การแปรรูป:การถนอมผักด้วยการดอง

 

ประเทศไทยมีผักสดมากมายหลายชนิดให้เลือกรับประทานตลอดทั้งปี ผักบางชนิดเมื่อถึงฤดูกาลของมันจะมีปริมาณมากจนล้นตลาด เช่นผักกาดเขียว ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผักคะน้า ฯลฯ เนื่องจากปริมาณที่มากเกินความต้องการนี้เอง ทำให้พืชผักเหล่านี้มีราคาตํ่ามากจนแทบจะไม่คุ้มทุนหรือบางครั้งก็ถึงกับขาดทุน แต่ผู้ปลูกก็จำเป็นต้องขายเพราะผักพวกนี้เป็นพืชที่มีช่วงอายุสั้น เมื่อถึงเวลาก็ต้องเก็บเกี่ยวจะปล่อยทิ้งไว้ในแปลงต่อไปก็ไม่ได้ ยิ่งการทำห้องเย็นเก็บรักษา ยิ่งไม่ต้องคิดถึง เลยเพราะต้องลงทุนสูง และผักพวกนี้ก็มีราคาถูกไม่คุ้มกัน

วิธีแก้ไขปัญหาผักล้นตลาดและมีราคาถูกที่ชาวสวนและผู้สนใจควรคำนึง ถึงการถนอมหรือแปรรูปผักเหล่านั้นเพื่อให้เก็บไว้ขายหรือรับประทานได้เป็นเวลา นาน ๆ การหมักดองเป็นวิธีการแปรสภาพและถนอมอาหารวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย ไม่ ต้องใช้เครื่องมือมาก สามารถกระทำได้ในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

โดยทั่วไปการหมักดองแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

การหมักดองที่ไม่มีเชี้อจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีนี้ใช้เกลือที่มีความ เข้มข้นสูง ๆ หรือมีเกลือปริมาณมาก (ใช้เกลือไม่น้อยกว่า 12 % เกลือจะเป็นตัว ป้องกันไม่ให้ผักเสียโดยการไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโต เชื้อจุลินทรีย์นี้มีอยู่ทั่วไปในอากาศมีหลายชนิดด้วยกัน บางชนิดก็มีประโยชน์และบางชนิดก็มีโทษ เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้มีความต้องการในการเจริญเติบโตในสภาพสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น โดยการควบคุมสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมก็สามารถใช้ประโยชน์จากเชื้อเหล่านี้ได้

การหมักดองที่มีเชื้อจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีนี้ช่วยในด้านการเก็บรักษาให้รสชาติเฉพาะ หลักของการหมักดองประเภทนี้คือทำสภาพอาหารให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลคติก ซึ่งทำให้ผักมีรสเปรี้ยว และป้องกันการเสื่อมเสียจากเชื้ออื่น ๆ ได้ สถานที่เหมาะสมดังกล่าวคือในผักนั้น จะต้องมีเกลือไม่น้อยกว่า 1 % แต่โดยทั่วไปใช้เกลือ 2-3 % และต้องดองในที่มิดชิด ไม่ให้อากาศเข้าไปได้

ผักดองบางชนิด

ผักดองที่คนทั่วไปรู้จักกันดีได้แก่ ผักกาดดอง ผักเสี้ยนดอง หอมดอง ซึ่งเป็นผักดองที่ทำเองได้ง่าย อาจจะใช้ผักอื่นอีกก็ได้ เช่น กะหลํ่าปลี ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหางหงส์ หรือผักคะน้า ผักเหล่านี้ใช้วิธีการเดียวกัน คือการหมักดองที่มีเชื้อจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้อง วิธีทำก็ง่าย ๆ เช่น ถ้าจะดองกะหล่ำปลีก็ล้างผักให้สะอาด แล้วหั่นเป็นฝอย คลุกกับเกลือ 2 % ให้เข้ากันดี แล้วบรรจุใส่ในขวดโหล อัดให้แน่น เสร็จแล้วปิดขวดด้วยถุงพลาสติกให้ติดกับผิวผัก หลังจากนั้น 3-4 วัน ก็จะได้ผักดองรสเปรี้ยวไว้บริโภค

ส่วนการดองผักอีกประเภทหนึ่ง เช่น แตงกวา จะใช้วิธีหมักดองที่ไม่มี เชื้อจุลินทรีย์เข้ามาเกี่ยวข้องดังที่บอกแล้วว่าต้องใช้เกลือไม่น้อยกว่า 12 % เพื่อรักษาระดับความเข้มข้นของเกลือไว้ไม่ต่ำกว่า 12 % ถ้าต่ำกว่านี้แตงกวาจะเสียได้ หลังจากหมักดองได้ที่แล้วก็เก็บไว้ในนํ้าเกลือ ซึ่งอาจเพิ่มความเข้มข้นเป็น 16 % เวลาจะใช้ก็นำแตงกวามาล้างน้ำหรือแช่น้ำเอาเกลือออกก่อน

การดองผักเป็นงานที่ทำได้ไม่ยากและสมควรจะทำเก็บไว้รับประทาน เองได้ โดยเฉพาะผู้ที่ปลูกผักสวนครัวไว้ใช้อยู่แล้วเมื่อมีผักมากรับประทานไม่หมดก็ นำมาดองไว้ ไม่เสียเปล่า แล้วยังได้อาหารชนิดใหม่อีกด้วย

แมลงศัตรูสำคัญพืชผัก

หนอนคืบกะหล่ำ

บางแห่งเรียกว่าหนอนคืบเขียวหรือหนอนเขียว เป็นศัตรูสำคัญของผัก ตระกูลกะหล่ำ โดยเฉพาะผักคะน้า กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลันเตา ตัวหนอนมีสีเขียวอ่อน จะกัดกินใบ เมื่อโตขึ้นจะกินจุ ตัวโตเต็มที่มีขนาด 3 ซม. เวลาเคลื่อนไหวจะงอและคืบตัว ส่วนใหญ่จะแทะกินอยู่ตามผิวใบแต่ไม่ทะลุ ระบาดกระจายได้รวดเร็วและระบาดมากในฤดูหนาวและฤดูแล้ง ในฤดูฝนพบน้อย หนอนคืบกะหล่ำมีระบาดอยู่ทั่วไปในประเทศทั่วโลก เมื่อหนอนโตเต็มที่สีจะซีดลง มีเส้นสีขาวพาดตามยาว เข้าดักแด้ใต้ใบหรือตามใบผักที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นมีใยบาง ๆ สีขาวคลุมอยู่ ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน

การป้องกันกำจัด

-                  หมั่นตรวจดูไข่หรือตัวหนอนในระยะเล็ก ๆ แล้วจัดการทำลายเสีย อย่าปล่อยให้โตขึ้นเพราะจะระบาดรุนแรงอย่างรวดเร็ว

-                  ใช้เชื้อไวรัสที่ได้จากหนอนคืบกะหล่ำที่ตายเพราะเชื้อไวรัส เก็บเอามาบดให้ละเอียดเติมนํ้าลงไป 500 เท่าแล้วนำไปฉีดในแปลงผัก หนอนคืบกะหล่ำที่ตายเพราะเชื้อไวรัสสีจะซีด ตัวนิ่มเมื่อบีบจะมีนํ้าสีเหลีองอมเขียวไหลออกมาทางปากตัวหนอนที่ตายจะห้อยหัวลงเป็นรูปตัววีคว่ำขาเทียมคู่หน้าสุดเกาะติดต้นพืชไว้

-                  ใช้สารเคมีฆ่าแมลง เช่น บาซูดิน (เป็นยาที่มีพิษปานกลาง เหมาะกับสวนครัวหรือแหล่งที่ไม่เคยมีการใช้ยามากนัก ค่อนข้างปลอดภัยต่อคนและสัตว์) ออกฤทธิ์เร็ว ดูดซึมเข้าในผักได้ อย่าพ่นยานี้เวลาอากาศร้อนจัดเพราะจะซึมเข้าจมูก และผิวหนังด้วย เป็นยาสลายตัวเร็ว ระยะปลอดภัยก่อนเก็บผัก 1-3 วัน) อมิรอน, ทามารอน (ใช้ได้ผลดีกับหนอนคืบกะหล่ำที่ดื้อยา งดพ่นยาก่อนเก็บผัก 7 วัน) แลนเนท (เป็นยาออกฤทธิ์เร็ว เหมาะสำหรับผักที่ปลูกเป็นการค้า งดใช้ก่อนเก็บผักอย่างน้อย 3 วัน) ฯลฯ

