกและเพิ่มผลผลิตไม้ผลเขตหนาวหลายชนิดเช่น แอปเปิล สาลี่ เนกตารีน พลัม เชอรี่

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารเคมีที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

สารออกฤทธิ์
butane dkioic acid mono (2,2-dimethylhydrazide) (daminozide) 85%
ชื่อการค้า
อาล่าร์ 85 (ALAR® 85)
รูปผลิตภัณฑ์
ผงละลายน้ำ (w.s.p.X
การใช้
ตามคุณสมบัติของ daminozide
ผู้ผลิต
Uniroyal Inc.
ผู้แทนจำหน่าย
บงยิบอินซอยและแย๊คส์ จก.

สารออกฤทธิ์
Sodiummono-nitroquaiacol
ชื่อการค้า
อโทนิค (ATONIK® )
รูปผลิตภัณฑ์
สารละสายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
เพิ่มผลผลิต เพิ่มการติดผล
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้จำหน่าย
บ.เจียไต๋ส่งเสริมเกษตรกรรม จก.

สารออกฤทธิ์
ไม่ระบุ
ชื่อการค้า
คริสซอล (CHRYSAL)
รูปผลิตภัณฑ์
ผลละลายน้ำ (w.s.p.)
การใช้
ยืดอายุปักแจกันไม้ดอก
ผู้ผลิต
Bendien-Naarden-Holland
ผู้แทนจำหน่าย
ไม่ระบุ

สารออกฤทธิ์
2-chloroethylphosphonic acid (ethephon) 5,10,25%
ชื่อการค้า
อีเทรล ลาเท็กซ์ (ETHREL® LATEX)
รูปผลิตภัณฑ์
สารเหนียว (paste)
การใช้
เร่งการไหลของน้ำยางพารา
ผู้ผลิต
บ.ยูเนียนคาร์ไบค์ไทยแลนด์ จก.
ผู้แทนจำหน่าย
บ. ยูเนียนคาร์ไบด์ไทยแลนด์ จก.

สารออกฤทธิ์
2-chloroethylphosphonic acid (ethephon) 39.56%
ชื่อการค้า
อีเทรล พีจีอาร์(ETHREL® P.G.R.)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
เร่งดอกสับปะรด และประโยชน์ด้านอื่นตามคุณสมบัติของ ethephon
ผู้ผลิต
Amehem Products, Inc.
ผู้แทนจำหน่าย
บ.ยูเนียนคาร์ไบด์ไทยแลนด์ จก.
สารออกฤทธิ์
3-acetylthiazolidine-4-carboxylic acid (Folcisteine) (ประกอบด้วย Folic acid 0.1% และ L-cysteine derivative 5%)
ชื่อการค้า
เออร์โกสติม (ERGOSTIM®)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
เร่งการเติบโตทั่วไป กระตุ้นการงอกของเมล็ด เพิ่มการติดผล และเพิ่มผลผลิตพืชหลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวเจ้า บีท มันฝรั่ง องุ่น สตรอเบอรี่ และแอปเปิล
ผู้ผลิต
Farmoplant S.p.A. (Montedison Group)
ผู้แทนจำหน่าย
หจก.เศรษฐกิจเคมี

สารออกฤทธิ์
l-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
ฟิกซ์(FIX)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
บ.พิทสุลิน จก.
ผู้จำหน่าย
บ.พิทสุลิน จก.

สารออกฤทธิ์
Gibberellic acid (GA3)3.1%
ชื่อการค้า
GIBBERELLIN KYOWA
รูปผลิตภัณฑ์
ผลละลายน้ำ (w.s.p.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ GA3
ผู้ผลิต
Kyowa Hakko Kogyo Co, Ltd.
ผู้แทนจำหน่าย
ไม่ระบุ

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA)ไม่ระบุความเข้มข้น
ชื่อการค้า
โกร-พลัส (GRO-PLUS)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น(w.s.c.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้จำหน่าย
บ.แอ็กโกร(ประเทศไทย) จก.

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
ฮันนี่(HONEY)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้แทนจำหน่าย
บ.บอร์เนียว เซอร์วิสเซส จก.

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
นีต้า เอส (NITA S.)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้จำหน่าย
หจก.ห้างสหายเกษตรเคมีภัณฑ์

สารออกฤทธิ์
เกลือโพแสเซียมของ 6-hydroxy-3-(2H)-pyridazinone (maleic hydrazide 21.6%)
ชื่อการค้า
โอโซ-เอ็มเอช (OZO-MH)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น(w.s.c.)
การใช้
ป้องกันการเกิดหน่อ ด้านอื่นตามคุณสมบัติของ maleic hydrazide
ผู้ผลิต
Drexel Chemical Company
ผู้แทนจำหน่าย
เทพวัฒนาเคมี จก.

สารออกฤทธิ์
l-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
แพนเทอร์(PANTER)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้แทนจำหน่าย
บ.พาราวินเซอร์ จก.

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
ไพโอโมน (PHYOMONE)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
ไม่ระบุ
ผู้จำหน่าย
บ.ยิบอินซอยและแย๊คส์ จก.

สารออกฤทธิ์
I,I-dimethyl-piperidinium chloride (mepiquat chloride) 5%
ชื่อการค้า
พิกซ์ (PIX®)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
ลดความสูงต้น เพิ่มผลผลิตและเร่งการแก่ของฝ้าย
ผู้ผลิต
BASF Wyandotte Crop.
ผู้แทนจำหน่าย
บ.ศรีกรุงวัฒนา จก.
หจก.ห้างสหายเกษตรเคมีภัณฑ์

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 4.5%
ชื่อการค้า
แพลนโนฟิกซ์(PLANOFIX®)
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ NAA
ผู้ผลิต
May & Baker Ltd.
ผู้แทนจำหน่าย
บ.เมย์แอนด์เบเกอร์ จก.

สารออกฤทธิ์
Gibberellic acid (GA3 ) 2%
ชื่อการค้า
โปร-กิ๊บ (PRO-GIBB® )
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
ตามคุณสมบัติของ GA3
ผู้ผลิต
บ.ยิบอินซอยและแย๊คส์ จก.
ผู้จำหน่าย
บ.ยิบอินซอยและแย๊คส์ จก.

สารออกฤทธิ์
สารสกัดจากสาหร่าย (marine algal extract) มีไซโตไคนินเป็นองค์ประกอบ
ชื่อการค้า
ซีบอน (SEA-BORN® )
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
เร่งการเติบโตทั่วไป เพิ่มผลผลิต
ผู้ผลิต
Sea-Born Incorporated
ผู้แทนจำหน่าย
บ.อินเตอร์อะโกร จก.

สารออกฤทธิ์
4-(indol-3-yl) butyric acid (IBA) 0.1, 0.3 และ 0.8%
ชื่อการค้า
เซราดิกซ์(SERADIX® )
รูปผลิตภัณฑ์
ผง (dust)
การใช้
เร่งรากกิ่งปักชำ
ผู้ผลิต
May & Baker Ltd.
ผู้แทนจำหน่าย
บ.เมย์แอนด์เบเกอร์ จก.
หมายเหตุ Seradix
No 1 มี a.i. 0.1% สำหรับไม้เนื้ออ่อน
No 2 มี a.i. 0.3% สำหรับกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่
No 3 มี a.i. 0.8% สำหรับกิ่งแก่

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 3.0%
ชื่อการค้า
TRIHORMONE
รูปผลิตภัณฑ์
ผง (dust)
การใช้
เร่งรากกิ่งปักชำ
ผู้ผลิต
Tri-Products PTE.Ltd.
ผู้แทนจำหน่าย
ไม่ระบุ

สารออกฤทธิ์
I-naphthylacetic acid (NAA) 0.015% Thiamine hydrochloride (Vitamin B1) 0.01%
ชื่อการค้า
UP-START®
รูปผลิตภัณฑ์
สารละลายเข้มข้น (w.s.c.)
การใช้
เร่งการเติบโตต้นกล้า(starter solution)
ผู้ผลิต
Chevron Chemical Company
ผู้แทนจำหน่าย
บ.เทพวัฒนาเคมี จก.

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

การใช้สารเคมีกับพืชไร่สำคัญบางชนิด

กาแฟ (Coffea arabica L. และ C. robusta Linden)
เร่งการสุกของผล
การใช้ ethephon อัตรา 480 กรัม/น้ำ 100 ลิตร (ความเข้มข้น 4,800 มก/ล) พ่นทั่วต้นในระยะที่ผลแก่จัด แต่ยังมีสีเขียวอยู่จะช่วยเร่งการสุกได้และมีการสุกสมํ่าเสมอกันมากขึ้น ถ้ามีการเก็บเกี่ยวผลหลายครั้งควรให้สารภายหลังการเก็บเกี่ยวครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 แล้ว และควรให้สารสมํ่าเสมอกันทั่วทั้งต้น

ถั่วเขียว (Phaseolus aureus RoxbJ
เพิ่มจำนวนฝัก
การทดลองใช้ mepiquat chloride ความเข้มข้นต่างๆ กัน พ่นทางใบให้กับถั่วเขียวพันธุ์อู่ทอง 1 พบว่าการใช้สารความเข้มข้น 150 มก/ล พ่นเมื่อต้นมีอายุ 5 สัปดาห์มีแนวโน้มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และจำนวนฝักมากขึ้น อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ถั่วลิสง (Arachis hypogaea L.)
เพิ่มผลผลิต
การใช้ daminozide อัตรา 152 กรัมต่อไร่ผสมนํ้าอย่างตํ่า 18 ลิตร หรือความเข้มข้น ประมาณ 8,500 มก/ล จะช่วยลดความยาวกิ่งและเพิ่มผลผลิต การให้สารควรทำเมื่อเห็นว่ามีการเติบโตทางกิ่งใบมากเกินไป อย่างน้อยที่สุดควรให้ก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน การให้สารความเข้มข้นต่ำ หลายครั้งจะให้ผลดีกว่าการให้เพียงครั้งเดียวและไม่ควรให้ในขณะที่ต้นเหี่ยวเนื่องเนื่องจากขาดน้ำ

ถั่วเหลือง (Glycine max (L.) Merr.)
เพิ่มผลผลิต
การเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองมีแนวทางที่จะเป็นไปได้มากในอนาคต เนื่องจากมีสารนับสิบชนิดที่ผ่านการทดลองแล้วพบว่าช่วยเพิ่มผลผลิตได้ เช่น BAP. 2,4-D, daminozid NAA, mepiquat chloride, triacontanol, folcisteine ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเหล่านี้ เช่นความเข้มข้น ช่วงเวลาให้สาร สภาพแวดล้อม และพันธุ์ ยังไม่มีรายละเอียดมากพอที่จะแนะนำให้ใช้ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง จึงจำเป็นต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะใช้ในเชิงพาณิชย์

เร่งการแห้งของใบก่อนเก็บเกี่ยว
การใช้ diquat อัตรา 48 ถึง 96 กรัมต่อไร่ผสมน้ำประมาณ 8 ถึง 24 ลิตร พ่นต้นถั่วเหลืองเมื่อมีฝักประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ในต้นแก่และเหลืองแล้ว จะทำให้ใบถั่วแห้ง ซึ่งสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว การเก็บเกี่ยวควรทำภายใน 4 ถึง 6 วัน ภายหลังการให้สาร diquat เป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดหนึ่ง จึงมีผลกำจัดวัชพืชบางชนิด เช่น ผักบุ้ง ซึ่งขึ้นอยู่ในแปลงถั่วเหลืองได้ด้วย

ฝ้าย (Gossypium hirsutum L.)
ลดความสูงของต้น
การใช้ mepiquat chloride เข้มข้นสูง (460 กรัม/ล) โดยพ่นในปริมาตรตํ่า (low volume spray) (160-1,280 มล/ไร่) จะทำให้ต้นฝ้ายเตี้ยลง กิ่งก้านสั้น ป้องกันการร่วงของดอกและผล และเร่งการแก่ของสมอฝ้าย ทำให้เหมาะต่อการปลูกระยะชิดมากขึ้น

ยางพารา (Hevea braziliensis Willd. ex. A.Juss)
เร่งการไหลของนํ้ายาง
การใช้ ethephon อัตรา 20 มก/ต้น โดยทาบางๆ เป็นแนวใต้รอยกรีดจะเร่งการไหลของนํ้ายางได้และควรให้สารทุกๆ 2 เดือน ปริมาณนํ้ายางจะเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัวภายใน 3 วัน หลังการให้สาร และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 10 หลังจากนั้นปริมาณน้ำยางจะค่อยๆ ลดลงจนเข้าสู่ปกติเมื่อครบ 2 เดือนภายหลังการให้สาร การใช้ ethephon ซํ้าอีกครั้งหนึ่งในช่วงที่ปริมาณนํ้ายางลดลงสู่ระดับปกติ (ภายใน 2 เดือนหลังการให้สาร) จะไม่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำยาง ได้อีก ต้องรอจนกระทั่งผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน ดังนั้นจึงควรให้สารทุกๆ 2 เดือน เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด เนื่องจาก ethephon เร่งการไหลของนํ้ายาง ซึ่งอาจมีผลทำให้ต้นโทรมได้เร็ว จึงควรใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยผลผลิตที่ได้รับ

ยาสูบ (Nicotiana tabacum L.)
ป้องกันการเกิดหน่อ
การใช้ maleic hydrazide ความเข้มข้น 500 ถึง 3,500 มก/ล (หรืออัตรา 41 ถึง 544 กรัม/ไร่ ผสมน้ำ 90 ถึง 160 ลิตร) พ่นต้นยาสูบภายหลังการตัดยอด โดยพ่นเฉพาะส่วนบนของต้นลงมาไม่เกินครึ่งหนึ่งของความสูงทั้งหมด จะป้องกันการเกิดหน่อหรือกิ่งแขนง ของยาสูบ ซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตมากขึ้น การให้สารควรทำภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากตัดยอด และเพื่อให้ได้ผลเต็มที่ควรพ่นสารซํ้าอีกครั้งหนึ่งภายหลังการให้สารครั้งแรก 7-10 วัน ถ้ามีฝนตกภายใน 24 ชั่วโมง จะทำให้ประสิทธิภาพของสารตํ่าลง เนื่องจากการชะล้างของน้ำฝน