หนอนใยผัก

หรือที่เรียกว่าตัวบิน, ตัวจรวด เป็นศัตรูกับผักตระกูลกะหลํ่าและผักกาด ยกเว้นผักกาดหอม เป็นหนอนที่ระบาดอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก ปกติมักระบาดตั้งแต่ฤดูหนาวและเพิ่มความรุนแรงในช่วงต่อฤดูแล้ง เป็นหนอนขนาดเล็ก หัวท้ายแหลม เมื่อถูกตัวจะดิ้นรุนแรงและทิ้งตัวลงในดินโดยการสร้างใยห้อยตัวลงไป ลำตัวอาจจะมีสีเขียวอ่อนเทาอ่อน หรือเขียวปนเหลือง เข้าดักแด้ใต้ใบมีใยบาง ๆ คลุมอยู่

การป้องกันกำจัด

-  ตรวจดูไข่และตัวอ่อน พบแล้วทำลายเสีย

-  ใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลันส ธูรินจิเอนซัส ที่มีชื่อทางการค้าว่าอาร์โกนา, ธูริไซด์,แบคโตสบิน ซึ่งเป็นผงผสมน้ำในอัตรา 15-30 กรัม/นํ้า 20 ลิตร ฉีดพ่น ในตอนเย็นขณะหนอนกำลังกัดกินอยู่  ถ้าจะให้ติดดีผสมสารจับใบลงไปด้วย ฉีด 3 -5 วันครั้งในระยะที่หนอนระบาด ยานี้เป็นสารที่ปลอดภัยไม่เป็นพิษต่อแมลงศัตรูธรรมชาติ เหมาะที่จะใช้กับพืชผักโดยเฉพาะในระยะเก็บเกี่ยว เชื้อชนิดนี้ใช้กำจัดหนอนใยผัก และหนอนคืบกะหล่ำเท่านั้น ไม่ควรใช้ในท้องถิ่นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผึ้ง

-  ใช้หลอดไฟล่อตัวแก่หรือผีเสื้อมาทำลายก่อนวางไข่

-  ใช้สารเคมี เช่น ทามารอน,อมิรอน,โมนิเตอร์,ฮอสตาไธออน (ตัวนี้ออกฤทธิ์เร็วใช้ในระยะหนอนเริ่มระบาด งดใช้ก่อนเก็บผัก 7 วัน) ทูกุตไธออนและ ชัวร์ไซด์ (เป็นยาใหม่ใช้ได้ผลดีกับหนอนที่ดื้อยา ควรพ่นตั้งแต่หนอนเริ่มระบาดและ พ่นติดต่อกันจนหนอนตายหมด มีพิษต่อคนและสัตว์ค่อนข้างต่ำ)

หนอนกระทู้หอม

หรือหนอนหอม,หนอนหลอดหอม,หนอนหนังเหนียว เป็นหนอนที่กัด กินยอด กาบใบของหอมและกระเทียม กัดกินใบของผักตระกูลกะหลํ่า ฝักถั่วและผลของพืชอื่น ๆ รวมทั้งพืชไร่พืชสวนบางชนิด ในภาคกลางมีระบาดตลอดปี ตัวหนอน มีลักษณะอ้วน หนังลำตัวเรียบมีหลายสี ตามสภาพแวดล้อมหรือตามสีใบพืชที่มันเกาะ ตัวที่โตเต็มที่ด้านข้างจะมีแถบสีขาวพาดตามยาว หนอนที่งอกจากไข่จะรวมอยู่เป็นกลุ่ม กัดกินผิวใบด้านล่าง ถ้าเกิดในหลอดหอมหนอนจะเข้าหลอดภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อหนอนโตจะแยกกันซึ่งระยะนี้จะทำลายรุนแรงมาก เข้าดักแด้ใต้ผิวดินบริเวนโคนผัก

การป้องกันกำจัด

-                  ควรปลูกผักในฤดูฝนหรือฤดูที่ปลูกน้อย จะช่วยลดการระบาดลงได้

-                  ก่อนนำพันธุ์หอมไปปลูกในแหล่งใหม่ ควรตรวจไข่และตัวหนอนก่อน

-                  หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหนังเหนียวนี้เป็นหนอนที่ดื้อยา ปรับตัว ให้ทนยาได้เร็ว สารเคมีที่กองกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้คือ คิมิลิน,อัลซิสติน,แชคลิคเลอร์,อาทาบรอน สารดังกล่าวเป็นสารที่ออกฤทธิ์ช้า มีประสิทธิภาพดีในการกำจัดหนอนที่ดื้อยา แต่ควรระวังอันตรายต่อสัตว์น้ำชนิดที่มีการลอกคราบ

-                  ใช้เชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและปลอดภัยต่อคน และสัตว์ ปัจจุบันยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ชาวสวนสามารถติดต่อขอรับได้จาก กองกีฎของสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร (อ่านรายละเอียดได้จากฐานเกษตรกรรม ฉบับพิเศษเรื่องโรคและแมลง)

หนอนกระทู้ผัก

หรือหนอนรัง, หนอนกระทู้ฝ้าย, หนอนกระทู้ยาสูบ เป็นศัตรูที่ทำลายใบ และก้านหรือหัวของผักตระกูลกะหลํ่าและผักกาด ระบาดทั่วประเทศ ทุกฤดูแต่จ มากในฤดูฝน มีลักษณะลำตัวอ้วนป้อม ผิวหนังเรียบ สีสรรต่าง ๆ กัน ส่วนหัวมีจุดสีดำใหญ่ตรงปล้องที่ 3 หนอนเกิดใหม่จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตัวโตจะใหญ่มาก เคลื่อนไหวช้า เข้าดักแด้ใต้ผิวดินมีสีน้ำตาลเข้ม

การป้องกันกำจัด

มีลักษณะอ่อนแอต่อยาฆ่าแมลง ใช้ยากำจัดเช่นเดียวกับหนอนคืบกะหล่ำ

ด้วงหมัดผัก

หรือหมัดผัก, หมัดกระโดด, ตัวกระเจ๊า เป็นศัตรูของผักกะหลํ่าและผักกาด ตัวอ่อนชอบกินรากหรือหัวในดิน ตัวเต็มวัยจะกัดกินใบจนพรุน ชอบทำลายพิเศษในผักจำนวนที่มีกลิ่นฉุน พบระบาดทั่วประเทศ ทุกฤดูโดยเฉพาะฤดูฝนและแหล่งที่มีความชุ่มชื้น

ด้วงหมัดผักมี 2 ชนิด คือ ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่มีแถบสีนํ้าตาลอ่อนพาด

แถว หรือชนิดลาย และชนิดสีนํ้าเงินเข้ม เมื่อถูกตัวจะกระโดดได้เร็วและไกล ตัวเต็มวัยวางไข่ในดิน ตัวอ่อนมีขนาดเล็กสีขาวใส ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็ง การป้องกันกำจัด

-                  หลีกเลี่ยงการปลูกผักซ้ำในที่เดิม

-                  ไถถากหน้าดินในฤดูแล้งเพื่อทำลายตัวอ่อนหรือดักแด้ในดิน

-  ใช้ยาฆ่าแมลง แนะนำให้ใช้เซฟวิน 85 85 % แบบผงผสมนํ้า 20-30 กรัม หรือเซฟวิน 50 % แบบผสมน้ำ 35-45 กรัม หรือมาลาเฟซ 57 % แบบนํ้ามัน 30-40 ซีซี หรือมาลาเฟซ 83 % แบบนํ้ามัน 20-30 ซีซี โดยผสมกับน้ำ 20 ลิตร สารพวกนี้ เหมาะกับด้วงหมัดผักที่ไม่ดื้อยา ฉีดพ่น 5-7 วันครั้ง เว้นระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว 5-7 วัน

สำหรับด้วงหมัดผักที่เริ่มดื้อยาใช้ คาร์ไบครอน 50 % แบบนํ้ามัน 20-30 ซีซี หรือไบดริน 24 % แบบน้ำมัน 40-60 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2-5 วันครั้ง งดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 7-10 วัน

หนอนเจาะผลมะเขือ

เป็นศัตรูกับมะเขือในระยะเจริญเติบโต โดยเจาะเข้าไปที่ยอดและกัดกิน

ภายใน ทำให้เกิดการขาดการส่งนํ้าและอาหาร ยอดจะเหี่ยว นอกจากนี้ยังเจาะเข้าทำลายผลด้วย พบระบาดไปทั่วประเทศในฤดูฝนจะทำลายออกมาก ในฤดูหนาวจะทำลายผลมากกว่า

การป้องกันกำจัด

ใช้แลนเนท 90 %, น๊อกเด็ด 90 %.เมทโธมิล 90 % แบบผงละลายนํ้า 10-12 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นเมื่อพบว่ายอดเหี่ยวมากกว่า 10 % หรือถูกเจาะมาก ฉีดทุก 7-10 วัน งดฉีดก่อนเก็บผลผลิต 7 วัน

หนอนแมลงวันเจาะต้น

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหนอนข้าวสาร เป็นศัตรูต่อพืชผักพวกถั่วฝักยาว ถั่วพุ่ม ถั่วแขก ถั่วลันเตา ตั้งแต่ถั่วเริ่มงอก ตัวหนอนเจาะเข้าไปกัดกินตามข้อเถา ข้อต่อกาบใบ ก้านใบ และลำต้น ผักคะน้า ทำให้เกิดรอยแตกตามจุดที่ถูกทำลายใบร่วง และเถาเหี่ยวแห้งไปในที่สุด พบระบาดในทุกแห่งทั่วประเทศและทุกฤดู

การป้องกันกำจัด

ใช้ยาฟูราดาน 35 % 15-30 ซีซี/เมล็ดถั่ว 1 กก. คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือใช้สารฟูราดาน 3 % แบบเม็ด 3 กรัม/หลุม หยอดก้นหลุมก่อนปลูกจะป้องกัน ได้ 30 วัน เ

พลี้ยไฟ-เพลี้ยอ่อน

เป็นศัตรูของพริกและถั่วต่าง ๆ ระบาดมากในฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็น เวลานาน เพลี้ยใช้ปากดูดกินนํ้าเลี้ยงจากส่วนต่าง ๆ ของพืชทำให้ส่วนนั้น ๆ หงิกงอ ทำให้ตาดอก, ยอด, ดอกและผลร่วงหล่น พริกที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายใบจะหงิกงอขึ้นข้างบน

การป้องกันกำจัด

ใช้ยาฆ่าแมลง เช่น เซฟวิน,โตกุโธออน,เมซโรล,ทามารอน,แลนเนท ฯลฯ อัตรา 20-30 ซีซี/นํ้า 20 ลิตร ฉีดเมื่อพบระบาดบนยอดอ่อนเพียงเล็กน้อย 7-10 วัน/ครั้งและหยุดฉีดอย่างน้อย 3 วันก่อนเก็บผล

การป้องกันกำจัดอีกอย่างหนึ่ง คือใช้ปุ๋ยทางใบควบคู่กับการฉีดพ่นยาทำให้ผักแข็งแรงมีความต้านทานโรคและแมลงได้มากขึ้น

ไรขาว-ไรแดง

เป็นศัตรูกับพืชตระกูลถั่ว ทำให้ใบเหลืองและต้นทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ

และดอกร่วง

การป้องกันกำจัด

-  ใช้กำมะถันผงละลายน้ำฉีดพ่นในอัตรา 60-80 กรัม/นํ้า 20 ลิตร หรือ 1 ปีบ ฉีดพ่นตามยอดอ่อนและใต้ใบเมื่อพบมีอาการผิดปกติ ฉีดพ่นห่างกัน 3-5 วัน สัก 2-3 ครั้ง แล้วหยุดจนกว่าจะเริ่มเห็นอาการใหม่ การฉีดกำมะถันจะต้องทำในเวลาเย็นไม่มีแดดแล้ว

-  ใช้สารเคมี ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำคือ ไดโคโฟล ที่มีชื่อ ทางการค้าว่า เคลเทน 18.5 % EC (แบบนํ้ามัน) ในอัตราส่วน 50-60 กรัม/นํ้า 20 ลิตร ฉีด 2-3 วันครั้ง ทุกๆ 7 วัน

เต่าแตง

การป้องกันกำจัด

ใช้เซฟวิน 85 % แบบผงผสมน้ำ อัตรา 20-30 กรัม/นํ้า 20 ลิตร พ่นในระยะที่แตงงอกใหม่ ๆ หรือระยะตั้งตัวได้หลังย้ายปลูก พ่น 5-7 วันครั้งจน แตงเริ่มทอดยอด อย่าใช้เกินอัตราเพราะจะทำให้ใบไหม้ได้

หรือใช้ไบดรินหรือคาร์โบครอน 40 % แบบนํ้ามัน 15-30 ซีซี เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้เร็วและคุ้มกันได้นาน มีพิษต่อคนและสัตว์ค่อนข้างสูง

โรคผัก:การป้องกันและจำกัด

โดยทั่วไปโรคสำหรับผักทำความเสียหายให้กับผักน้อยกว่าการทำลายของแมลงศัตรูพืช การป้องกันกำจัดโรคสามารถทำได้โดยง่ายหากรู้จักชนิดและสาเหตุ ของโรคเพื่อจะได้ป้องกัน-รักษาได้ถูกวิธี แต่ความเข้าใจของชาวสวนส่วนใหญ่ยังผิดอยู่ที่คิดว่าโรคและแมลงศัตรูเป็นชนิดเดียวกัน และใช้สารเคมีป้องก้นกำจัดชนิดเดียวกันได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่สับสน การใช้สารเคมีสำหรับป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชมาใช้กับโรคนั้นไม่สามารถกำจัดโรคที่ระบาดได้ ทำให้สิ้นเปลืองสารเคมีและยังจะหยุดยั้งการระบาดของโรคไม่ได้ทันท่วงที ชาวสวนควรจะรู้จักว่าโรคต่าง ๆ มีสาเหตุมาจากอะไร มีลักษณะอาการอย่างไรและจะต้องป้องกันกำจัดวิธีไหนจึงจะถูกต้อง เมื่อพบอาการของโรคในระยะเริ่มแรกจะได้รีบป้องกันได้ทันท่วงที

โรคบางโรคเกิดเฉพาะฤดูกาล เช่น เมื่อย่างเข้าฤดูหนาวมักจะมีโรครานํ้าค้าง โรคราสนิม โรคราแป้ง ในฤดูฝนจะมีโรคแอนเทรคโนสหรือใบจุด ใบเน่า ผลเน่า รากเน่า ฯลฯ เมื่อเรารู้ว่าในฤดูใดหรือเมื่อสภาพดินฟ้าอากาศเป็นอย่างไร จะเกิดโรคอะไรเราก็อาจจะฉีดพ่นยาป้องกันไว้ก่อน เวลาหรือฤดูกาลที่โรคระบาดก็จะช่วยป้องกันโรคได้ทันท่วงที เรียกว่าการป้องกันโดยการทำนายล่วงหน้า

การฉีดพ่นสารเคมี ควรจะดูระดับของการระบาดว่ามากพอที่จะต้องฉีดพ่นยากันหรือยัง และมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยเพิ่มการระบาดหรือเปล่า ถ้าเป็นเพียง เล็กน้อยในสภาพอากาศที่เหมาะกับโรคให้รอสังเกตดู ถ้าสภาพดินฟ้าอากาศขึ้นโรค ก็จะหายไปเองโดยไม่ต้องฉีดพ่นยาให้สิ้นเปลือง แต่ถ้าพบว่าโรคระบาดทำความเสียหายมากก็อย่านิ่งนอนใจรีบป้องกันกำจัดเสีย โรคบางโรคเมื่อเป็นแล้วจะเป็นติดต่อไป ในฤดูปลูกอื่นด้วย ตัวอย่างเช่น