เร่งการแก่ของใบ
การใช้ ethephon ความเข้มข้น 4,500 ถึง 5,000 มก/ล (หรืออัตรา 350 ถึง 450 กรัม ผสมน้ำ 72 ถึง 96 ลิตร) โดยพ่นสารภายหลังการตัดแต่งครั้งที่ 2 หรือ 3 แล้ว และใบยาสูบแก่จัดเต็มที่ จะมีผลทำให้ใบยาสูบเหลืองได้เร็วและสมํ่าเสมอมากขึ้น การเก็บเกี่ยวควรทำทันที เมื่อเห็นว่าใบนั้นเหลืองพอเหมาะเนื่องจากถ้าทิ้งไว้จะทำให้ใบร่วงและผลผลิตลดลง

อ้อย (Saccharum officinarum L.)
ป้องกันการเกิดดอก
การใช้ diquat อัตรา 24-48 กรัมต่อไร่ ผสมนํ้า 12 ถึง 18 ลิตร (ความเข้มข้นประมาณ 2,000-2,500 มก/ล) พ่นในระยะเริ่มเกิดดอก จะช่วยป้องกันการเกิดดอกได้ แต่ห้ามใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวภายใน 3 ถึง 5 เดือน การใช้สารนี้อาจก่อให้เกิดอาการใบไหม้ เนื่องจาก diquat เป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดหนึ่ง

เร่งการเติบโตและเพิ่มนํ้าตาล
การใช้ GA3 อัตรา 10 ถึง 30 กรัม/ไร่ผสมน้ำ 10-15 ลิตร (ความเข้มข้นประมาณ 1,000 ถึง 2,000 มก/ล) พ่นโดยปริมาตรตํ่า จะช่วยเร่งการเติบโตของต้นอ้อยได้การพ่นสาร ต้องให้คลุมพื้นที่อย่างทั่วถึง และควรใช้กับต้นอ้อยอายุ 1 หรือ 2 ปี ไม่ควรใช้กับต้นอ้อยอายุต่ำกว่า 3 เดือน เนื่องจากจะเกิดปัญหาอ้อยไม่แตกกอ และไม่ควรใช้สารในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว 4 เดือน ในช่วงที่มีการให้สารควรมีน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อสนับสนุนการเต็บโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการใช้สารนี้

เร่งการแก่และเพิ่มนํ้าตาล
การใช้ glyphosine อัตรา 320 ถึง 940 กรัม/ ไร่ ผสมนํ้า 8 ถึง 24 ลิตร (ความเข้มข้น ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์) พ่นโดยปริมาตรตํ่าในช่วงที่ต้นอ้อยเริ่มมีการสะสมน้ำตาล จะช่วยเร่งการแก่และเพิ่มปริมาตรน้ำตาล ภายหลังการให้สารแล้วต้องไม่มีฝนตกภายใน 4 ชั่วโมง เนื่องจากสารบางส่วนจะถูกชะล้างออกจากใบ ทำให้ไม่สามารถแสดงผลต่อพืชได้เต็มที่

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

การใช้สารเคมีกับไม้ดอกไม้ประดับ

กล้วยไม้ (Orchids)
ลดความสูง
การทดลองใช้ paclobutrazol ความเข้มข้นตั้งแต่ 60 ถึง 480 มก/ ล โดยการพ่นทางใบกับต้นกล้วยไม้ Dendrobium ‘Hepa’ ในขณะที่กำลังแตกลำใหม่ ปรากฎว่าความสูงของลำใหม่จะลดลงตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับปลูกเป็นไม้กระถางประดับ ความเข้มข้นที่ เหมาะสมคือ 240 ถึง 480 มก/ ล นอกจากนี้การใช้สารดังกล่าวยังช่วยให้เกิดช่อดอกได้เร็วขึ้นด้วย

กุหลาบ (Rosa spp )
เร่งการแตกตา
จากการทดลองใช้สาร BAP ความเข้มข้น 4,000 มก/ ล โดยผสมในรูปครีมลาโนลิน ทาที่ตากุหลาบพันธุ์ดีที่ติดบนต้นตอกุหลาบป่าภายหลังจากตาติดดีแล้ว จะทำให้เปอร์เซ็นต์การแตกตาเพิ่มขึ้นจาก 3 เปอร์เซ็นต์เป็น 66 เปอร์เซ็นต์ ประโยชน์จากการใช้สารนี้คือเป็นการเร่งให้ตาเจริญออกมาเป็นกิ่งได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กิ่งนั้นพร้อมที่จะออกดอกได้ก่อน นอกจากนี้ยังอาจดัดแปลงใช้กับตากุหลาบในตำแหน่งที่ต้องการให้เจริญเป็นกิ่งเพื่อประโยชน์ในการควบคุมทรงพุ่มและบังคับการออกดอกได้อีกด้วย

กุหลาบหิน (Kalanchoe blossfeldiana)
ควบคุมความสูง
การใช้ daminozide ความเข้มข้น 5,000 มก/ล พ่นทางใบในขณะที่ต้นมีการแตกแขนงข้างยาว 4-5 ซม จะช่วยลดการยืดตัวของกิ่งแขนงนั้น การให้สารดังกล่าวควรทำซ้ำ ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 15 วัน ผลข้างเคียงจากการใช้สารนี้คือการออกดอกจะช้าลงประมาณ 1 สัปดาห์ การใช้ ancymidol อัตรา 0.25 มก ต่อต้น ก็ใช้ได้ผลเช่นกัน

แกลดิโอลัส (Gladiolus hybrida)
เร่งการงอกของหัว
การแช่หัวย่อย (cormel) ของแกลดิโอลัสในสารละลาย BAP ความเข้มข้น 50 ถึง 5,000 มก/ ล เป็นเวลา 30 นาที ก่อนนำไปปลูก จะช่วยเร่งการงอกของหัวให้เร็วขึ้นได้ โดยความเข้มข้นตั้งแต่ 50 ถึง 5,000 มก/ล ให้ผลพอๆ กัน ในประเทศไทยเคยทดลองใช้ BAP ความเข้มข้น 20 มก/ ล แช่หัว (corm) แกลดิโอลัสนาน 24 ชั่วโมง ก่อนนำไปปลูกจะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกเพิ่มขึ้น และถ้าใช้ BAP ความเข้มข้น 20 มก/ ล ผสมกับ GA3 100 มก/ ล แทนการใช้ BAP เพียงอย่างเดียว จะได้ผลดียิ่งขึ้น มีข้อสังเกตว่าหัวขนาดเล็กจะตอบสนองต่อสารได้ดีกว่าหัวขนาดใหญ่ โดยหัวขนาดเล็กจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงขึ้นจนเห็นได้ชัดเมื่อมีการให้สาร

คริสต์มาส (Euphorbia pulcherrima)
ควบคุมขนาดทรงพุ่ม
การใช้สาร chlormequat ความเข้มข้น 3,200 มก/ล รดลงดินหรือใช้ความเข้มข้น 1,250 ถึง 2,500 มก/ล โดยการพ่นทางใบ จะทำให้ปล้องสั้นลง และได้ทรงต้นที่มีสัดส่วนสวยงาม

ความเข้มข้นที่ใช้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์และช่วงเวลาที่ปลูก การให้สารทางใบโดยการใช้ความเข้นข้นตํ่า (1,250 มก/ล)แต่มากกว่า 1 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกัน 10 ถึง 14 วัน จะให้ผลดีกว่าการให้สารเพียงครั้งเดียว โดยให้สารครั้งแรกภายหลังย้ายปลูกลงกระถาง 10 ถึง 14 วัน ถ้ามีการเด็ดยอดก่อนการให้สาร ควรให้สารครั้งแรกภายหลังการเด็ดยอด 1 สัปดาห์ การให้สารโดยการรดลงดินควรทำภายหลังการย้ายปลูกลงกระถางแล้ว 10 วัน ปริมาณสารที่ให้จะขึ้นอยู่กับขนาดของกระถาง ถ้าใช้กระถางขนาด 11 ซม (4 นิ้ว) ควรให้สารความเข้มข้น 3,200 มก/ ล ปริมาณ 75 มล ถ้าขนาดกระถาง 14 ซม (6 นิ้ว) ควรใช้สาร 100 มล ความเข้มข้นของสารที่ใช้สำหรับการรดลงดิน ถ้านำมาใช้พ่นทางใบอาจเกิดการผิดปกติของใบเนื่องจากความเข้มข้นสูงเกินไป

การใช้ ancymidol อัตรา 0.1 ถึง 0.25 มก/ ต้น โดยการรดลงดินก็ให้ผลดีเช่นกัน ส่วนสารอื่นเช่น mepiquat chloride หรือ paclobutrazol ไม่ว่าจะพ่นทางใบหรือรดลงดินก็ให้ผลดีมากในการควบคุมความสูง แต่ยังจำเป็นต้องหารายละเอียดเพิ่มเติมเช่น ความเข้มข้นและจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการให้สาร

คาร์เนชั่น (Dianthus spp)
ควบคุมความสูง (สำหรับไม้กระถาง)
การใช้ chlormequat ความเข้มข้น 3,000 มก/ล พ่นทางใบจะทำให้ทรงต้นกะทัดรัดขึ้น การให้สารควรให้ภายหลังการเพาะเมล็ด 2 ถึง 4 เดือน โดยการพ่นทางใบ ผลกระทบจากการใช้สารนี้คืออาจเกิดอาการใบเหลือง แต่โดยทั่วไปแล้วจะกลับเป็นปกติได้ในภายหลัง การพ่นสาร ขณะที่ต้นยังเต่งอยู่ (ภายหลังจากให้น้ำระยะหนึ่ง) หรือให้สารตอนคํ่าหรือขณะที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนจะช่วยลดอาการใบเหลืองได้

ดาวกระจาย (Cosmos spp)
ควบคุมขนาดทรงพุ่ม
การทดลองใช้ daminozide ความเข้มข้น 1,000 ถึง 8,000 มก/ ล พ่นต้นดาวกระจายจำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ โดยเริ่มพ่นครั้งแรกทันทีหลังจากการเด็ดยอด พบว่าการใช้สารดังกล่าวจะทำให้ความสูงของต้นลดลงตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้น ขนาดดอกอาจลดลงเล็กน้อยและดอกจะบานช้าลง 2-3 วัน ส่วนการใช้ ancymidol ความเข้มข้น 25 ถึง 100 มก/ ล โดยพ่นทางใบ 3 ครั้ง ควรให้สารห่างกัน 7 วันต่อครั้ง โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อทำการเด็ดยอด จะทำให้ความสูงของต้นลดลงตามความเข้มข้นเพิ่มขึ้น ขนาดดอกลดลงเล็กน้อย และความยาวก้านดอกลดลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้ ความเข้มข้นสูงถึง 100 มก/ล จะทำให้ก้านดอกสั้นเกินไป

ดาวเรือง (Tagetes erecta L.)
ควบคุมความสูง
การใช้ daminozide ความเข้มข้น 2,500 ถึง 5,000 มก/ล พ่นทางใบ จะช่วยลดความสูงได้ การให้สารหลายครั้งได้ผลดีกว่าครั้งเดียว การใช้ ancymidol ความเข้มข้น 25 200 มก/ล ก็ได้ผลดีเช่นกัน ในประเทศไทยเคยทดลองใช้ daminozide ความเข้มข้น 1,000 8,000 มก/ ล กับดาวเรืองชนิดดอกใหญ่พันธุ์ Sovereign โดยให้สารทางใบ 5 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกัน 1 สัปดาห์ เริ่มให้สารครั้งแรกเมื่อต้นมีอายุ 2 สัปดาห์หลังเพาะเมล็ด พบว่าความสูงของต้นจะลดลงตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น ช่วงความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 2,000 ถึง 4,000 มก/ล)ซึ่งทำให้
ต้นมีขนาดกะทัดรัดและดอกใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่การใช้สาร daminozide มีผลทำให้ดอกบานช้าลง 2-5 วัน การใช้ ancymidol กับดาวเรืองพันธุ์นี้ก็ได้มีการทดลองเช่นกันโดยใช้สารความเข้มข้น 50 ถึง 150 มก/ล รดลงดินต้นละ 10 มล (ในกระถางขนาด 15 ซม หรือ 6 นิ้ว) พบว่าการใช้สารหลายครั้งจะดีกว่าการใช้เพียงครั้งเดียว แต่ถ้าให้สารความเข้มข้นสูงถึง 150 มก/ ล จำนวน 3 ครั้ง จะทำให้จำนวนดอกลดลง การให้สารควรเริ่มให้ครั้งแรกเมื่อต้นมีอายุ 2 สัปดาห์ และให้สารซ้ำ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกัน 1 สัปดาห์

บีโกเนีย (Begonia spp)
เพิ่มการแตกพุ่ม
การใช้ dikegulac sodium ความเข้มข้น 600 ถึง 1,400 มก/ล พ่นทางใบจะช่วยเพิ่มการแตกกิ่งแขนง ทำให้มีดอกมากขึ้นและทรงต้นกะทัดรัด ถ้าเป็นกรณีของต้นที่เกิดจากการตัดชำใบการให้สารควรทำหลังจากระบบรากเจริญดีแล้ว สารจะกระตุ้นให้เกิดการแตกกิ่งแขนงจากโคนกิ่ง ทำให้ได้จำนวนต้นมากขึ้น ถ้าเป็นกรณีที่ให้สารกับต้นอ่อนโดยไม่เด็ดยอด ควรให้เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 6-8 ซม ถ้ามีการเด็ดยอดควรให้สารหลังจากเด็ดยอดแล้ว 1 วัน ป้องกันการร่วงของดอก

การใช้ NAA ความเข้มข้น 12.5 มก/ล พ่นต้นในระยะที่ดอกเพิ่งเริ่มแทงช่อขึ้นมาจะช่วยลดการร่วงของดอกได้ ไม่ควรใช้ความเข้มข้นสูงกว่าที่กำหนดเนื่องจากจะทำให้ดอกร่วงได้มากขึ้น และอาจเกิดผลเสียอื่นๆ ตามมา