โรคแอนแทรคโนส

ถ้าไม่มีฝนตกก็อาจจะไม่มีโรคนี้หรือมี เพียงประปราย ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นยา แต่ถ้ามีฝนตกติดต่อกันหลายวันหรือเป็น สัปดาห์ และโรคนี้ระบาดรวดเร็ว และร้ายแรงเวลาฝนตกหนัก เราควรฉีดพ่นยาป้องกันไว้ก่อน 1 หรือ 2 ครั้ง แล้วสังเกตอาการต่อไปว่าจะต้องฉีดพ่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่ บางทีฝนหยุดตกโรคก็จะหายไปเองไม่ต้องฉีดยาก็ได้

การป้องกันโรคที่ดีโดยไม่ต้องใช้สารเคมีก็คือเราต้องเอาใจใส่เรื่องวิธีเพาะ การดูแลดิน การปฎิบัติบำรุงรักษา การระบายนํ้าในแปลงปลูกอย่าให้ขังแฉะ การ ใส่ปุ๋ยคอกให้มาก ให้ผักแข็งแรงมีความต้านทานโรค การรักษาความสะอาดแปลงผักโดยเก็บใบและถอนต้นทิ้งอย่าให้เป็นที่เพาะของโรคได้ การจัดระยะปลูกให้เหมาะสมไม่เบียดแน่นเกินไป มีการปลูกพืชสลับหมุนเวียนในแปลงปลูกโดยเลือก พืชที่ไม่ได้อยู่ในตระกูลเดียวกันหรือชนิดที่เป็นโรคติดต่อกันได้ เป็นต้น

โรคเน่าเละ

ชาวสวนเรียกว่าโรคเน่า, โรคหัวเน่า เกิดกับพืชผักตระกูลกะหลํ่า เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดขาวปลี ผักกาดหัว จะเป็นโรคนี้มาก กะหลํ่าดอก คะน้า บร๊อคโคลี เป็นน้อย ผักกวางตุ้งและชุนฉ่าย ไม่ค่อยเป็น และผักกาดหอม แตง มะเขือ ข้าวโพด ฯลฯ

ลักษณะอาการของโรค คือ เกิดแผลฉํ่าน้ำแล้วจะเน่าอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน ทำให้ยุบไปทั้งต้นหรือทั้งหัว กลิ่นเหม็นมาก

การป้องกันกำจัด

1 . เลือกใช้พันธุ์ที่ต้านทาน

2.  ใช้ยาปฏิชีวนะ (สเตรปโตมัยซิน) เช่น เอกรีมัยซิน ฉีดพ่น ทั่ว ๆ แปลงปลูก

โรคใบจุดและใบไหม้

เกษตรกรเรียกว่าโรคใบจุดแดง, โรคใบจุด, โรคใบจุดสีนํ้าตาล, โรคใบแห้ง เป็นมากกับผักตระกูลกะหล่ำทุกชนิด ผักที่เป็นโรคนี้จะเกิดจุดกลมสีนํ้าตาลเหลือง

และขยายใหญ่เป็นวงกลมซ้อนกันบนใบ แผลเก่าจะเป็นสีนํ้าตาล เนื้อเยื่อรอบ ๆ แผล เป็นสีเหลืองแยกกันชัดเจน โรคนี้ไม่ทำให้ต้นตายแต่จะทำให้ผลผลิตตกตํ่าเพราะมีใบเหลืองเสียมาก

การป้องกันกำจัด

  1. ทำความสะอาดก่อนปลูกโดยแช่ในนํ้าอุ่น 50 °C นาน 20 นาที
  2. ฉีดพ่นด้วยยาโซเนป มาเนป มาโคเซป ทุกอาทิตย์ตั้งแต่ระยะต้นกล้า จนถึงระยะโตเต็มวัย

การฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อราอยู่เสมอ ๆ ช่วยป้องกันเชื้อรานี้และเชื้อราอื่น ๆ อีกด้วย ยาทุกชนิดได้ผลดี ยกเว้น ยาเบนโบมิล หรือเบนเลทและกำมะถันที่ไม่ให้ผลแต่อย่างใด

โรคไส้ดำ

หรือที่ชาวสวนเรียกว่า โรคโอกึน เป็นกับผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น กะหลํ่าปลี กะหลํ่าดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ไส้ของผักที่เป็นโรคจะช้ำน้ำ จะแตกแยกออก ทำให้ไส้กลวง เกิดเพราะขาดธาตุโบรอน เชื้อแบคทีเรียโรคเน่าเละ จะเข้าไปช่วยทำให้ผักเน่าอย่างรวดเร็วและเน่าตายในที่สุด บร๊อคโคลี่และกะหล่ำดอก จะแสดงอาการช่อดอกเน่าดำ ผักกาดเขียวที่เป็นโรคนี้เมื่อเอาไปดองแล้วสีจะไม่สวย

โรคเน่าคอดิน

หรือโรคกล้าเน่าตาย, โรคโคนเน่า เกิดกับแปลงเพาะกล้าของผักตระกูล ผักกาดและกะหลํ่าต่าง ๆ พริก มะเขือ มะเขือเทศ หรือเรียกได้ว่าผักทุกชนิดเป็น โรคนี้ ผักจะเริ่มเน่าที่โคนต้นเหนือระดับดินขึ้นมาเป็นแผลสีนํ้าตาล ทำให้ต้นกล้าหัก พับและเหี่ยวแห้งตายในที่สุด มักเกิดกับแปลงปลูกกล้าที่แน่นทึบเกินไปและมีความชื้นสูง

การป้องกันกำจัด

1.  อย่าหว่านเมล็ดผักให้แน่นเกินไป

2.  คลุกเมล็ดด้วยแคปแทน หรือ ไธรัม ก่อนหว่าน

3.  ใช้ยาเทอราคลอ ซึ่งเป็นยากำจัดเชื้อราที่ได้ผลดี ละลายนํ้าในอัตรา ความเข้มข้นน้อย ๆ รดแปลงกล้า 1-2 ครั้งหลังหว่านเมล็ด หรือโดยทั่วไปก็ใช้ยา ไซเนป มาเนปละลายน้ำรดก็ได้ผลบ้าง

โรคเน่าดำ

เกิดกับผักกะหลํ่าปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักที่เป็นโรค ขอบใบแห้งไปตามเส้นใบเป็นรูปสามเหลี่ยม เนื้อเยื่อส่วนหนึ่งแห้งจะเห็นเส้นใบเป็นสีดำ ทำให้ใบเหลืองและแห้งลุกลามเข้าไปยังเส้นกลางใบ ก้านใบ จนทั่วต้นและแห้งตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

1.  ทำความสะอาดเมล็ดก่อนปลูกโดยการแช่ในน้ำอุ่น 50°C. นาน 20 นาที

2.  ไม่ปลูกพืชตระกูลผักกาดและกะหล่ำซ้ำที่อย่างน้อย 2 ปี

3.  ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนไปทำลายทันที

โรครานํ้าค้าง

ชาวสวนเรียกว่าโรคใบกรอบ โรคใบลาย พบในผักกาดหอม ผักกาดขาว คะน้า ผักกาดหัว ผักกวางตุ้ง แตงกวา แตงโม บวบ มะระ ฟักทอง ฟักเขียว ที่ใบจะเกิดแผลสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลประปรายทำให้ใบแห้ง ด้านใต้ใบบริเวณแผลจะพบขุยสีขาว ซึ่งเป็นสปอร์ของเชื้อรา

การป้องกันกำจัด

ใช้ยา แมนเซท ดี หรือ ไดเธน เอม-45 ฉีด 4-7 วันก่อนออกดอก หรือใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อราอื่น ๆ

โรคแอนแทรคโนส

ผักที่เป็นโรคนี้มาก คือผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว พริก (เรียกโรคกุ้งแห้ง) หอม กระเทียม แตงโม แตงกวา แตงแคนตาลูป มะระ เกิดเป็นแผลวงกลมสีนํ้าตาล หรือดำ เกิดอาการเน่า แผลบุ๋มลึกลงไปใบหักพับ เกิดทั้งที่ดอก ใบ และผล

การป้องกัน

1.  คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากโรคนี้ ก่อนปลูกคลุกเมล็ดด้วยยา ป้องกันเชื้อรา

2.  ฉีดยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไซเนป มาเนป ฯลฯ สัก 1 -2 ครั้ง

ต่อฤดูปลูก

โรคราแป้งขาว

เกิดกับแตงกวา แตงโม มะเขือเทศ ถั่วต่าง ๆ พริก และพืชผักต่าง ๆ จะเห็นเป็นกลุ่มราสีขาวหรือเทาบนใบ แต่พริกพบที่ใต้ใบ จะดูดนํ้าเลี้ยงจากใบทำให้ใบหงิกงอ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ำตาลระบาดง่ายในช่วงอากาศแห้งหรือหนาว

การป้องกันกำจัด

1.  ตัดใบหรือถอนต้นที่เป็นโรคทิ้ง

2.  ใช้กำมะถันผงละลายน้ำฉีดพ่นในอัตรา 2-3 ช้อนแกง/น้ำ 1 ปีบ ฉีดพ่นในเวลาเย็น สัปดาห์ละครั้ง

3.  ถ้าเป็นรุนแรงใช้การป้องกันกำจัด เช่น เบนเลท ฟันดาโซล-50 แคราเทน พาราเทน ฯลฯ

แมลงศัตรูพืช

เป็นที่รู้ซึ้งกันดีในบรรดาผู้ที่ประกอบอาชีพปลูกผักขายว่าปัญหาที่ใหญ่ ที่สุดคือ ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช เมื่อมีการระบาดอย่างหนักชาวสวนก็จำเป็นต้องฉีดพ่นยาหนักตามไปด้วย การปลูกก็ต้องลงทุนสูงขึ้น แถมบางช่วงผักราคาถูกเลยยิ่งได้กำไรน้อยหรือขาดทุนไปเลย แล้วก็มีปัญหาสารพิษตกค้างในผักที่จำหน่าย ในท้องตลาดมากเกินขีดปลอดภัย การแก้ไขปัญหาเรื่องแมลงศัตรูผักด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ลดต้นทุนในการผลิต, ลดอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และเมื่อผู้บริโภคเชื่อใจในความปลอดภัยผักก็จะขายได้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าได้ประโยชน์ ทั้งฝ่ายผู้ปลูก ผู้ขายและผู้กิน

การดำเนินการแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยวิธีการ ผสมผสานกันที่เหมาะสม ดังนี้

1.  วิธีเขตกรรม โดยเราจะต้องทำความรู้จักกับศัตรูของผักแต่ละชนิด แต่ละพี้นที่และฤดูที่พบระบาด พืชบางชนิดอาจจะเป็นที่ชื่นชอบของแมลงบางชนิดเป็นพิเศษ ก็หลีกเลี่ยงด้วยการงดปลูกผักชนิดนั้นไปสักระยะหนึ่งและปลูกพืชที่แมลงตัวดังกล่าวไม่ชอบแทนก็จะทำให้แมลงชนิดนั้นหมดไปอย่างรวดเร็ว แมลงศัตรูแต่ละประเภทมีความต้านทานยาต่างกัน การเลือกใช้ยากำจัดต้องเลือกให้ถูกจึงจะกำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการขจัดใบผักเก่า ๆ ในแปลงให้สะอาด ขจัดหญ้าที่รก ๆ รอบแปลงอย่าให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงได้

2.  ใช้กับดักแสงไฟ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมากกับพวกผีเสื้อกลางคืนที่เป็น ศัตรูผัก จะลดปริมาณตัวแก่หรือผีเสื้อที่จะมาวางไข่ได้มาก เหมาะที่จะใช้ในแปลงที่มีไฟฟ้าเข้าถึง จะทำให้ลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลงลงได้มาก วิธีการก็คือ ใช้หลอดไฟแบลคไลท์หรือหลอดไฟนีออนหรือตะเกียงเจ้าพายุแขวนไว้ในที่โล่งมองเห็นได้ชัด โดยเปิดไฟในช่วงหัวคํ่าประมาณ 1-5 ทุ่ม แขวนสูงจากพื้นประมาณ 4 เมตร หรือสูงกว่านี้เพื่อล่อให้แมลงที่อยู่ใกล้เข้ามาใกล้ แล้วค่อยลดระดับหลอดไฟลงมาต่ำ ๆ เพื่อให้แมลงตกลงไปในน้ำหรือในอ่างนํ้าผสมผงซักฟอกเพื่อลดแรงตึงผิวแมลงก็จะตกลงมาแล้วก็จมนํ้าตาย หรือถ้าล่อให้แมลงตกลงไปในบ่อที่เลี้ยงปลาแมลงก็จะกลายเป็นอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง

3.  ใช้ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่

- ตัวหํ้า ซึ่งกินพวกเพลี้ยอ่อนต่าง ๆ

- ตัวเบียน ได้แก่แตนเบียนที่ทำลายหนอนใบผักและหนอนคืบกะหลํ่า

-เชื้อจุลินทรีย์ เช่น เชื้อบัคเตรี บาซิลลัส ธูรินเจนซีส ที่ทำลายหนอนได้หลายชนิด และไม่มีหนอนชนิดใดต้านทานเชื้อนี้ได้ หรือเชื้อไวรัสกำจัดหนอนกระทู้หอม

ผักชี:ปัจจัยสำคัญในการปลูก

ผักชีปลูกขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ทั้งดินที่เป็นดินเหนียว (แถวอ.ดำเนิน- สะดวก,อ.บ้านแพ้ว) ดินร่วนสีแดง (แถวอ.ปากช่อง) เป็นต้น ตามปกติผักชีจะปลูก ได้ตลอดปี แต่ในช่วงฤดูแล้งการปลูกผักชีจะประสบปัญหาได้ผลผลิตไม่เต็มที่ ดังนั้น ในฤดูแล้งผักชีจีงมีราคาแพง บางครั้งถึงกิโลกรัมละ 100 บาทก็มี ในช่วงฤดูฝนผักชีมีราคาประมาณ 3-20 บาท ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,500-2,000 กิโลกรัม แต่ในบางท้องที่และในบางฤดูหรือหากเมล็ดพันธุ์มีความงอกไม่ดีหรือมีปัญหาเรื่องโรคเน่าเละ อาจจะให้ได้ผลผลิตต่ำลงมาเหลือ 300-400 กก./ไร่ ก็ได้ ดังนั้นปัจจัยสำคัญในการปลูกผักชีให้ได้ผลผลิตสูงคือ ต้องคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่แน่ใจว่ามีความงอกสูง และมีการปฏิบัติดูแลอย่างเอาใจใส่

พันธุ์

เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรใช้กันเละมีความงอกดีก็มีพันธุ์สิงคโปร์ พันธุ์สิงคโปร์ เมล็ดดำหรือพันธุ์ใต้หวัน โดยหาซื้อได้จากตลาดน้ำ อ.ดำเนินสะดวก, ตลาด อ.ปากช่อง หรือที่แหล่งขายเมล็ดพันธุ์อื่น ๆ ในการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีชื่อมักจะทำให้ประสบกับปัญหาคุณภาพการงอกของเมล็ดพันธุ์ไม่ดีทำให้ได้ผลผลิตต่ำ

การเตรียมดิน

แปลงสำหรับปลูกผักชีมีหลายแบบยกร่องแบบจีนคือมีคูน้ำล้อมรอบ, แบบยกร่องแยกร่องธรรมดา หรือปลูกในแปลงที่เป็นท้องนาโดยการไถพรวนแล้วปลูกเป็นแถว ขุดพลิกดินลึกประมาณ 20 เซ็นติเมตร ตากทิ้งไว้สัก 7 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและวัชพืชต่าง ๆ แล้วจึงพรวนย่อยดินให้แตกเป็นก้อนเล็ก ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยสดลงคลุกเคล้ากับดินให้เข้ากันและปรับหน้าดินให้เสมอ

วิธีปลูก

ผักชีปลูกโดยวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายทั่ว ๆ กัน ซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้คือ