เบญจมาศ (Chrysanthemum morifolium)
ควบคุมความสูง (สำหรับไม้กระถาง)
การใช้ daminozide ความเข้มข้น 1,250 ถึง 5,000 มก/ล พ่นทั่วต้นจนโชก (run-off) จะช่วยลดความยาวปล้องได้ การให้สารควรทำภายหลังการเด็ดยอดแล้ว และปล่อยแขนงข้างเจริญออกมายาวประมาณ 1.5-2 ซม (ประมาณ 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังการเด็ดยอด) หรับพันธุ์ที่มีต้นสูงมากอาจต้องให้สาร 2-3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกัน 2-3 สัปดาห์ daminozide อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของดอกได้ในบางพันธุ์ การใช้ ancymidol หรือ paclobutrazol ให้ผลดีเช่นกัน

เพิ่มความแข็งของคอดอก (สำหรับไม้ตัดดอกประเภท Standard type)
การใช้ daminozide ความเข้มข้น 2,500 ถึง 5,000 มก/ล พ่นทางใบจะทำให้คอดอก (neck) แข็งขึ้น การให้สารทำโดยการพ่นใบเฉพาะส่วนยอด (ตั้งแต่ยอดลงมาประมาณ 15 ซม) จนกระทั่งเปียกโชกโดยให้สารก่อนทำการปลิดตาข้าง (disbudding) ประมาณ 2-3 วัน การใช้สารความเข้มข้น 2,500 มก/ล พ่น 2 ครั้ง จะให้ผลดีกว่าการใช้สารความเข้มข้น 5,000 มก/ล เพียงครั้งเดียว ผลกระทบจากการให้สาร daminozide คือดอกจะบานช้าลง 3-5 วัน

พิทูเนีย (Petunia spp)
ควบคุมขนาดทรงพุ่ม
การใช้ chlorphonium chloride อัตรา 450 ถึง 900 กรัม คลุกลงในดินปลูก 1 ลูกบาตก์เมตรก่อนปลูกต้นพิทูเนียจะทำให้ปล้องสั้นลงและเพิ่มการแตกแขนงข้างมากขึ้น อัตราที่ใช้จะแตกต่างไปจากนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ฤดูกาลและชนิดของดินปลูก การใช้ daminozide ความเข้มข้น 2,500 ถึง 5,000 มก/ล พ่นทางใบก็ใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน การให้สารในฤดูหนาว จะได้ผลดีกว่าในฤดูร้อน และถ้าให้สารมากกว่า 1 ครั้งจะให้ผลดีมากขึ้น ethephon ความเข้มข้น 300 ถึง 800 มก/ล ก็ใช้ได้ผลกับพิทูเนียบางพันธุ์ โดยการพ่นให้ทางใบ จะช่วยลดความสูงของต้น และเพิ่มการแตกกิ่งแขนงได้ ในประเทศไทยเคยทดลองใช้ daminozide ความเข้มข้น 2,500 และ 5,000 มก/ ล และ ethephon ความเข้มข้น 250 และ 500 มก/ ล พ่นต้นพิทูเนียพันธุ์ ‘Sugai Daddy’ พบว่าใช้ได้ดี โดยความสูงของต้นและความกว้างทรงพุ่มจะลดลงตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้น แต่จะเริ่มออกดอกช้าลงเล็กน้อย

สับปะรดประดับ (Bromeliads)
กระตุ้นการเกิดดอก
ethephon กระตุ้นการเกิดดอกของสับปะรดประดับได้เช่นเดียวกับสับปะรดรับประทานผล ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 960 มก/ล โดยหยอดลงที่ยอดต้นละ 10 มล ใช้ได้ผลดีกับต้นที่มีอายุ 1.5 ถึง 2 ปี ถ้าต้นมีอายุมากขึ้นจะต้องใช้ความเข้มข้นสูงขึ้น ethephon จะกระตุ้นให้เกิดดอกได้ภายใน 2 เดือนหลังการให้สาร

เพิ่มการเกิดหน่อ
สารพวก chlorflurenol ช่วยเพิ่มการเกิดหน่อของสับปะรดประดับได้เช่นกัน โดยมีวิธีการคล้ายกับการเพิ่มหน่อสับปะรดรับประทานผล จากการทดลองใช้สาร chlorflurenol กับสับปะรดประดับพันธุ์ Cafe Au Lait’ โดยใช้สารความเข้มข้น 200-400 มก/ ล พ่นต้น ภายหลังจากการใช้ ethephon เร่งดอกแล้ว 2 สัปดาห์ จะทำให้เกิดหน่อได้มากขึ้นตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น แต่ใบจะมีขนาดเล็กลง และผิดปกติ แต่ไม่เกิดความเสียหายมากนัก อาจใช้เป็นแนวทางเพื่อผลิตหน่อสำหรับการขยายพันธุ์ได้

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

สารเคมีกับพืชผัก


กะหล่ำดาว (Brassica oleracea var. gemmifera L.)
เพิ่มผลผลิต
การใช้ daminozide อัตรา 150 กรัมต่อไร่ผสมนํ้า 80 ถึง 110 ลิตร (ความเข้มข้น 1,500 ถึง 2,000 มก/ล) พ่นให้ทั่วต้นจะช่วยในการแตกแขนงข้างดีขึ้น การใช้สารนี้เหมาะสำหรับพันธุ์ที่มีต้นสูงและสูงปานกลาง ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวได้พร้อมกันทั้งต้น ช่วงเวลาที่เหมาะ สำหรับการให้สารคือ เมื่อแขนงด้านล่างมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5-1 ซม ภายหลังการให้สารแล้วไม่ควรเก็บเกี่ยวภายใน 6 สัปดาห์

ข้าวโพดหวาน (Zea mays var. rugosa)
เพิ่มเกสรตัวผู้
การแช่เมล็ดข้าวโพดหวาน “ไทย ซูเปอร์สวีท คอมพอสิต # 1 ดี เอ็ม อาร์” ในสารละลาย GA3 ความเข้มข้น 200 มก/ ล จนกระทั่งเริ่มงอก จึงนำไปเพาะในแปลงปลูกจะทำให้จำนวนเกสรตัวผู้เพิ่มมากขึ้นประมาณ 5 เท่า และช่อดอกตัวผู้มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงเหมาะที่จะปลูกแทรกในแปลงปลูกขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผสมเกสร และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม

แครอท (Daucus carota L.)
เพิ่มผลผลิต
สาร chlormequat และ daminozide มีผลในการเพิ่มผลผลิต (นํ้าหนักราก) ทำให้การลงหัวดีขึ้นและได้ขนาดค่อนข้างสมํ่าเสมอมากขึ้น ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 2,000 มก/ ล โดยให้ในระยะที่ต้นสูงประมาณ 20 ซม การใช้ chlormequat หรือ daminozide ให้ผลไม่แตกต่างกัน แต่แครอทต่างพันธุ์กันจะมีการตอบสนองได้ไม่เหมือนกัน การทดลองใช้สารกับพันธุ์ Autumn King จะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20-25 เปอร์เซ็นต์ แต่พันธุ์ Chantenay ไม่ตอบสนอต่อสาร (Dyson, 1972) ดังนั้นเมื่อจะใช้สารนี้ในการเพิ่มผลผลิตแครอทจึงควรทดลองทำเพียงเล็กน้อยก่อน

ยับยั้งการแตกยอด
การใช้ maleic hydrazide ความเข้มข้น 4,000 ถึง 5,000 มก/ล (หรืออัตรา 650 กรัม/ไร่โดยผสมนํ้า 120 ถึง 150 ลิตร/ไร่) พ่นให้ทั่วต้นก่อนการเก็บเกี่ยว 4 ถึง 6 สัปดาห์ จะช่วยลดการแตกยอดใหม่จากหัวแครอทในระหว่างการเก็บรักษา การปฏิบัติเช่นนี้ใช้กันในประเทศแคนาดาโดยการพ่นสารทางใบด้วยเครื่องพ่นแรงดันสูง เพื่อให้สารเปียกใบได้ทั่ว ถ้ามีฝนตกภายใน 24 ชั่วโมงภายหลังการให้สารจะทำให้ประสิทธิภาพของสารลดลงเนื่องจากสารบางส่วนถูกชะล้างออกไป

แตงกวา (Cucumis sativus L.)
เปลี่ยนเพศดอก
GA3 ความเข้มข้น 1,000 มก/ล กระตุ้นให้เกิดดอกตัวผู้ได้ ในต้นแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้แต่ดอกตัวเมีย วิธีการให้สารคือใช้แปรงจุ่มในสารละลาย GA3 แล้วทาที่ยอดของต้นกล้า แตงกวาในระยะที่มีใบจริง 1-2 ใบ และถ้าจะให้ได้ผลดีขึ้นควรให้สาร 2-3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกัน ประมาณ 3 วัน โดยปกติแล้วการใช้สาร GA4 + GA7 จะให้ผลดีกว่าการใช้ GA3 การกระตุ้นให้เกิดดอกตัวผู้มีประโยชน์มากสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม ทำให้มีละอองเกสรตัวผู้ เพื่อใช้ในการผสมพันธุ์มากขึ้น สารอื่นนอกเหนือ GAS ที่สามารถกระตุ้นการเกิดดอกตัวผู้ได้คือ เกลือเงินไนเตรท (silver nitrate) โดยใช้สารนี้ความเข้มข้น 100 ถึง 200 มก/ล พ่นต้นกล้า ในขณะที่ใบจริงใบที่ 4 มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 ซม และควรให้สารซ้ำอีกครั้ง ภายหลังการให้สารครั้งแรกแล้ว 7-10 วัน (Tolla และ Peterson, 1979) เกลือเงินไนเตรทไม่ใช่PGRC และยังไม่มีผลิตขึ้นมาใช้ในรูปสารเคมีการเกษตร

สารใหม่อีกชนิดหนึ่งคือ phthalimide ก็ให้ผลคล้ายคลึงกับการใช้ GAS โดยกระตุ้นให้เกิดดอกตัวผู้ได้เมื่อใช้สารความเข้มข้น 1,000 มก/ลพ่นต้นกล้าระยะที่มีใบจริงเพียงใบเดียวและให้สารซ้ำอีกครั้งหลังจากครั้งแรก 1 สัปดาห์ จะทำให้เกิดดอกตัวผู้ในข้อแรกๆ ของต้นและชะลอการเกิดดอกตัวเมีย (Xu และ Bukovac, 1983) อย่างไรก็ตามการใช้เกลือเงินไนเตรทหรือ phthalimide ยังไม่อยู่ในขั้นทำเป็นการค้าได้

ในกรณีที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดดอกตัวเมียในข้อแรกๆ ของต้นแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้ทั้งดอกตัวผู้และตัวเมีย ทำได้โดย ใช้ ethephon ความเข้มข้น 125 มก/ล พ่นต้นกล้าให้ทั่วในขณะที่ต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ โดยปกติดอกที่เกิดในข้อแรกๆ ของแตงกวาจะเป็นดอกตัวผู้ แต่ถ้าการให้สาร ethephon จะช่วยให้เกิดดอกตัวเมียได้เร็วขึ้น การตอบสนองต่อสารขึ้นอยู่กับพันธุ์ สภาพแวดล้อม และการดูแลรักษาต้นแตงกวา ดังนั้นความเข้มข้นที่ใช้จึงอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม และการให้สารซํ้าหลายครั้งมักจะได้ผลดีกว่าการให้สารเพียงครั้งเดียว

เพิ่มการติดผล
chlorflurenol อัตรา 11.5 ถึง 18 กรัมต่อไร่(ผสมน้ำ 120 ถึง 150 ลิตรต่อไร่ จะไค้ความเข้มข้นประมาณ 75 ถึง 150 มก/ล) ช่วยเพิ่มการติดผลโดยไม่มีเมล็ด สำหรับแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้แต่ดอกตัวเมียเท่านั้น การใช้สารนี้นิยมทำกับแตงกวาที่ใช้ดองโดยช่วยเพิ่มการติดผลและผลผลิต สารนี้จะไม่ใช้กับแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้ดอกทั้งตัวผู้และตัวเมีย เนื่องจากจะกระตุ้นให้เกิดดอกตัวผู้มากขึ้น ระยะที่เหมาะสมในการให้สารคือเมื่อดอกตัวเมียในต้นบานได้ 6 ถึง 8 ดอก หรือมากกว่า โดยการพ่นสารให้ทั่วทั้งต้นและดอกเพียงครั้งเดียว ข้อจำกัดของการใช้สารนี้คือ ถ้ามีดอกใดในต้นได้รับการผสมเกสรจะทำให้ดอกที่เหลือไม่ติดผลหรือเกิดเป็นผลขนาดเล็ก ดังนั้นจึงต้องปลูกในแหล่งที่ห่างจากแปลงแตงกวาสายพันธุ์ที่ให้ดอกทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อป้องกันการผสมเกสรดังกล่าว อีกประการหนึ่งคือ chlorflurenol จะใช้ไม่ได้ผลถ้าต้นแตงกวา
ขาดนํ้า ดังนั้นจึงต้องมีระบบชลประทานที่เหมาะสม

ปวยเหร็ง (Spinacia oleracea L.)
เพิ่มผลผลิต
การทดลองใช้ GA3 ความเข้มข้น 10 ถึง 40 มก/ ล พ่นให้ทั่วต้นปวยเหร็ง จะทำให้ความสูงและทรงพุ่มเพิ่มขึ้น นํ้าหนักใบและก้านจะเพิ่มมากขึ้นโดยที่คุณภาพด้านอื่นๆ ไม่ลดง อย่างไรก็ตามจะต้องมีการทดลองต่อไปอีกเพื่อหาความเหมาะสมสำหรับใช้ในทางปฏิบัติ