1.  ก่อนอื่นนำเมล็ดพันธุ์มาบดให้แตกออกเป็นสองซีกเสียก่อน

2.  นำไปแช่นํ้าพอท่วมประมาณ 2-3 ชั่วโมง

3.  เอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้ง แล้วเคล้ากับทรายหรือขี้เถ้า

4.  เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจึงนำไปหว่านแปลงแล้วคลุมด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเพื่อป้องกันต้นอ่อน และรักษาความชุ่มชื้นของผิวดิน รดน้ำให้ชุ่ม

อัตราในการใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ก็ประมาณ 20 ลิตร หรืออาจจะใช้มากขึ้น หรือน้อยลงกว่านี้ขี้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน, ฤดูกาล และเปอร์เซ็นต์ความงอก ของเมล็ด หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีมากการใช้เมล็ดพันธุ์จะใช้น้อยลง เพราะว่า ผักสามารถเติบโตได้ดีรอดตายได้เยอะ

การให้นํ้า

รดนํ้าวันละ 2 เวลา เช้าเย็นให้ชุ่มอยู่เสมอ

การใส่ปุ๋ย

การให้ปุยกับผักชีมีอยู่ด้วยกันหลายแบบคือ

  1. ใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นในตอนที่เตรียมดินก่อนปลูก เมื่อแตกใบแล้วจึงใช้ปุ๋ยหมัก ถ้าจะเร่งให้งามเร็ว ก็มีการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 3-4 ช้อนแกง ต่อนํ้า 1 ปีบ ฉีดพ่นในแปลง
  2. ใส่ปุ๋ยสูตร 12-4-4 ในอัตรา 100 กก./ไร่ เมื่อต้นสูงประมาณ 5 เซ็นติเมตร (คำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร)
  3. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 15 และ 30 วัน ครั้งละ 20 กก./ไร่ (อ.ดำเนินสะดวก)
  4. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 27-0-0 หลังจากปลูก 15-20 วัน อัตรา 18 กก./ไร่ และหลังจากปลูก 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 18 กก./ไร่ (อ.บ้านแพ้ว)
  5. หรือใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 8-40 กก./ไร่ หลังจากปลูก แล้ว 14-25 วัน และใช้ปุ๋ยเกล็ดเซลล์ผสมไบโอติก้า ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน (อ.ปากช่อง)

วิธีการใส่ปุ๋ยมีการปฎิบัติกันหลายแบบในหลาย ๆ ท้องที่ แต่วิธีที่จะทำให้ได้ผลผลิตที่ดี คือการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก โดยสังเกตจากเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ย

ดังกล่าวสามารถผลิตผักชีได้ต่อไร่สูงถึง 1,300 -1,900 กิโลกรัม และข้อสำคัญคือ ผักชีเป็นพืชผักที่ใช้ประโยชน์จากรากด้วย ดังนั้นในการถอนขึ้นมาจากดินจะต้องได้รากที่สมบูรณ์จึงต้องการดินที่ร่วนพอสมควร ฉะนั้นเกษตรกรจึงควรใส่ปุ๋ยคอก-ปุ๋ยหมัก ทุกครั้งที่ทำการปลูก หากได้ผักชีที่ต้นโตรากสวยงามก็จะทำให้น้ำหนักต่อไร่สูงขึ้นไปด้วย

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญ

โรคที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่การปลูกผักชีเป็นอย่างมากก็คือ โรคเน่าที่ใบและโคนต้นชึ่งป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นยา แมนโซเซป (Mancoaeb-M 45) อีกโรค คือโรคใบไหม้ ทำให้นํ้าหนักของผลผลิตที่ได้ลดลงและทำให้เสียเวลาในการคัดเลือกใบเสียทิ้ง ในขณะถอนเพื่อนำไปขาย โรคนี้ป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่นยา มาเนปหรือยาแคปเทน

แมลงศัตรูที่พบ ก็ได้แก่ เพลี้ย

การเก็บเกี่ยว

ผักชีจะเริ่มทำการเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุประมาณ 45 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว คือ ถอนทั้งต้นและรากให้ติดกันขึ้นมา ก่อนถอนจะต้องรดนํ้าให้ดินนิ่มเพื่อที่จะทำให้ เวลาถอนทำได้ง่าย รากไม่ขาด แล้วล้างดิน ตกแต่งโดยเด็ดใบเหลือง ใบเสียทิ้ง แล้ว มัด ๆ ละครึ่งกิโลกรัม ผึ่งลมแล้วจึงบรรจุเข่งเพื่อทำให้ผักชีไม่เกิดการเน่าเละขณะ ขนส่งอันเนื่องมาจากมีนํ้าแฉะเกินไป ผลผลิตผักชีที่ดีจะต้องมีใบเขียวสม่ำเสมอไม่ เป็นโรคใบลายหรือใบไหม้ มีรากขาวและมีรากมาก รากยาวไม่ขาดจะเป็นผักชีที่ขายได้ราคาดี

การปลูกชะอม

ชะอมเป็นไม้พื้นบ้านซึ่งคนไทยรู้จักและนิยมรับประทานกันดี ไม่ว่าจะเป็น ชะอมชุบไข่ทอด ลวกจิ้มน้ำพริก หรือใส่แกงหน่อไม้ แกงแค ส่วนมากแล้วนิยมปลูกชะอมไว้เป็นสวนข้างรั้วบ้านละไม่กี่ต้นเพื่อเก็บไว้รับประทานเอง แต่ถ้ามีที่มีทางมาก ๆ จะลองปลูกไว้ขายก็คงทำรายได้ให้ไม่เลวทีเดียว

พันธุ์

เท่าที่ทราบมาชะอมที่มีวางขายตามตลาดนั้น มีอยู่ด้วยกันประมาณ 3 พันธุ์คือ

1.  พันธุยอดใหญ่ ลักษณะต้นสูงใหญ่ แตกยอดได้ดีในหน้าแล้ง ส่วนในหน้าหนาวแตกยอดเล็กน้อย ไม่ควรตัดต้นแก่ให้แตกยอดใหม่ในช่วงนี้เพราะจะทำให้ต้นตายได้

2.  พันธุ์ยอดขนาดกลาง พันธุ์นี้ให้ยอดดีทั้งในหน้าฝนและหน้าแล้ง

3.  พันธุ์ยอดเล็ก ลักษณะของยอดจะตรงคล้ายยอดผักกระถิน และใบมีสีออกเหลืองเล็กน้อยอีกทั้งขนาดของยอดก็เล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ พันธุ์ยอดใหญ่ เมื่อตัดต้นแล้วจะแตกยอดใหม่ได้ดี

การปลูก

การปลูกชะอมนั้นควรปลูกต้นฤดูฝน โดยเลือกกิ่งชะอมที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป นำมาตัดเป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละ 1 ฟุต ใส่ลงไปในหลุมปลูกประมาณ หลุมละ 3 ท่อน ถ้าไม่มีฝนตกในช่วงนั้นก็ควรดูแลให้นํ้า ชะอมจะแตกยอดอ่อนขึ้น มาภายใน 2-3 สัปดาห์ เมื่อชะอมอายุ 4-5 เดือนก็เริ่มเด็ดยอดได้

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการปลูกชะอมข้างรั้วไว้รับประทานเอง แต่ถ้าจะปลูกเพื่อเป็นการค้าละก็ ควรเลือกที่ปลูกที่นํ้าไม่ขังและไม่แห้งแล้งจนเกินไปในหน้าแล้ง เตรียมดินแล้วยกร่องให้แต่ละร่องห่างกันประมาณ 2 เมตร หลุมปลูกแต่ละหลุม ห่างกันประมาณ 1 เมตร ไร่หนึ่งจะปลูกได้ 800 กอ วิธีเตรียมกิ่งพันธุ์ก็เช่นเดียวกัน และใช้กิ่งพันธุ์หลุมละ 3 ท่อนเช่นกัน

ที่ปลูกกันมากที่ราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพฯ

กระเจี๊ยบ:ปลูกได้ผลดีในฤดูหนาว

กระเจี๊ยบเป็นผักกินฝักที่มีผู้ปลูกและรับประทานกันทั่วไป เดิมทีเป็นผักพื้นเมืองของอาฟริกาเหนือ ส่วนในเมืองไทยจะมีการปลูกมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฎ กระเจี๊ยบเป็นผักที่ปลูกง่าย รสชาติดี พอสมควร ให้ผลเร็ว และปลูกได้ทุกฤดู จึงเหมาะที่จะปลูกเป็นผักสวนครัวไว้รับประทานเอง หรือจะปลูกเพื่อจำหน่ายก็ย่อมทำได้ถ้ามีตลาดรองรับ

ลักษณะทั่วไปของกระเจี๊ยบคือ ใบกว้างเป็นแฉกคล้ายใบละหุ่งแต่ก้านสั้นกว่า มีขนตามใบต้นและฝัก ฝักของกระเจี๊ยบมีลักษณะยาวแหลม เส้นรอบวงของ ฝักเป็นเหลี่ยม ๆ 5 เหลี่ยม มีเมล็ดอยู่ข้างใน 5 แถว ผิวนอกสีเขียวเปลือกหนา เนื้อในลื่นเป็นเมือก ฝักขนาดปานกลางยาว 6-8 นิ้ว ฝักกระเจี๊ยบนี้มีรสหวาน กรอบ แต่เป็นเมือกทำให้มีบางคนชอบ และบางคนไม่ชอบเป็นพิเศษ เพราะอาจจะรังเกียจ ตรงที่เป็นเมือกลื่น ๆ แต่ถ้าพูดถึงคุณค่าทางอาหารแล้ว กระเจี๊ยบก็มีคุณค่าไม่แพ้ ผักอื่น ๆ อีกหลายชนิด

พันธุ์

กระเจี๊ยบที่ปลูกกันอยู่ในบ้านเรามีทั้งพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์จากต่าง ประเทศ มีทั้งชนิดฝักสั้น ฝักยาว ต้นเตี้ย ต้นสูง

พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์นี้ลำต้นค่อนข้างสูง มีขนมาก เมือกมาก ฝักมีสีม่วงอ่อน ๆ และสีเขียว

พันธุ์ตางประเทศ พันธุ์ที่มาจากต่างประเทศส่วนมากจะมีลำต้นเตี้ย ฝักดก มีขนน้อยและเมือกน้อย

กระเจี๊ยบ สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ต้องระบายนํ้าได้สะดวก และปลูกได้ทุกฤดูโดยเฉพาะในฤดูหนาว จะได้ผลดียิ่งขึ้น

การปลูก

เตรียมแปลงขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวแล้วแต่สะดวก จะปลูกกระเจี๊ยบได้ 2 แถว หลังจากย่อยดินในแปลงพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าลงไปในดินแล้ว ทำการขุดให้ลึกประมาณ 4 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว ให้ระยะห่าง ระหว่างหลุม 2 ฟุต ระยะห่างระหว่างแถว 3 ฟุต หยอดเมล็ดกระเจี๊ยบลงไป หลุมละ 4-5 เมล็ดแล้วเอาดินกลบให้หนาประมาณ 1 นิ้ว กดดินเบา ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดลอยขึ้นข้างบนในเวลารดนํ้า เมื่อเมล็ดงอกมาได้ประมาณ 4-5 วัน ก็เลือกต้นที่แข็งแรงไว้หลุมละ 2 ต้นก็พอ

การให้น้ำ

กระเจี๊ยบเป็นผักที่แข็งแรงและทนทานแต่ถ้ารดนํ้ามากเกินไปต้นจะชะงักงัน ใบห่อย่นไม่เติบโต เวลารดนํ้าควรสังเกตแค่เพียงให้น้ำซึมลงในดินทันที อย่าให้น้ำมากจนขังอยู่ในแปลง จะรดน้ำวัน 3 ครั้ง เช้า-เย็น หรือวันละครั้งก็ได้แล้วแต่ความสะดวก

การใส่ปุ๋ย

การใส่ปุ๋ยให้กระเจี๊ยบแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรก ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต โดยวิธีโรยรอบ ๆ โคนต้นประมาณ 1 ช้อนพูน แล้วพรวนดินกลบ ใส่เมื่อกระเจี๊ยบอายุได้ 7 — 10 วัน

ระยะที่สอง ใส่ปุ๋ยคอกหลุมละ 1 กอบใหญ่ ผสมกับปุ๋ยสูตร 5-10-5 หนึ่งช้อนพูน หรือจะใช้ปุ๋ยคอก 4 กก.ผสมกับปุ๋ย 5-10-5 ช้อนพูน คลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วใส่ไปในระหว่างอัตรา 4 กก.ต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตรก็ได้ ใส่เมื่อกระเจี๊ยบอายุได้ 27-30 วัน

การใส่ปุ๋ยควรระวังอย่าให้ปุ๋ยถูกกระเจี๊ยบโดยตรง และก่อนใส่ปุ๋ยควรเว้น การรดนํ้าตอนเย็นไว้ก่อนหนึ่งวัน เมื่อใส่ปุ๋ยในวันรุ่งขึ้นแล้วจึงทำการพรวนดินกลบ ไว้ตอนเช้า พอตกเย็นจึงรดนํ้า

การเก็บเกี่ยว

ผลกระเจี๊ยบจะโตเร็วมาก เมื่อดอกกระเจี๊ยบบานเป็นส่วนมากแล้วมักจะมีฝักโตได้ขนาดพอที่จะเก็บได้ ขนาดของฝักที่ควรเก็บคือไม่แก่ ยังเป็นฝักอ่อนอยู่ สีเขียวสด ยอดของฝักยังกรอบอยู่ ถ้าเอามือหักดูจะเปราะง่าย ถ้าปล่อยให้ฝักกระเจี๊ยบโตเกินไป เปลือกจะเป็นเสี้ยน รสชาติไม่ดี และสังเกตได้ว่ายอดจะเหนียวหักไม่ขาดออกจากกันและสีก็จางลง

วิธีเก็บควรใช้มีดตัดฝัก ไม่ควรดึงหรือบิดจากต้นด้วยมือ

การเก็บฝักไว้ทำพันธุ์

ถ้าจะเก็บฝักไว้ทำพันธุ์ ควรเลือกต้นที่ติดฝักงาม ฝักดก แล้วเก็บเอาฝัก ที่ไม่ค่อยงามออกไปรับประทาน เหลือไว้แต่ฝักที่สมบูรณ์จำนวนพอสมควรแล้วทิ้งไว้กับต้นจนแก่เต็มที่คือฝักแห้ง สีนํ้าตาลมีรอยแตกตามพูของฝักเป็นทางสีขาว แล้ว จึงเก็บเอามาตากแดด ไม่ควรเก็บฝักไว้กับต้นนานจนฝักแตกเอง เพราะเมล็ดจะร่วง หล่นหมด

เมื่อตากฝักกระเจี๊ยบแก่จนแห้งดีแล้ว ก็เก็บเอาเมล็ดมาตากแดดให้แห้งอีกครั้งหนึ่งแล้วเก็บใส่กระป๋องหรือขวดโหลปิดผนึกให้แน่น เก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ ได้ต่อไป แต่ไม่ควรเก็บเมล็ดไว้นานเกินกว่า 1 ปี เพราะเปอร์เซ็นต์ความงอกจะลดลง

โรคและแมลงศัตรู

กระเจี๊ยบเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคแมลงรบกวน จะว่าเป็นพืชที่โชคดีก็คง จะเป็นเพราะมีเพียงโรคเน่าคอดิน (Damping off) ชี่งมักจะเกิดเมื่อต้นยังเล็กอยู่ คือตั้งแต่เริ่มงอกจนอายุ 15 วัน จึงควรระวังอย่ารดนํ้าให้โชก และแมลงที่มารบกวน ก็มีเพียงจิ้งหรีดที่ชอบกัดกินต้น และเพลี้ยกินยอดและใบ สำหรับเพลี้ยนั้นใช้โล่ติ๊น ผสมน้ำยาฉุนกลั่นฉีดกำจัดได้