ผักกาดขาวปลี (Brassica campestris L. ssp pekinensis (Lour) Olsson)
เพิ่มผลผลิต
การปลูกผักกาดขาวปลีนอกฤดู โดยปกติจะให้ผลผลิตตํ่าและไม่สามารถห่อปลีได้แน่น สาร daminozide ช่วยเพิ่มผลผลิตของผักกาดขาวปลีที่ปลูกนอกฤดูได้ จากการทดลองของจำนงค์และคณะ (2525) โดยใช้ daminozide ความเข้มข้น 1,000 ถึง 4,000 มก/ ล พ่นต้นผักกาดขาวปลีพันธุ์เทียนจิน # 23 ซึ่งปลูกนอกฤดู (มิถุนายนถึงกันยายน) โดยให้สาร 4 ครั้ง เว้นช่วง 4 วันต่อครั้งซึ่งเริ่มให้ครั้งแรกเมื่อต้นกล้าอายุ 30 วัน หลังจากย้ายลงปลูกในแปลง พบว่าการใช้สารความเข้มข้น 2,000 มก/ล จะทำให้เกิดการห่อปลีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และนํ้าหนักปลีเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ต่อมาได้มีการทดลองในทำนองนี้อีกและพบว่าการให้สาร daminozide ความเข้มข้น 2,000 มก/ ล เพียงครั้งเดียวเมื่อต้นอายุ 30 วัน หลังการย้ายปลูก ก็สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่จำเป็นต้องให้สารถึง 4 ครั้ง ผักกาดขาวปลีแต่ละพันธุ์ตอบสนองต่อสารได้ไม่เหมือนกัน เช่นพันธุ์ B40 ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ทนร้อนแต่ให้ปลียาว จะตอบสนองต่อสารได้ดีโดยมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 380 กรัมต่อต้น และมีการห่อปลีได้ 80 เปอร์เซ็นต์จากสภาพปกติซึ่งไม่ห่อปลีและไม่ให้ผลผลิตเลย เมื่อปลูกในฤดูร้อน ส่วนพันธุ์ hybrid #58 ซึ่งเป็นพันธุ์ทนร้อน สามารถให้ผลผลิตได้สูงโดยไม่ต้องให้สารเมื่อปลูกในฤดูร้อน แต่มีลักษณะปลีสั้นซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด การใช้สาร laminozide กับผักกาดขาวปลีพันธุ์ทนร้อนนี้ ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้อีกจากปกติ

ผักกาดเขียวปลี (Brassica juncea var rugosa)
เพิ่มผลผลิต
มีการทดลองใช้ daminozide ความเข้มข้น 2,000 และ 4,000 มก/ ล พ่นต้นผักกาดเขียวปลีที่ปลูกในฤดูร้อน (กุมภาพันธ์ ถึงกรกฎาคม) โดยให้สารเพียงครั้งเดียวภายหลังการย้ายปลูก 25 หรือ 30 วัน พบว่าการใช้สาร daminozide ทั้ง 2 ความเข้มข้น เมื่ออายุ 25 หรือ 30 วันหลังการย้ายปลูกจะทำให้ผลผลิต (น้ำหนักปลี) เพิ่มขึ้นจากเดิมต้นละ 40 กรัม เป็นต้นละ 100 ถึง 106 กรัม และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การห่อปลีจาก 40 เป็น 76 ถึง 81 เปอร์เซ็นต์ จากผลการทดลองดังกล่าวนี้อาจใช้เป็นแนวทางในการผลิตผักกาดเขียวปลีสำหรับทำผักกาดดองบรรจุ กระป๋อง ทำให้มีผลผลิตเข้าสู่โรงงานได้ตลอดปีสาร daminozide เป็นสารเคมีที่รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาและยุโรปหลายประเทศอนุญาตให้ใช้ได้ พืชหลายชนิดสำหรับการบริโภคเนื่องจากมีความเป็นพิษตํ่า ดังนั้นการใช้ daminozide ในการเพิ่มผลผลิตผักกาดเขียวปลีและพืชอื่นๆ อาจจัดได้ว่าอยู่ในระดับปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

ผักกาดหอม (Lactuca sativaL.)
เพิ่มการแทงช่อดอก (bolting)
การใช้ GA3 ความเข้มข้น 10 มก/ล พ่นให้ทั่วต้นจะมีผลชักนำให้เกิดการแทงช่อดอกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิธีการให้สารที่ได้ผลดีคือ การให้สาร 3 ครั้ง โดยให้ในระยะที่มีใบจริง 4, 8 และ 12 ใบ

ยับยั้งการแทงช่อดอก
สารชะลอการเจริญเติบโตมีผลยับยั้งการสร้าง GAS ในพืช ดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้ยับยั้งการแทงช่อดอกของผักกาดหอมได้ การทดลองใช้ chlormequat ความเข้มข้น 4,000 ถึง 12,000 มก/ ล และ daminoade 4,000 ถึง 6,000 มก/ ล พ่นต้นผักกาดหอมใบ จะช่วย ป้องกันการแทงช่อดอกได้ถ้าให้สารซํ้า 1-2 ครั้ง ถ้าใช้สารความเข้มข้นสูงจะทำให้ต้นชะงักการเติบโต มีขนาดเล็กเกินไปซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ถ้าใช้สารความเข้มข้นตํ่าจะช่วยลดการแทงช่อได้ ในขณะที่ขนาดต้นและคุณภาพของผลิตผลยังอยู่ในขั้นยอมรับของตลาดได้

พริก (Capsicum annuum L.)
เร่งการแก่และสุก
การใช้ ethephon อัตรา 130 ถึง 180 กรัมต่อไร่ ผสมน้ำ 70 ถึง 180 ลิตร (ความเข้มข้น 1,000 ถึง 2,000 มก/ล) พ่นให้ทั่วต้นจะกระตุ้นให้ผลแก่ เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น และมีสีสม่ำเสมอมากขึ้น ในกรณีที่อุณหภูมิสูงในขณะใช้สารควรใช้ความเข้มข้นตํ่า และถ้าอุณหภูมิตํ่าหรือต้นมีความแข็งแรงมากและมีใบหนาแน่น ควรใช้ความเข้มข้นสูง ถ้าเป็นพริกยักษ์ หรือพริกหวาน ควรให้สารเมื่อผลในต้นประมาณ 10% เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีช็อกโกเลต ถ้าเป็นพริกชนิดอื่นควรรอให้สารเมื่อผลในต้นประมาณ 10-30% เริ่มเปลี่ยนสี

มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum Mill.)
ลดการเติบโตทางกิ่งใบ
การใช้ daminozide อัตรา 96 ถึง 534 กรัมต่อไร่ (หรือความเข้มข้นประมาณ 1,000 ถึง 5,000 มก/ล) ผสมนํ้าแล้วพ่นต้นกล้ามะเขือเทศจนชุ่มภายหลังการย้ายปลูก จะช่วยชะลอการปิดตัวของลำต้น

การปฏิบัติดังกล่าวแนะนำให้ใช้เพื่อลดการเจริญทางกิ่งก้าน ชะลอการติดผลในระยะแรกเพื่อให้ติดผลและแก่พร้อมๆ กันเมื่อได้อายุเหมาะสม การให้สารอาจให้ 1 หรือ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกให้เมื่อต้นกล้ามีใบจริง 1-4 ใบ และครั้งที่ 2 จะให้หลังจากครั้งแรก 2 สัปดาห์ การให้สารนี้ยังมีผลเพิ่มความทนทานต่อการย้ายปลูกอีกด้วย โดยทำให้อัตราการตายของต้นกล้าลดลง

เพิ่มขนาดและความสม่ำเสมอของผล
การใช้ daminozide อัตรา 90 กรัมต่อไร่ (ใช้สารผสมน้ำประมาณ 144ลิตร หรือความเข้มข้นประมาณ 625 มก/ล) พ่นให้ทางใบในช่วงเริ่มการติดผล เพื่อช่วยกระตุ้นการพัฒนาของผลและทำให้ผลมีความสมํ่าเสมอมากขึ้น

การปฏิบัติดังกล่าวแนะนำให้ใช้เพียงครั้งเดียวเมื่อมีการติดผลบนต้นแล้ว 15-30 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องไม่มีผลที่เริ่มเปลี่ยนสีแล้วอยู่บนต้น ควรเก็บเกี่ยวผลภายหลังการให้สารเเล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อป้องกันพิษตกค้างของสารมะเขือเทศที่ได้รับสารจะมีขนาดโตขึ้น ทำให้ได้ผลเกรด 1 ต่อพื้นที่มากขึ้น

เพิ่มการติดผล
การใช้สารละลาย 4-CPA ความเข้มข้น 50 มก/ล พ่นเป็นฝอยละเอียดไปที่ช่อดอก ในขณะที่ดอกบานแล้วจะช่วยเพิ่มการติดผลในสายพันธุ์ที่มีการออกดอกแบบทะยอย ( i n- determinate varieties)

การใช้สารดังกล่าวเหมาะสำหรับต้นมะเขือเทศที่ออกดอกในขณะที่อุณหภูมิตํ่าเกินไปซึ่งมักจะติดผลได้ยาก ควรให้สารห่างกัน 10-15 วันต่อครั้ง แต่ไม่ควรพ่นซํ้าช่อเดิมเพราะจะทำให้ช่อร่วงได้ และไม่ควรพ่นสารซํ้าต้นเดิมเกิน 5 ครั้ง

การใช้สารละลาย 2-NOA ความเข้มข้น 40 ถึง 60 มก/ล พ่นทั่วทั้งต้นจะช่วยเพิ่มการติดผล

ควรพ่นสารละลายให้ทั่วทั้งต้นในระยะดอกบานแต่ไม่ควรให้สารมากกว่า 3 ครั้งและไม่ควรให้สารก่อนการเก็บเกี่ยว 15 วัน เคยมีการทดลองในประเทศไทยโดยการใช้สาร 2-NOA ความเข้มข้น 80 มก/ ล พ่นช่อดอกมะเขือเทศ ซึ่งปลูกนอกฤดู พันธุ์ Multibrid เมื่อดอกแรกเริ่มบานจะช่วยเพิ่มการติดผลและเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ และถ้าใช้สารดังกล่าวผสมกับนํ้าตาลทราย 1% ร่วมกับปุ๋ยใบ พ่น 10 ครั้ง ห่างกันครั้งละสัปดาห์พบว่าการติดผลและผลผลิตจะมากขึ้นจนเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าวไม่น่าทำได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก

เร่งการแก่และการสุกของผล
การใช้ ethephon อัตรา 160 ถึง 320 กรัมต่อไร่ (ผสมน้ำ 160 ลิตรต่อไร่ หรือความเข้มข้นประมาณ 1,000 ถึง 2,000 มก/ล) พ่นต้นมะเขือเทศให้เปียกทั่วใบและผล จะช่วยเร่งการแก่และการสุกของผลให้สมํ่าเสมอกันได้ ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการให้สาร คือ เมื่อผลในต้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือแดง 5-10% ของผลทั้งหมด การใช้สารในขณะที่อุณหภูมิสูงกว่า 32°ซ อาจทำให้ใบเหลืองและร่วงได้ จึงควรลดความเข้มข้นให้ตํ่าลง โดยปกติแล้วจะเก็บเกี่ยวผลได้ภายหลังให้สารประมาณ 2-3 สัปดาห์ มะเขือเทศบางพันธุ์อาจเกิดอาการแพ้สาร คือจะมีใบร่วงอย่างมาก ดังนั้นก่อนการใช้จริงๆ ควรทดลองแต่เพียงเล็กน้อยก่อน

มะเขือยาวหรือมะเขือม่วง (Solarium melongena L.)
เพิ่มการติดผล
การใช้ 4-CPA ความเข้มข้น 20 มก/ล หรือ 2,4-D ความเข้มข้น 2.5 มก/ล ผสมยาจับใบพ่นไปที่ช่อดอกโดยตรง จะช่วยเพิ่มการติดผลได้ การให้สารควรทำเมื่อดอกในต้นบานได้ 2-3 ดอกแล้ว สารเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการติดผลโดยไม่มีเมล็ดและไม่จำเป็นต้องมีการถ่ายละอองเกสร

มันฝรั่ง (Solarium tuberosum L.)
ยับยั้งการงอกของหัว
การใช้ maleic hydrazide อัตราประมาณ 857 กรัมท่อไร่ (โดยผสมน้ำประมาณ 45 ถึง 225 ลิตรต่อไร่ ซึ่งจะได้ความเข้มข้นประมาณ 3,800 ถึง 19,000 มก/ล) พ่นให้ทั่วทั่งต้น ก่อนการเก็บเกี่ยว จะช่วยยับยั้งการงอกของหัวระหว่างการเก็บรักษาได้ช่วงที่เหมาะสมในการให้สารคือ เมื่อใบล่างเริ่มเหลือง หรือประมาณ 4-6 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว ข้อสำคัญในการใช้ maleic hydrazide กับมันฝรั่งคือ ห้ามใช้กับต้นที่จะใช้หัวขยายพันธุ์ต่อ การใช้สารให้ได้ผลดีต้องไม่มีฝนตกภายใน 24 ชั่วโมงภายหลังการให้สาร

กระตุ้นการงอกของหัว
GA3 ความเข้มข้น 0.05 ถึง 5 มก/ล กระตุ้นการงอกของหัวมันฝรั่ง วิธีการใช้คือ จุ่มหัวลงในสารละลาย GA3 เป็นเวลา 10 นาทีก่อนนำไปปลูก ในกรณีที่ตัดแบ่งหัวออกเป็นชิ้น ควรใช้ GA3 ความเข้มข้นตํ่ากว่าการจุ่มทั้งหัว การใช้สารควรทำกับหัวมันฝรั่งซึ่งขุดขึ้นมาใหม่ๆ เนื่องจากยังไม่เข้าสู่การพักตัวเต็มที่ จึงงอกได้ดีเมื่อมีการให้สาร นอกจากนี้การใช้ GA3 ความเข้มข้น 10 มก/ล พ่นต้นมันฝรั่งก่อนเก็บเกี่ยว 1-2 สัปดาห์จะช่วยกระตุ้นการงอกของหัวได้เช่นกัน

สารอื่นนอกจาก GA3 ก็สามารถกระตุ้นการงอกของหัวมันฝรั่ง เช่น 2-chloroethanol ใช้ได้ผลดีมากในการกระตุ้นการงอกของหัวมันฝรั่งหลายพันธุ์ โดยการจุ่มหัวในสาร หรือรมด้วยสารนี้ (2-chIoroethanol เป็นสารระเหยได้) หัวมันจะงอกได้ภายใน 7 วันภายหลัง การให้สาร ปัญหาสำคัญของการใช้สาร 2-chloroethanol คือ สารนี้มีพิษสูงมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ง่ายและอีกประการหนึ่งคือหาซื้อได้ยาก สารในกลุ่มไซโตไคนินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง BAP ก็มีการกระตุ้นการงอกของหัวได้ดีกว่าการใช้ GA3 โดยการใช้ BAP ความเข้มข้น 20 ถึง 100 มก/ ล แช่หัวมันทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แต่สาร BAP ยังไม่มีจำหน่ายในรูป สารเคมีการเกษตร นอกจากในรูปเคมีภัณฑ์ซึ่งมีราคาสูง

แรดิช (Raphanus sativus L.)
เพิ่มผลผลิต
แรดิชเป็นผักกาดหัวชนิดหนึ่ง ซึ่งปลูกได้ดีในประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอากาศเย็นมากนัก สารชะลอการเจริญเติบโตเช่น daminozide มีผลช่วยในการลงหัวและเพิ่มผลผลิตเช่นเดียวกับแครอท จากรายงานการทดลองพบว่า daminozide ความเข้มข้น 8,000 มก/ ล พ่นต้นแรดิชพันธุ์ Cherry Belle เมื่อมีอายุประมาณ 10 วัน พบว่าผลผลิต (น้ำหนักราก) เพิ่มขึ้นประมาณ 34 เปอร์เซ็นต์ นอกจาก daminozide จะช่วยเพิ่มผลผลิตของแรดิชแล้ว ยังมีผลป้องกันการแทงช่อดอกได้ด้วย

หอมหัวใหญ่ (Allium cepa L.)
ยับยั้งการงอกของหัว
การใช้ maleic hydrazide อัตรา 500 ถึง 650 กรัมต่อไร่ผสมนํ้า 90 ถึง 110 ลิตร (ความเข้มข้นประมาณ 5,000-6,000 มก/ล) พ่นให้ทั่วต้นในระยะที่ใบเริ่มแก่จัดหรือเริ่มล้มจะช่วยป้องกันการงอกของหัวภายหลังการเก็บเกี่ยวได้ การให้สารควรใช้เครื่องพ่นแรงดันสูง (ประมาณ 70 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) โดยให้เมื่อใบเริ่มแห้งและควรใช้กับต้นที่สมบูรณ์ดีเท่านั้น ซึ่งจะทำให้การดูดซึมสารเป็นไปได้ดี ข้อสำคัญคือต้องไม่มีฝนตกภายใน 24 ชั่วโมงหลังการให้สาร และไม่ควรเก็บเกี่ยวหัวภายใน 4 วันหลังการให้สารเนื่องจากการดูดซึมสารเข้าไปสะสมในหัวยังเกิดขึ้นไม่เต็มที่ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการยับยั้งการงอกลดลง ถ้าต้องการเก็บรักษาหัวไว้นานโดยไม่งอกก็อาจต้องใช้สารความเข้มข้นสูงขึ้น แต่ถ้าเก็บรักษาในช่วงเวลาสั้นอาจลดความเข้มข้นลงได้อีก

เห็ด (Mushrooms)
เร่งการเติบโตของเส้นใยและเพิ่มผลผลิต
การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดหูหนูบนอาหารวุ้นที่ผสม NAA 10 มก/ล หรือ GA3 10 มก/ ล จะช่วยให้เส้นใยเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น และการใช้ BAP 10 มก/ 6 ผสมในขี้เลื่อยสำหรับเพาะเห็ดหูหนูมีแนวโน้มทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์  ส่วนการเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดนางรมบนอาหารวุ้นเช่นกันซึ่งผสม NAA, GA3 หรือ BAP ความเข้มข้น 1 ถึง 100 มก/ ล ไม่ช่วยให้การเติบโตของเส้นใยดีขึ้น แต่ถ้าใช้ผสมในขี้เลื่อยซึ่งใช้เลี้ยงเส้นใยต่อจากการเพาะในอาหารวุ้นจะช่วยเร่งให้เส้นใยเจริญเต็มถุงได้เร็ว และทำให้จำนวนดอกและนํ้าหนักเห็ดสดเพิ่มมากขึ้น

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ

การใช้สารสังเคราะห์กับไม้ผล

เงาะ (Nephelium lappaceum L.)
เปลี่ยนเพศดอก
NAA สามารถใช้เปลี่ยนเพศดอกเงาะพันธุ์สีชมพูจากดอกกะเทยซึ่งทำหน้าที่ดอกตัวเมียให้เป็นดอกตัวผู้ได้ ความเข้มข้นของสารที่เหมาะสมคือ NAA 80 ถึง 160 มก/ล (ถ้าใช้สาร Planofix ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรจะต้องใช้ความเข้มข้นตํ่ากว่านี้คือใช้ Planofix 0.5-1 มล/ ล ซึ่งจะได้ความเข้มข้นของ NAA เท่ากับ 22.5 ถึง 45 มก/ ล) พ่นสารดังกล่าว ไปที่ช่อดอกเงาะบางช่อในระยะดอกตูมหรือเพิ่งเริ่มบานไม่เกิน 10% ในช่อจะทำให้เกิดดอกตัวผู้ ได้ภายหลังการให้สาร 6 วัน และจะทะยอยกันบานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 11 วัน จึงหมดฤทธิ์ของสาร  วิธีการดังกล่าวใช้กับเงาะพันธุ์โรงเรียนได้เช่นกัน ในทางปฏิบัติแล้วชาวสวนมักจะใช้สารดังกล่าวเมื่อดอกเงาะในช่อบานประมาณ 50% โดยพ่นสารเป็นจุดรอบทรงพุ่มเพื่อเปลี่ยนให้เป็นดอกตัวผู้บางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการผสมเกสรกับดอกข้างเคียงให้ติดเป็นผลได้สมํ่าเสมอทั่วทั้งต้น

เร่งการเปลี่ยนสีผิว
การทดลองใช้ ethephon และ GA3 เร่งการเปลี่ยนสีผิวของเงาะพันธุ์โรงเรียน ปรากฎว่าใช้ได้ผลดี ทำให้ผลในช่อเปลี่ยนสีอย่างสมํ่าเสมอทุกผล และเร่งให้เปลี่ยนสีได้เร็วขึ้นกว่าปกติ 1-2 วัน โดยที่คุณภาพของผลไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ ethephon 10 มก/ล หรือ GA3 250 มก/ล โดยพ่นสารไปที่ผลในระยะที่ผลเริ่มเปลี่ยนสี

มะม่วง (Mangifera indica L.)

การขยายพันธุ์
ในต่างประเทศได้มีงานทดลองใช้สารออกซินเพื่อเร่งการเกิดรากของกิ่งปักชำมะม่วง สารที่ใช้ได้ผลพอสมควรคือ NAA และ IBA ความเข้มข้น 5,000 ถึง 10,000 มก/ล โดยจุ่มปลายกิ่งในสารละลายประมาณ 30 วินาที นอกจากนี้ยังพบว่าการควั่นกิ่งทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดลงมาจุ่มในออกซินจะช่วยให้การออกรากดีขึ้น ในกรณีของการตอนกิ่งก็เช่นกัน การควั่นกิ่งก่อนทำการตอนจะช่วยให้การออกรากดีขึ้น (Bartholome และ Criley, 1983) การใช้สาร chlormequat ความเข้มข้น 10,000 มก/ ล หรือ ethephon ความเข้มข้น 250 มก/ ล พ่นต้นมะม่วง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละสัปดาห์ ภายหลังการพ่นสารครั้งสุดท้าย
3 วัน จึงตัดลงมาปักชำหรือตอน โดยการจุ่มปลายกิ่งปักชำในสารละลาย IBA ความเข้มข้นประมาณ 4,000 มก/ ล เป็นเวลา 30 วินาที หรือใช้ IBA ความเข้มข้นเดียวกันทาที่รอยควั่นด้านบนของกิ่งตอน ก่อนปักชำหรือตอนตามลำดับ การปฏิบัติดังกล่าวช่วยเพิ่มการออกรากได้ดีกว่าการใช้สาร IBA เพียงอย่างเดียว

ในประเทศไทยมีงานทดลองใช้ NAA ความเข้มข้น 1,000 ถึง 8,000 มก/ ล ในการปักชำยอดมะม่วงแก้ว (ยอดอ่อนอายุประมาณ 45 วัน) เพื่อนำมาใช้เป็นต้นตอในการติดตา หรือทาบกิ่ง พบว่า NAA ทุกความเข้มข้นที่ใช้สามารถเร่งการเกิดรากได้ดีกว่าการไม่ใช้สาร อย่างไรก็ตามเปอร์เซ็นต์กิ่งที่ออกรากได้ก็ยังน้อยอยู่ คือ ได้เพียง 27.5 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

การขยายพันธุ์มะม่วงในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำโดยการทาบกิ่งและติดตา ดังนั้น งานทดลองต่างๆ จึงเน้นในเรื่องนี้ เคยมีการทดลองใช้สาร NAA ความเข้มข้น 100 ถึง 800 มก/ ล ซึ่งผสมในรูปครีมลาโนลิน ทาเหนือรอยทาบมะม่วงแรดบนต้นตอมะม่วงแก้ว จะช่วยให้เกิดการ ประสานกันของรอยทาบได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ต่อมาได้มีการทดลองใช้สารละลาย NAA ความเข้มข้น 100 มก/ล เพื่อเร่งการเจริญของรากของต้นตอมะม่วงแก้ว เมื่อทาบบนกิ่งมะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวาย 4 โดยให้สาร 3 ระยะ คือ จุ่มถุงขุยมะพร้าวก่อนทาบและการฉีดสารประมาณ 10 มล เข้าไปภายในถุงขุยมะพร้าว เมื่อทาบได้ 20 และ 30 วัน พบว่าการให้สารโดยการฉีดเข้าไปบริเวณต้นตอเมื่อทาบได้ 20 วัน จะทำให้การเกิดรากดีขึ้นและมากขึ้น โดยจะสังเกตได้ชัดเมื่อตัดกิ่งทาบลงมาปักชำเมื่ออายุ 45 วัน นอกจากนี้การจุ่มรอยปาดของต้นตอในสารละลาย NAA ความเข้มข้น 200 มก/ ล ก่อนนำไปทาบ จะช่วยให้การประสานรอยแผลดีขึ้น และต้นตอเกิดรากมากขึ้นกว่าการไม่ใช้สาร

เมื่อปี พ.ศ. 2526 ได้มีการทดลองใช้สาร BAP ความเข้มข้น 2,000 ถึง 8,000 มก/ ล ซึ่งผสมในรูปครีมลาโนลิน ทาที่ตามะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวาย # 4 ซึ่งติดสนิทดีแล้วบนต้นตอม่ะม่วงแก้ว ปรากฎว่าวิธีการดังกล่าวสามารถเร่งการแตกตาได้เร็วขึ้น และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การแตกตาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สารความเข้มข้น 8,000 มก/ ล ซึ่งให้เปอร์เซ็นต์การแตกตาในสัปดาห์แรกเท่ากับ 37.1 และในสัปดาห์ที่ 5 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.4 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ตาซึ่งไม่ได้ให้สารมีการเจริญในสัปดาห์แรกเพียง 8.5 เปอร์เซ็นต์ และสูงสุดในสัปดาห์ที่ 5 เพียง 60.0 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

การเติบโตทางกิ่งใบ
การใช้ PGRC เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตทางกิ่งใบมีผล 2 ด้านคือ ลดการเติบโตทางกิ่งใบเพื่อส่งเสริมการออกดอก และลดความยาวกิ่งเพื่อความเหมาะสมในการปลูกระยะชิดมีการทดลองใช้สาร maleic hydrazide ความเข้มข้น 1,000-7,000 มก/ล พ่นที่กิ่งอ่อนของมะม่วง พันธุ์ Bangapalle พบว่าสามารถชะลอการแตกกิ่งครั้งใหม่ได้นาน 55 ถึง 79 วัน ซึ่งมีผลในการเพิ่มการออกดอกได้ด้วย การใช้ daminozide ก็ให้ผลเช่นกันแต่แสดงผลได้น้อยกว่าการใช้ maleic hydrazide (Das และ Panda, 1976) การใช้สาร GA3 ความเข้มข้น 50 มก/ ล พ่นต้นมะม่วง 2-4 ครั้งก่อนการออกดอกจะมีผลชะลอหรือยับยั้งการออกดอกได้แต่จะกระตุ้นการเจริญเติบโตทางกิ่งใบแทน (Singh, 1961) ต่อมา Chacko และคณะ (1976) ได้ทดลองใช้ GA3 ความเข้มข้น 1,000 มก/ล กับมะม่วงพันธุ์ Kurkan อายุ 5 ปี ปรากฎว่าได้ผลเช่นเดียวกัน

การทดลองในประเทศไทยโดยใช้สาร daminozide กับมะม่วงแก้วและนํ้าดอกไม้ทะวาย # 4 ได้ทำขึ้นหลายเรื่อง แต่ผลจากการใช้สารดังกล่าวไม่สามารถลดการเติบโตทางกิ่งใบได้ และได้ทดลองใช้สาร maleic hydrazide ความเข้มข้น 500 ถึง 2,000 มก/ ล พ่นต้นมะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวาย -# 4 อายุประมาณ 2 ปี ในขณะที่ใบชุดใหม่ยังอ่อนอยู่ (ประมาณ 10 วัน หลังจากแตกตา) ปรากฎว่า maleic hydrazide ความเข้มข้น 1,000 และ 2,000 มก/ล จะชะลอการแตกกิ่งชุดใหม่ได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์และทำให้ความยาวกิ่งลดลงประมาณ 18 ถึง 36 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ทำให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งเพิ่มขึ้น(เยียรมัย, 2528) ส่วนการใช้สาร paclobutrazol กับมะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวาย#4 เช่นกัน โดยการพ่นสารทางใบด้วยความเข้มข้น 125 และ 250 มก/ล และการรดลงดินโดยใช้เนื้อสาร 1 ถึง 4 กรัมผสมน้ำ 100 มล รดโคนต้นมะม่วงซึ่งมีอายุประมาณ 2 ปี ผลปรากฏว่าการใช้สารดังกล่าวลดความยาวกิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการให้สารได้ การพ่นสารทางใบเพียง 1 ครั้ง มีผลต่อพืชน้อยกว่าการรดลงดิน และความยาวของกิ่งจะลดลงมากขึ้นเมื่อใช้ความเข้มข้นสูงขึ้น การใช้สาร 1 กรัมต่อต้นทำให้ความยาวกิ่งลดลง 33 เปอร์เซ็นต์ และถ้าใช้ถึง 4 กรัมต่อต้นจะทำให้ลดลงได้ถึง 42 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้สารที่มีต่อการออกดอก การติดผล และคุณภาพของผล ก่อนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

การออกดอก
การทดลองเรื่องการออกดอกของมะม่วงมีมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศ อินเดียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะม่วงสำคัญของโลกเช่นกัน จากผลการทดลองดังกล่าว พอได้แนวทางว่าในช่วงที่มะม่วงกำลังออกดอกจะมีการสร้างเอทิลีนขึ้นมาจากใบเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันปริมาณ GAS จะลดลง จากหลักการนี้จึงได้มีการทดลองใช้สารชะลอการเจริญเติบโตซึ่งมีผลในการยับยั้งการสร้าง GAs หรือใช้ ethephon ซึ่งเป็นสารปลดปล่อยเอทิลีน พ่นต้นมะม่วงเพื่อเร่งการเกิดดอก มีรายงานว่าการใช้สาร daminozide หรือ maleic hydrazide พ่นต้นมะม่วงพันธุ์ Bangapalle จะทำให้จำนวนช่อดอกต่อต้นเพิ่มขึ้น สารดังกล่าวไม่ได้ทำให้ต้นมะม่วงออกดอกเร็วขึ้น แต่ทำให้จำนวนกิ่งที่เกิดช่อดอกเพิ่มมากขึ้น (Das และ Panda, 1976) การใช้ ethephon ความเข้มข้น 1,000 ถึง 4,000 มก/ล พ่นต้นมะม่วงพันธุ์ Mypelian อายุ ประมาณ 3 ปี (เพาะจากเมล็ด) เป็นจำนวน 4 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกันครั้งละ 2 สัปดาห์ และเริ่มให้สารครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ผลปรากฎว่า ethephon ทุกความเข้มข้นสามารถกระตุ้น การเกิดดอกได้ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ในขณะที่ต้นซึ่งไม่ได้รับสารมีการเจริญเฉพาะทางด้านกิ่งใบโดยไม่เกิดดอก ethephon ความเข้มข้น 2,000 ถึง 4,000 มก/ ล กระตุ้นการเกิดดอกได้ แต่มีผลทำให้ใบร่วงเป็นบางส่วน (Chacko และคณะ, 1976) การทดลองใช้ maleic hydrazide เพื่อช่วยลดความยาวกิ่งของมะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวาย #4 ในประเทศไทยมีผลทำให้ช่อดอกต่อต้นเพิ่มขึ้น นั่นคือจะเกิดช่อดอกทั้งหมด 18 ช่อ จากกิ่งทดลอง 48 กิ่ง ในสัปดาห์ที่ 4 หลังการใช้สาร maleic hydrazide 1,000 มก/ล ในขณะที่ต้นซึ่งไม่ได้ให้สาร เกิดช่อดอกเพียง 4 ช่อเท่านั้น (เยียรมัย, 2528) ส่วนการใช้สาร daminozide นั้นพบว่าไม่สามารถเร่งหรือเพิ่มการเกิดดอกของมะม่วงพันธุนี้

สารโพแทสเซียมไนเตรทหรือดินประสิว (KNO3) ถึงแม้จะไม่ได้จัดเป็น PGRC แต่ก็มีรายงานว่าช่วยเร่งการเกิดดอกของมะม่วงบางพันธุ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธุ์ Carabao และพันธุ์ Pico ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตอบสนองต่อการใช้ KNO3 ได้ดี ความเข้มข้นของ KNO3 ที่ใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 1-2 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าความเข้มข้นมากกว่านี้จะใช้ได้ผลดีกว่า แต่ก็อาจเป็นสาเหตุให้ใบไหม้ (Bartholomew และ Criley, 1983) การที่ KNO3เร่งการเกิดดอกได้นั้นอาจเป็นเพราะว่าอนุภาคไนเตรท (NO-3) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์บางชนิดซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เอทิลีนในพืช ดังนั้นสารไนเตรทชนิดอื่นเช่น แอมโมเนียมไนเตรท (NH4 NO3) แคลเซียมไนเตรท (Ca(NO3)2) จึงสามารถใช้เร่งดอกมะม่วงได้เช่นกันแต่ประสิทธิภาพอาจไม่ดีเท่า KNO3  การใช้ KNO3 เร่งดอกมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยมักจะใช้ได้ไม่ค่อยแน่นอนและมักใช้ไม่ได้ผลเป็นส่วนใหญ่ถึงแม้จะเพิ่มความเข้มข้นสูงขึ้นจนใบไหม้ก็ตาม การใช้ KNO3 กับมะม่วงจะใช้ได้เมื่อใบมะม่วงแก่จัดพร้อมที่จะออกดอกได้เท่านั้น และการใช้ KNO3ผสมกับ PGRC บางชนิด เช่น ethephon,NAA หรือ BAP ก็มีรายงาน ว่าได้ผลดีกว่าการใช้ KNO3 เพียงอย่างเดียว กัญชนาและอนันต์ (2527) ได้ทดลองใช้ KNO3 3% ผสมกับ ethephon 500 มก/ ล หรือ kinetin 10 มก/ ล หรือผสมทั้ง 3 อย่างรวมกัน แล้วพ่นยอดมะม่วงนํ้าดอกไม้ทะวายเพียงบางยอด ในเดือนกันยายน หรือตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ปรากฎว่า การให้สารในเดือนกันยายนไม่ทำให้มะม่วงเกิดช่อดอก แต่ถ้าให้ในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน จะช่วยให้เกิดช่อดอกได้บางส่วนโดยยอดที่ไม่ให้สารก็จะไม่เกิดช่อดอกเลย องค์ประกอบของสารที่น่าจะใช้ได้ผลดีคือ KNO3 3% ผสมกับ kinetin 10 มก/ ล อย่างไรก็ตามการใช้สารดังกล่าว ช่วยให้เกิดช่อดอกได้เพียงบางส่วนเท่านั้นกล่าวคือถ้าให้สารในเดือนตุลาคมจะทำให้เกิดช่อดอกได้เพียง 17.25 เปอร์เซ็นต์ และถ้าให้สารในเดือนพฤศจิกายน จะเกิดช่อดอกได้ 35 เปอร์เซ็นต์ การออกดอกดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากให้สาร 2 สัปดาห์

การพัฒนาของผลและการหลุดร่วง
ฮอร์โมนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการหลุดร่วงของผลอย่างมาก จากงานวิจัยที่น่าสนใจมากของ Chen (1983) พบว่าปริมาณไซโตไคนินในผลมะม่วงพันธุ์ Irwin จะเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดภายใน 5-10 วันหลังดอกบาน โดยส่วนใหญ่จะพบในเนื้อผล และหลังจากนั้นจะลดปริมาณลงอย่างมากตั้งแต่ผลมีอายุ 20 วันขึ้นไป ในขณะเดียวกันปริมาณไซโตไคนินในเมล็ดจะค่อยๆ  เพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดเมื่อผลมีอายุ 25-30 วัน และจะค่อยๆ ลดลงเป็นลำดับจนกระทั่งผลแก่ ปริมาณไซโตไคนินที่พบนั้นจะมีในเมล็ดมากกว่าในเนื้อผล แต่ผลที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีการผสมเกสรและไม่มีการพัฒนาของเมล็ดนั้น ในช่วงต้นของการติดผลก็มีไซโตไคนินอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เมื่อผลนั้นมีอายุ 30 วัน (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1.5-2.0 ซม ) จะพบว่าปริมาณไซโตไคนินในเนื้อผลเกือบเท่ากับศูนย์ และในช่วงนี้เองที่ผลเหล่านี้จะร่วงหมด (100%) จากการค้นพบครั้งนี้จึงสามารถใช้อธิบายสาเหตุการหลุดร่วงของผลได้เป็นอย่างดี นั่นคือเมล็ดมะม่วงเป็นแหล่งสร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตต่างๆ รวมทั้งไซโตไคนิน ซึ่งสารเหล่านี้มีผลต่อการแบ่ง เซลล์ การขยายขนาดและการหลุดร่วงของผล เมื่อผลมะม่วงเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีเมล็ด ก็อาจอยู่ได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้นก่อนที่จะหลุดร่วงไป Chen (1983) ยังได้ทดลองต่อไปโดยใช้สารออกซิน จิบเบอเรลลินและไซโตไคนินพ่นช่อดอกมะม่วง โดยครั้งแรกพ่นสาร BAP ความเข้มข้นประมาฉ 350 มก/ ล ในระยะดอกบานและให้สารครั้งที่ 2 ภายหลังจากครั้งแรก 20 วัน โดยใช้สารผสมของ BAP 350 มก/ ล ผสมกับ GA3 250 มก/ ล และ NAAm 5 มก/ ล ผลปรากฎว่าการปฏิบัติ ดังกล่าวสามารถช่วยเพิ่มการติดผลได้

การใช้สารออกซินผสมกับจิบเบอเรลลินและไซโตไคนิน พ่นช่อดอกและผลมะม่วงอาจช่วยป้องกันการร่วงของผลที่ไม่มีเมล็ดได้ แต่ต้องให้สารเป็นระยะๆ ถึง 7 ครั้ง จึงจะทำให้ผลนั้นไม่ร่วงจนกระทั่งแก่จัดถึงกระนั้นก็ยังได้ผลเพียง 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น (Chacko และ Singh 1969) อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้ไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน สารออกซินหลายชนิดช่วยลดการร่วงของผลก่อนเก็บเกี่ยวได้ในมะม่วงต่างประเทศบางพันธุ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สาร NAA ความเข้มข้น 10 ถึง 40 มก/ล เมื่อผลมีอายุประมาณ 5 ถึง 6 สัปดาห์ และจะได้ผลดียิ่งขึ้นถ้าให้สาร 2 ครั้งโดยทิ้งช่วงห่างกัน 15 วัน สาร daminozide ความเข้มข้น 100 มก/ล ก็มีผลป้องกันการร่วงของมะม่วงบางพันธุ์ได้เช่นก็ (Pal และคณะ, 1979) สาร GA3 สามารถเพิ่มขนาดและนํ้าหนักผลเมื่อใช้สารความเข้มข้น 100 มก/ ล ในระยะที่ผลอ่อนมีขนาดเท่าหัวแมลงวัน และถ้าใช้ชํ้า 3 ครั้งทิ้งช่วงห่างกันครั้งละ สัปดาห์จะให้ผลดียิ่งขึ้น (Singh และคณะ, 1977 ; Pander และคณะ,1980)

การทดลองใช้ PGRC เพื่อช่วยการติดผลและป้องกันผลร่วงของมะม่วงในประเทศไทย ได้ทำขึ้นหลายเรื่อง เมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว โดยใช้สาร 2-NOA และ GA3 กับมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ปรากฎว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่สามารถเพิ่มการติดผลหรือป้องกันผลร่วงได้ หลังจากนั้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่ปรากำว่ามีงานทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่มขึ้นอีกเลย

การสุกของผล
การสุกของผลมะม่วงมีหลักการคล้ายผลไม้ชนิดอื่นๆ คือถูกกระตุ้นโดยเอทิลีน ความเข้มข้นของเอทิลีนที่ใช้บ่มโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 10 ถึง 20 ส่วนในอากาศล้านส่วน โดยต้องมีห้องบ่มที่เหมาะสม และสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ อุณหภูมิที่เหมาะต่อการสุกของผลมะม่วงคือ ประมาณ 21°ซ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนสีผิวเป็นไปได้ด้วยดี การบ่มผลมะม่วงนํ้าดอกไม้ ภายใต้อุณหภูมิสูงอาจเกิดปัญหาว่าผิวผลไม่เปลี่ยนสีทั้งๆ ที่เนื้อภายในจะสุกแล้วก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีห้องบ่มผลไม้ จึงมีการใช้ถ่านก๊าซบ่มผลมะม่วงแทนซึ่งเร่งการสุกของผลได้ดี แต่ความสมํ่าเสมอในการสุกยังไม่ดีเท่าการใช้ ethephon สุมาลี (2524) ได้ทดลองบ่มผลมะม่วงพันธุ์หนังกลางวัน โดยจุ่มผลในสารละลาย ethephon ความเข้มข้น 1,000 มก/ล เป็นเวลา 1 นาที จะทำให้ผลสุกสมํ่าเสมอกันภายใน 3 วัน

มะละกอ (Carica papaya L.)
เร่งการงอกของเมล็ด
มีการทดลองหลายเรื่องโดยใช้ PGRC เร่งการงอกของเมล็ด พบว่าในบรรดาสารดังกล่าวนั้น GA3 ความเข้มข้น 50 ถึง 500 มก/ ล จะเร่งอัตราการงอกของเมล็ดให้เร็วขึ้นได้ แต่ไม่ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก ส่วน NAA หรือ IAA จะยับยั้งการงอก นอกจากนี้ วุ้นหุ้มเมล็ด มะละกอยังมีผลยับยั้งการงอกอีกด้วย ในประเทศไทยเคยมีงานทดลองใช้สาร GA3 และ ethephon แช่เมล็ดมะละกอพันธุ์แขกดำก่อนนำไปเพาะ พบว่าการใช้ GA3 ความเข้มข้น 250 มก/ ล จะทำให้เมล็ดงอกได้เร็วกว่าปกติประมาณ 4 วัน แต่เปอร์เซ็นต์การงอกไม่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าใช้ ethephon โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มข้น 100 หรือ 150 มก/ล จะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกเพิ่มขึ้นและงอกได้เร็วขึ้น ethephon 150 มก/ล จะทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกเพิ่มขึ้นจาก 42.5 เป็น 64.2 และงอกเร็วขึ้นประมาณ 6 วัน

เปลี่ยนเพศดอก
ethephon มีผลในการกระตุ้นการเจริญของเพศเมีย การให้สาร ethephon ความเข้มข้น 100 ถึง 300 มก/ ล ในระยะที่ต้นกล้ามีใบจริง 2 ใบ และให้สารซํ้าอีกครั้งภายหลังจากครั้งแรก 15 ถึง 30 วัน จะทำให้เกิดการเจริญของดอกตัวเมียมากขึ้นถึง 90% (Singh และ Sharma, 1976) การทดลองใช้สาร ethephon ความเข้มข้น 100มก/ล กับมะละกอในประเทคไทย โดยพ่นให้ต้นกล้าเพียงครั้งเดียวในระยะที่มีใบจริง 2 ใบ (หรือต้นกล้าอายุประมาณ 21 วัน) พบว่ามีแนวโน้ม ทำให้เกิดต้นที่ให้ดอกสมบูรณ์เพศมากขึ้นกว่าปกติ  อนึ่งต้นกล้าที่ใช้ต้องเป็นต้นที่เกิดจากเมล็ดของผลจากต้นสมบูรณ์เพศเท่านั้น

เพิ่มปริมาณปาเปน (papain)
ปาเปนคือเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ย่อยโปรตีน พบอยู่ทั่วทั้งต้นมะละกอ แต่จะมีมากในนํ้ายางในผลมะละกอดิบ ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารหลายชนิด ปริมาณนํ้ายาง และปาเปนที่กรีดได้จากผลมะละกอแต่ละครั้งจะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงมีการทดลองใช้ สาร ethephon เพิ่มการไหลของนํ้ายางมะละกอในลักษณะเดียวกับการใช้เร่งนํ้ายางพารา พบว่า ethephon ช่วยเพิ่มการไหลของยางมะละกอได้และยังเพิ่มปริมาณปาเปนอีกด้วย การใช้ ethephon 200 มก/ ล พ่นทั่วต้นมะละกอจะเพิ่มการไหลของนํ้ายางได้ และถ้าใช้ ethephon ประมาณ 5,000 มก/ ล ผสมในนํ้ามันมะพร้าวทาที่ผลดิบอายุประมาณ 75-80 วัน โดยทาเป็นแนวยาว 4 แนว หลังจากนั้น 2 สัปดาห์จึงเริ่มกรีดยางพบว่าจะทำให้ปริมาณนํ้ายางเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าของปกติและมีปริมาณปาเปนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

ลางสาดและลองกอง (Lansium domesticum Corr.,Aglaia dookkoo Griff)
เพิ่มการติดผล
มีงานทดลองในประเทศฟิลิปปินส์ โดยใช้ GA3, NAA, IBA และ chlorflureno ในระยะต่างๆ คือระยะเป็นตาดอก ระยะดอกบาน และระยะเริ่มการติดผล พบว่าการใช้สาร GA3 ความเข้มข้น 5, 25 หรือ 125 มก/ล ในระยะดอกบานหรือระยะก่อนดอกบานเล็กน้อยจะช่วยเพิ่มการติดผลได้ดี ไม่ว่าความเข้มข้นใดก็ตาม แต่ที่ความเข้มข้น 125 มก/ล มีผลทำให้ขนาดของผลเล็กลง ถ้าใช้สาร GA3 ในระยะติดผลแล้วจะทำให้ผลมีขนาดใหญ่และนํ้าหนักมากขึ้น การใช้ IBA ไม่ว่าระยะใดก็ตามจะทำให้ติดผลน้อยลงจนช่อโปร่ง ส่วน NAA ไม่สามารถช่วยในการติดผล ถ้าใช้ chlorflurenol ความเข้มข้น 5 มก/ ล ในระยะที่ยังเป็นตาดอกจะช่วยเพิ่มการติดผลและขนาดของผลเช่นกัน

ป้องกันการหลุดร่วงของผล
การทดลองใช้ NAA และสารการค้า Planofix ซึ่งมี NAA 4.5% เป็นสารออกฤทธิ์ พ่นช่อผลลางสาดในระยะที่ผลเริ่มเปลี่ยนป็นสีเหลืองจะช่วยลดการหลุดร่วงของผลได้ ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ NAA 100 ถึง 400 มก/ ล การใช้ Planofix ความเข้มข้น 0.1 ถึง 0.4 มล/ ล (หรือ ความเข้มข้นของ NAA ในผลิตภัณฑ์เท่ากับ 4.5 ถึง 18มก/ล)จะให้ผลดีกว่าการใช้สารในรูปสารบริสุทธิ์  เนื่องจากสาร Planofix เป็นผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร ซึ่งมีสารเพิ่มประสิทธิภาพ (adjuvant) ผสมอยู่ด้วยเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรอื่นๆ อีกหลายชนิด ดังนั้นการใช้สารเหล่านี้ความเข้มข้นเท่ากับหรือตํ่ากว่าการใช้สาร NAA ในรูปสารบริสุทธิ์ มักจะได้ผลดีกว่า การที่สาร NAA มีผลช่วยลดการหลุดร่วงของผลนั้นมีประโยชน์มากในการเก็บเกี่ยวผล เนื่องจากผลลางสาดมักหลุดร่วงได้ง่ายถ้าได้รับการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเก็บเกี่ยวในระยะที่ผลแก่จัด

เร่งการเปลี่ยนสีผิว
ลองกองมีการบานของดอกในช่อไม่พร้อมกัน ดังนั้นผลในช่อเดียวกันจึงมีอายุไม่เท่ากัน เเละมีปัญหาเรื่องบางผลในช่อมีเปลือกสีเขียวในขณะเก็บเกี่ยว การทดลองใช้ ethephon ความเข้มข้น 200 มก/ ล พ่นช่อผลในระยะที่ผลในช่อเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองประมาณ 10-20% ของช่อ จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนสีได้ 100% ภายใน 14 วัน ในขณะที่พวกที่ไม่ได้ให้สารมีการเปลี่ยนสีเพียง 25% ท่านั้นการใช้ ethephon ดังกล่าวไม่มีผลต่อการหลุดร่วงของผลบนต้นหรือขณะทำการขนส่ง

ลำไย (Euphoria longana Lam.)
เร่งการแก่ของผล
การทดลองกับลำไยพันธุ์แห้วโดยใช้ ethephon ร่วมกับ daminozide โดยครั้งแรกพ่นสาร daminozide ความเข้มข้น 500 มก/ ล ที่ช่อผลก่อนการเก็บเกี่ยวปกติ 4 สัปดาห์แล้วจึงให้ thephon ความเข้มข้น 250 ถึง 1,000 มก/ ล ภายหลังจากให้ daminozide แล้ว 1 สัปดาห์ จะช่วยเร่งให้ผลแก่เร็วขึ้น 4-12 วัน และมีความหวานเพิ่มขึ้น แต่การใช้ ethephon ความเข้มข้นสูงจะทำให้ผลร่วงได้มาก daminozide ช่วยลดการร่วงของผลเนื่องจากอิทธิพลของ ethephon ลงได้บ้าง

สับปะรด (Ananas comosus (L.) Merr.)
กระตุ้นการเกิดหน่อ
chlorf’lurenol อัตรา 225 ถึง 450 กรัมต่อไร่ ผสมน้ำ 300 ถึง 450 ลิตร (ความเข้มข้นประมาณ 750 ถึง 1,000 มก/ล) พ่นส่วนบนของต้นสับปะรดพร้อมๆ กับการใช้สารเร่งดอกหรือหลังจากให้สารเร่งดอกแล้วไม่เกิน 7 วัน จะกระตุ้นให้เกิดหน่อข้างสำหรับใช้ขยายพันธุ์ได้มากขึ้น การให้สารซํ้า 2 ครั้งโดยทิ้งช่วงห่างกัน 10 ถึง 12 วัน จะได้ผลดีกว่าให้สารเพียงครั้งเดียว

เร่งการเกิดดอก
ethephon อัตรา 95 ถึง 175 กรัมต่อไร่ผสมน้ำ 175 ถึง 545 ลิตร (หรือความเข้มข้นประมาณ 300 ถึง 500 มก/ล) พ่นต้นสับปะรดเมื่อต้นแก่ได้ขนาดพร้อมที่จะออกดอก ส่วนใหญ่ประมาณ 6-8 เดือนก่อนการเก็บเกี่ยว อายุขั้นตํ่าของสับปะรดที่สามารถกระตุ้นให้ออกดอกได้คือ 4 เดือน หรือมีนํ้าหนักสดเฉลี่ย 878 กรัม แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในสภาพอุณหภูมิตํ่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุณหภูมิในเวลากลางคืนไม่เกิน 20°ซ.

การปลูกสับปะรดในประเทศไทยขณะนี้มีการใช้ ethephon กระตุ้นการออกดอกเช่นกันโดยใช้สารอีเทรล (Ethrel : เป็นชื่อการค้าซึ่งมีethephon เป็นสารออกฤทธิ์ผสมอยู่ 39.5%) อัตรา 150 มล ผสมนํ้า 200 ลิตร (ได้ความเข้มข้น 300 มก/ ล) โดยเติมยูเรีย (urea) 6 กก. ลงไปด้วย เพื่อช่วยให้การดูดซึมสารดีขึ้น และหยอดที่ยอดของต้นสับปะรดต้นละ 45-50 มล อายุที่เหมาะสม และพร้อมที่จะออกดอกคือ 8-9 เดือนหรือมีนํ้าหนักประมาณ 2.5 กก การใช้ ethephon ให้ได้ผลดีควรใช้ในขณะที่มีอากาศเย็นช่วงเวลากลางคืนหรือเช้ามืด ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปการใช้ ethephon กระตุ้นการเกิดดอกจะมีประสิทธิภาพตํ่าลง ในกรณีที่คาดว่าจะออกดอกได้ยาก ควรใช้สารซ้ำอีกครั้งหนึ่งภายหลังการให้ครั้งแรก 14-20 วัน แต่ไม่ควรให้ซ้ำภายใน 7 วัน เนื่องจากจะมีผลยั้บยั้งการเกิดดอก

การใช้แคลเซียมคาร์ไบด์หรือถ่านก๊าซให้ผลในการเร่งการเกิดดอกของสับปะรดดีกว่าการใช้ ethephon ในอดีตมีการใช้สารนี้ในการผลิตสับปะรดในประเทศไทย และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้กันอยู่ในอีกหลายประเทศ วิธีการใช้คือนำแคลเซียมคาร์ไบด์ 200 กรัมผสมในน้ำเย็น 75 ถึง 100 ลิตร แล้วหยอดยอดสับปะรดต้นละ 50 ถึง 80 มล การให้สารควรทำซ้ำภายใน 2 ถึง 5 วัน เพื่อให้ได้ผลแน่นอน การใช้แคลเซียมคารไบด์เป็นก้อนเล็กๆ โดยไม่ผสมน้ำก่อน ก็ใช้ได้ผลเช่นกัน แต่อาจไม่ดีเท่าการผสมนํ้าก่อน อัตราการใช้แตกต่างกันไปเช่นไต้หวันใช้ 1 ก้อน แคลเซียมคารไบด์ประมาณ 0.5 ถึง 0.7 กรัม หยอดที่ยอด ส่วนในคิวบา ใช้สาร 2 กรัม ต่อต้น

NAA ใช้เร่งดอกสับปะรดได้เช่นกันแต่ประสิทธิภาพตํ่ากว่าการใช้สารอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น แต่มีข้อดีในแง่ของราคาซึ่งค่อนข้างตํ่าและง่ายต่อการเก็บรักษาหรือใช้งาน ความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 5 ถึง 20 มก/ล หยอดยอดต้นละ 20 ถึง 50 มก ถ้าใช้ความเข้มข้นสูงหรือตํ่ากว่านี้ จะไม่ได้ผล

เพิ่มขนาดผล
NAA ความเข้มข้น 100 มก/ล ช่วยเพิ่มขนาดผลได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้สารคือเมื่อกลีบดอกเริ่มแห้ง ผลที่ได้รับสารจะมีขนาดใหญ่และนํ้าหนักมากขึ้น แต่มีผลทำให้แก่ช้าลง 1-4 สัปดาห์ ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ มักจะทำให้ผลสุกจากข้างในก่อนที่ผิวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขนาดก้านและแกนจะใหญ่ซึ่งไม่เหมาะต่อการทำสับปะรดกระป๋อง จากผลเสียที่กล่าวมาจึงเป็นสาเหตุให้การใช้สารนี้ไม่แพร่หลายในการผลิตสับปะรดเพื่อบรรจุกระป๋อง

สารอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตคือ GA4 ผสม GA7 และ BAP (ชื่อการค้าคือ Promalin ซึ่งยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย) การใช้สารผสมนี้ ในความเข้มข้น 50 มก/ล พ่นที่ผลจะทำให้นํ้าหนักเพิ่มขึ้นได้ 13% ความยาวผลเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและคุณภาพผลไม่เปลี่ยนแปลง

เร่งการแก่และการเปลี่ยนสีผล
การใช้ ethephon อัตรา 96 ถึง 176 กรัมต่อไร่(ผสมน้ำ 176 ถึง 544 ลิตร หรือความเข้มข้นประมาณ 300 ถึง 1,000 มก/ล) พ่นให้ทั่วใบและผลในระยะที่ผลแรกในแปลงเริ่มเปลี่ยนลี จะช่วยเร่งการเปลี่ยนสีของผลทั้งหมดในแปลงได้ อัตราที่ใช้ต้องดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงควรใช้ความเข้มข้นตํ่าเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การใช้ ethephon ที่กำหนดนี้ ไม่มีผลเสียต่อคุณภาพผลและผลผลิต ในประเทศไทยเคยทดลองใช้ ethephon ความเข้มข้นต่างๆ พ่นรอบผลหรือหยอดที่จุก โดยให้สารในสัปดาห์ที่ 19 นับจากวันหยอดสารกระตุ้นให้ออกดอกพบว่า ethephon ความเข้มข้นตั้งแต่ 1,500 ถึง 6,000 มก/ ล โดยการพ่นสารรอบจะเร่งให้ผลแก่เร็วขึ้นได้ อายุเก็บเกี่ยวของผลปกติคือ 172 วัน แต่ถ้าให้สาร ethephon 1,500 6,000 มก/ ล จะทำให้ผลแก่เร็วขึ้น 9 วัน และถ้าใช้ความเข้มข้นสูงก็จะเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น นั่นคือการใช้  ethephon 6,000 มก/ ล จะเก็บเกี่ยวผลได้เร็วขึ้น 19 วัน แต่ผลจากการใช้สารความเข้มข้นสูงๆ คือ ผลจะมีขนาดเล็กลง อย่างไรก็ตามอาจเป็นประโยชน์ในการผลิตสับปะรดกระป๋อง ซึ่งไม่ต้องการผลขนาดใหญ่มากนัก

ชะลอการสุก
การจุ่มผลลับปะรดในสารละลาย NAA ความเข้มข้น 100 มก/ล จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้ การจุ่มผลในสารละลายดังกล่าวจะได้ผลดีถ้าผลนั้นแก่จัดแต่ยังไม่เปลี่ยนสี และจุ่มเฉพาะตัวผลเท่านั้นไม่รวมจุก NAA จะทำให้ผลคงความเขียวได้นานขึ้น และยังช่วยลดการเน่าของ ผลลงไดถึง 50% ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการขนส่งไปจำหน่ายไกลๆ เหมาะสำหรับสับปะรดที่ใช้บริโภคผลสด

สตรอเบอรี่ (Fragaria spp)
ป้องกันการเกิดไหล (stolon)
การใช้ chlormequat ความเข้มข้น 12,000 มก/ล พ่นต้นสตรอเบอรี่ทันทีหลังการเก็บเกี่ยวจะช่วยป้องกันการเกิดไหล นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้ paclobutrazol ความเข้มข้น ตั้งแต่ 50 ถึง 1,000 มก/ล รดลงดิน หรือพ่นทางใบต้นละ 4 มล ให้ต้นสตรอเบอรี่ภายหลังย้ายปลูก ประมาณเดือนครึ่ง พบว่าการเติบโตของลำต้นจะลดลงตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นและจะไม่เกิดไหล ประโยชน์ที่ตามมาคือเกิดการติดผลมากขึ้น และผลมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ผลผลิตรวมสูงขึ้น

เพิ่มการเกิดไหล
มีการทดลองใช้ GA3 ความเข้มข้น 550 มก/ ล พ่นต้นสตรอเบอรี่อายุ 1 ปี โดยอาจพ่นเพียงครั้งเดียวหรือ 2 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกันเดือนละครั้ง มีผลทำให้จำนวนไหลต่อต้นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก (Dennis และ Bennett, 1969) ในประเทศไทยก็เคยทดลองใช้ GA3 ความเข้มข้น 50 มก/ ล พ่นต้นสตรอเบอรี่พันธุ์ไทโอก้า (Tioga) ซึ่งนิยมปลูกในขณะนี้ โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกให้ภายหลังย้ายปลูก 30 วัน และให้สารซ้ำอีกครั้งหลังจากครั้งแรก 1 เดือนจะทำให้ได้จำนวนไหลเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส้ม (Citrus spp ) (ทั่วๆ ไป)
กระตุ้นการพักตัว
ในกรณีที่ต้องการให้ส้มเกิดการพักตัวเพื่อสะสมอาหารให้มากขึ้นก่อนการออกดอก การใช้ maleic hydrazide อัตรา 120 ถึง 540 กรัมต่อไร่ ผสมนํ้าให้มากพอที่จะพ่นต้นจนใบเปียกทั่วกัน จะทำให้ไม่เกิดการแตกยอดอ่อนหรึอตาดอก ถ้าตามีทีท่าว่าจะเจริญออกมาก็สามารถให้ สารซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ป้องกันผลร่วงและเพิ่มขนาดผล
การใช้ 2,4-D ความเข้มข้น 24 มก/ล พ่นไปที่ผลจะช่วยเพิ่มขนาดผลและป้องกันผลร่วงได้วิธีนี้ใช้ได้ผลกับเกรพฟรุต (grapefruit) และพวกส้มเกลี้ยง ส้มตรา การให้สารควรทำในระยะดอกบานเต็มที่ หรือระยะที่ผลแก่จัดก่อนการเปลี่ยนสี การใช้ 2,4-D ผสมกับ GA3  ความเข้มข้น 20 มก/ล จะได้ผลดียิ่งขึ้น และช่วยชะลอการเปลี่ยนสีผิวได้ การใช้ NAA ป้องกันการร่วงของผลจะใช้ได้ดีกับมะนาวฝรั่ง (lemon) โดยการใช้ NAA ความเข้มข้น 12 มก/ ล พ่นไปที่ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีอากาศเย็นจัด ซึ่งทำให้เกิดการร่วงของผลมาก

เพิ่มการติดผล
การใช้ GA3 ความเข้มข้น 10 ถึง 25 มก/ล พ่นต้นในระยะดอกบานเต็มที่จะช่วยเพิ่มการติดผลและเพิ่มผลผลิต ใช้ได้ผลดีกับส้มเปลือกบางเช่นส้มเขียวหวาน เคยมีการทดลองในประเทศไทยโดยใช้ GA3 ความเข้มข้น 25 ถึง 100 มก/ ล พ่นที่ช่อดอกส้มเขียวหวานในระยะดอกบานเต็มที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผลได้ การใช้ GA3 ความเข้มข้น 50 มก/ล ให้ผลดีที่สุดโดยมีจำนวนผลมากกว่าการไม่ใช้สาร ประมาณ 3 เท่า แต่นํ้าหนักผลจะลดลงประมาณ 21-27 เปอร์เซ็นต์และเปลือกจะบางลง ส่วนการใช้สาร 2,4-D ความเข้มข้น 10 ถึง 40 มก/ ล แทนการใช้ GA3 พบว่า 2,4-D ช่วยในการติดผลได้เช่นกันแต่มีประสิทธิภาพตํ่ากว่าการใช้ GA3 และนํ้าหนักผลลดลงน้อยกว่าการใช้ GA3 สารฆ่าราบางชนิดเช่น Captan (N-(trichloromethylthio)-4-cyclohexane-1,2-dicarboximide) ก็สามารถเพิ่มการติดผลของส้มเกลี้ยงส้มตราได้ โดยใช้ Captan อัตรา 890 กรัมต่อไร่ พ่นในระยะกลีบดอกโรยจนกระทั่งผลมีขนาดไม่เกิน 1.3 ซม จะช่วยเพิ่มการติดผล

ชะลอการแก่ของผล
GA3 สามารถชะลอการแก่และการเปลี่ยนสีผิวของส้มได้ เช่นการใช้ GA3 กับมะนาวฝรั่งโดยใช้ความเข้มข้น 25 มก/ล ในระยะก่อนที่ผลจะเริ่มมีการเปลี่ยนสี จะทำให้ผลแก่ช้าลงและยืดอายุการเก็บเกี่ยวออกไปได้ 4 ถึง 6 สัปดาห์ การใช้ GA3 ความเข้มข้น 5 ถึง 15 มก/ล ผสมกับ 2,4-D ความเข้มข้น 8 ถึง 12 มก/ล ใช้ชะลอการแก่ผลของมะนาวและมะนาวฝรั่งได้ดีในบางประเทศ ถ้าใช้กับส้มเกลี้ยงหรือส้มตราจะใช้สาร GA3 ความเข้มข้น 5 ถึง 20 มก/ล พ่นที่ผล ในระยะก่อนเริ่มการเปลี่ยนสี จะช่วยชะลอการแก่ได้เช่นกัน ในประเทศไทยเคยทดลองใช้ GA3 กับส้มเขียวหวาน โดยใช้ GA3 ความเข้มข้น 20 มก/ ล พ่นที่ผลในระยะก่อนเริ่มเปลี่ยนสี พบว่าวิธีการดังกล่าวสามารถชะลอการเปลี่ยนสีของผิวได้ แต่มีปัญหาเรื่องขั้วผลแห้งและร่วงมากขึ้น

เร่งการเปลี่ยนสีผิว
การใช้ ethephon ความเข้มข้น 160 ถึง 2,000 มก/ล พ่นให้ทั่วต้นเมื่อผลประมาณ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์บนต้นเริ่มแก่และเริ่มเปลี่ยนสี จะทำให้ผลเปลี่ยนสีเร็วขึ้นและความเหนียวของขั้วลดลงสะดวกในการเก็บเกี่ยว การให้สารอาจมีผลทำให้ใบแก่หลุดร่วงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าใช้ความเข้มข้นสูง ห้ามใช้ surfactant ผสมลงในสารละลาย เนื่องจากจะทำให้ใบร่วงมากขึ้น การใช้ ethephon หลังการเก็บเกี่ยว ก็ช่วยเร่งการเปลี่ยนสีผิวได้ การใช้ ethephon ความ เข้มข้น 800 มก/ล กับมะนาวฝรั่ง โดยการพ่นสารเป็นฝอยละเอียดให้ทั่วผล จะช่วยเร่งการเปลี่ยนสีผิวได้ดี

ยับยั้งการออกดอก
การยับยั้งการออกดอกในช่วงที่ไม่ต้องการเพื่อให้ออกดอกได้มากขึ้นในฤดูถัดไปมีแนวทางทำได้โดยการใช้ GA3 ความเข้มข้น 20 ถึง 25 มก/ ล พ่นให้ทั่วต้นในช่วงที่คาดว่าต้นส้มจะออกดอก จะเป็นการยับยั้งการออกดอกได้ และมีผลให้เกิดดอกได้มากขึ้นในระยะหลัง

ลดความหนาและขรุขระของเปลือก
ผลส้มที่มีขนาดใหญ่ มักจะมีเปลือกหนาและขรุขระกว่าปกติ เนื่องจากผลเหล่านี้มีปริมาณ GAS สูงกว่าปกติ การใช้ chlormequat ความเข้มข้น 1,500 มก/ ล พ่น 2 ครั้งทิ้งช่วงห่างกัน 2 สัปดาห์ โดยพ่นที่ผลในระยะที่ผลยังอ่อนอยู่แต่เริ่มเห็นการขรุขระของเปลือกแล้วหรือพ่นสาร เพียงครั้งเดียวโดยใช้ความเข้มข้น 2,500 มก/ ล จะช่วยลดความหนาและความขรุขระของเปลือกลงได้

องุ่น (Vitis vinifera L.)
เร่งการแตกตา
การแตกตาขององุ่นโดยปกติจะถูกยับยั้งไว้โดยสารยับยั้งการเจริญเติบโต นอกจากในสภาพที่มีอุณหภูมิไม่เหมาะสม ก็มีผลยับยั้งการแตกตาเช่นกัน ในต่างประเทศได้มีการทดลองสารต่างๆ เร่งการแตกตาขององุ่น สารหลายชนิดเช่น 2-chloroethanol, calcium cyanami (CaCN2),chlorflurenol, daminozide, BAP สามารถเร่งการแตกตาขององุ่นพันธุ์ต่างๆ  ในประเทศไทยได้ทดลองใช้สารเหล่านี้บางชนิดเพื่อเร่งการแตกตาขององุ่นเช่นกัน ได้แก่การทดลองใช้ CaCN2 ความเข้มข้น 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับปุ๋ยใบ (Merit) ความเข้มข้น 50 เปอร์เซ็นต์ กับกิ่งปักชำองุ่นพันธุ์ไวท์มาละกา(White Malaga) โดยทาที่ตาตำแหน่งต่างๆ สารดังกล่าวจะช่วยเร่งการแตกตาให้เร็วขึ้น และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การแตกตาได้ โดยที่การใช้ CaCN2 20 เปอร์เซ็นต์ กระตุ้นให้ตาตำแหน่งที่ 1 เจริญออกมาได้เร็วขึ้น 10 วัน และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การแตกตาจาก 33 เป็น 90 เปอร์เซ็นต์  และได้มีงานทดลองในทำนองเดียวกันนี้กับองุ่นพันธุ์ไวท์มาละกา และคาร์ดีนัล (Cardinal) โดยใช้สาร 2-chloroethanol แทนการใช้ CaCN2 พบว่าการใช้สาร
2-chloroethanol ผสมนํ้าในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.25 หรือ 1 ต่อ 2.5 ทาที่ตาดังกล่าวจะเร่งให้แตกตาได้เร็วขึ้นและเพิ่มเปอร์เซ็นต์การแตกตาได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังได้มีการทดลองใช้สาร 2-chloroethanol หรือ CaCN2 กับองุ่นสำหรับทำเหล้าพันธุ์ต่างๆ ซึ่งได้ทดลองปลูกในประเทศไทย ซึ่งปรากฎว่าสารดังกล่าวใช้ได้ผลดีเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม CaCN2 เป็นสารพิษที่ทำอันตรายต่อผิวหนังคนและสัตว์ และยังมีผลในเชิงสารกำจัดวัชพืชและเป็นสารปลิดใบ ส่วน 2-chloroethanol เป็นสารพิษร้ายแรง ดังนั้นการใช้สารเหล่านี้ในทางปฏิบัติจึงเป็นไปได้ยาก นอกจากต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง จึงมีแนวโน้มว่า น่าจะใช้ประโยชน์จากสารชนิดอื่นมากกว่าเช่น daminozide ซึ่งเป็นสารที่มีพิษน้อยและหาซื้อได้ง่าย มีรายงานว่าการใช้สารนี้ 20 ถึง 2000 มก/ ล กับกิ่งปักชำองุ่นพันธุ์ St. Emilion จะช่วยเร่งการแตกตาได้ แต่ยังไม่มีการทดลองใช้สารนี้กับองุ่นในประเทศไทย

ทำให้ช่อโปร่ง ยืดช่อ และเพิ่มขนาดผล
การใช้ gibberellic acid ความเข้มข้น 1 ถึง 30 มก/ล พ่นทั่วต้นจะช่วยยืดช่อ เพิ่มความโปร่งของช่อ และลดการเน่าเสียของผลภายในช่อได้ การให้สารควรทำเมื่อช่อมีความยาว 7-10 ซม ความเข้มข้นที่ใช้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ การใช้สารชุบช่อผลแต่ละช่อให้ผลดีกว่าการพ่น แต่สิ้นเปลืองแรงงานมากกว่า ในประเทศไทยใช้ gibberellic acid ความเข้มข้นประมาณ 1 ถึง 5 มก/ล พ่นต้นองุ่นพันธุ์ไวท์มาละกา (white malaga) และคาร์ดีนัล (cardinal) ในระยะก่อนดอกบานประมาณ 7-10 วัน เพื่อทำให้ช่อยืดยาวออกและมีความโปร่งมากขึ้น ถ้าใช้สารหสังดอกบานประมาณ 10 วัน โดยการพ่นที่ช่อหรือชุบแต่ละช่อจะช่วยขยายขนาดของผลได้    องุ่นพันธุ์ลูซเพอร์เลทท์ (loose perlette) ที่ปลูกในประเทศไทยสามารถใช้ gibberellic acid ความเข้มข้น 50 มก/ล ชุบช่อผลภายหลังดอกบาน 10 วัน จะทำให้ผลมีขนาดใหญ่ขึ้น

ที่มา:พีรเดช  ทองอำไพ