สะตอมีคุณค่าทางอาหารสูง

สะตอเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นตามป่าดงดิบทางภาคใต้ของ ประเทศไทยเรื่อยไปจนถึงมาเลเซียและเกาะชวา ในภาคใต้และภาคตะวันออกสามารถปลูกสะตอได้ดีเพราะมีสภาพดินฟ้าอากาศและความชุ่มชื้นที่เหมาะสม สะตอเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไปทั้งในหมู่คนใต้เองและคนภาคอื่น ๆ เมล็ดสะตอ 100 กรัม จะให้คุณค่าทางอาหารดังนี้คือ โปรตีน 8.0 กรัม ไขมัน 8.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 11.4 กรัม แคลเซียม 76 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 83 มิลลิกรัม เหล็ก 0.7 มิลลิกรัม ไวตามินเอ 734 หน่วยสากล (IU) ไวตามินบี 1 ไวตามินบี 2 และไนอาซีน

ลักษณะทั่วไป

สะตอเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นค่อนข้างตรง เปลือกหนา ค่อนข้างเรียบสีนํ้าตาลปนเทา แผ่กิ่งก้านกระจายออกรอบทิศ ถ้ามีการตัดแต่งกิ่งใน ระยะตอนเริ่มปลูกโดยการตัดออกจะมีกิ่งก้านไม่สูงนัก ใบสะตอเป็นพวกใบประกอบย่อย ก้านหนึ่งมีใบย่อยมากมาย ดอกของสะตอก็ออกเป็นช่อ ตรงปลายกิ่งด้านนอกพุ่ม ช่อหนึ่งมี 3-16 ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ส่วนของฝักเกิดจากรังไข่ที่ผสมเจริญแล้วเติบโตตรงกลางปุ่มดอกดอกหนึ่งจะมีตั้งแต่ 3-24 ฝัก เมล็ดจะเรียงอยู่ในฝักตามแนวนอน

พันธุ์

สะตอโดยทั่วไปที่นิยมปลูกในบ้านรามี 2 พันธุ์คือ สะตอดาน และสะตอข้าว ซึ่งมีลักษณะของลำต้น และพุ่มใบจะคล้ายคลึงกัน

1.  สะตอดาน ลักษณะฝักแบนตรงไม่บิดเบี้ยว ฝักยาวประมาณ 1 ฟุต กว้างประมาณ 2 นิ้ว ในหนึ่งฝักมีประมาณ 10-20 เมล็ด แต่ละช่อจะมี 8-15 ฝัก

กลิ่นฉุนจัด เนื้อเมล็ดแน่น

2.  สะตอข้าว ลักษณะฝักบิดเป็นเกลียว ขนาดของฝักใกล้เคียงกับสะตอดาน แต่กลิ่นไม่ฉุนเท่าและเนื้อเมล็ดไม่ค่อยแน่น แต่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากกว่า

นอกจากสะตอ 2 พันธุ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสะตออีกชนิดหนึ่งเป็นสะตอป่า มักพบตามป่าลึก ๆ หรือบนภูเขาเรียกว่า “สะตอตอแหล” ซึ่งไม่เป็นที่นิยมบริโภค เพราะฝักและเมล็ดแข็ง

สภาพที่เหมาะสม

สะตอมีถี่นกำเนิดอยู่ในป่าดงดิบ จึงต้องการความชุ่มชื้นพอสมควรเพราะ ปริมาณนํ้าฝนมีส่วนสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของสะตอมาก บริเวณที่จะปลูกสะตอ ควรมีฝนตกอย่างน้อย 1,500-2,000 มิลลิเมตร/ปี สะตอขึ้นได้ดีในดินร่วนหรือ ดินเหนียวปนทราย ทั้งในที่ราบและที่เนิน ยิ่งถ้าเป็นป่าเปิดใหม่ที่อุดมด้วยอินทรีย์วัตถุและมีความชุ่มชื้นสูงสะตอจะขึ้นได้งามมาก ถ้าดินที่จะปลูกเป็นดินเหนียวจัด หรือทรายจัดควรเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงไปในดิน และแก้ความเป็นกรดด่างของดินเสียก่อน สิ่งที่ควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่งในการเลือกพื้นที่ปลูกสะตอคือ ควรเป็นพื้นที่ที่มีเนื้อดินหนาประมาณ 2-3 เมตร และไม่มีลูกรังดานหรือหินดานข้างล่าง เพราะเมื่อรากสะตอกระทบหินดาน ต้นจะตายในไม่ช้า

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์สะตอทำได้ 3 วิธี คือเพาะเมล็ด ติดตา และตัดกิ่งปักชำ

1.  การเพาะเมล็ด วิธีนี้แม้จะทำได้ง่ายแต่ก็มีโอกาสที่กลายพันธุ์ได้เช่นกัน เมื่อเลือกฝักที่แก่เต็มที่แล้วลอกเยื่อหุ้มเมล็ดออกให้เหลือแต่เมล็ดที่มีสีเขียว แช่น้ำ ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง ใช้ยาป้องกันมดและแมลงเช่น เซฟวิน 85 % หรือคาร์บาริล 85 % อัตรา 1 ช้อน ต่อ 100 เมล็ด คลุกเคล้าเพื่อป้องกันแมลงก่อนนำไปเพาะ

การเพาะกล้า ควรเพาะในเดือน กรกฎาคม-สิงหาคม เพื่อที่จะได้นำลงปลูกในฤดูฝนปีต่อไป ประมาณเดือนพฤษภาคม จะช่วยประหยัดการรดนํ้าและการดูแลรักษามาก

การเพาะเมล็ด สามารถเพาะได้ทั้งในถุงพลาสติก และเพาะในแปลงเพาะ ถ้าเพาะในถุงพลาสติก ควรใช้ถุงขนาดปากกว้าง 4 นิ้ว ยาว 8 นิ้ว หรือขนาด กว้าง 6 นิ้ว ยาว 1 ฟุต เจาะรูที่ก้นถุง 2-3 รู เพื่อระบายนํ้า ใส่ดินที่ผสมปุ๋ยคอก อัตรา 2 ต่อ 1 ประมาณค่อนถุง ตั้งถุงที่ใส่ดินแล้วเรียงเป็นแถว ทำร่มเงาให้ เอา เมล็ดลงเพาะโดยกดด้านข้างให้ลึกลงไปประมาณ 1 นิ้ว แล้วโรยดินผสมกลบบาง ๆ รดนํ้าให้ชุ่ม แล้วรดทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 7-10 วัน เมล็ดจะงอกเมื่อ สะตอมีใบจริงออกแล้วรดนํ้าวันละครั้งก็พอและค่อย ๆ เอาร่มเงาออกทีละน้อยเพื่อให้สะตอมีความทนทานต่อแดด เมื่อสะตอมีอายุเข้าเดือนที่สอง ควรให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ต้นละ 1/2-1 ช้อนแกง ใส่ให้ห่างจากโคนต้นมากที่สุดเสร็จแล้วพรวนดิน รดน้ำ หลังจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยสูตรเดิมนี้ให้อีกทุกระยะ 2 เดือน เมื่อต้นสะตอมีอายุ 10 เดือน ก็ย้ายไปปลูกได้

ถ้าจะทำการเพาะเมล็ดในแปลง ควรทำแปลงขนาด 1×4 เมตร ขุดดิน ตากแดดประมาณ 7-10 วัน ย่อยดินให้ละเอียดแล้วใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 4 ปีบ คลุกดิน ให้ทั่วแล้วฝังเมล็ดสะตอให้ลึกลงไป 1 เซ็นติเมตร ใช้ระยะห่าง 20 เซ็นติเมตร การดูแลรักษาให้นํ้าทำเหมือนกับการเพาะในถุงพลาสติก แต่การใส่ปุ๋ยควรใส่แบบโรย เป็นแถวระยะกึ่งกลางของแต่ละต้น เมื่อต้นกล้าอายุ 10 เดือนก็รดนํ้าในแปลงให้ ชุ่มแล้วขุดไปปลูกได้เลย

2.  การติดตา วิธีนี้ป้องกันการกลายพันธุ์ของสะตอได้ดี และได้ผลผลิตรวดเร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ต้นตอที่จะนำมาใช้ในการนี้ถ้าใช้ต้นเหรียงจะได้ผลดีเพราะ ต้นเหรียงมีการเจริญเติบโตแข็งแรงดี และทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศต่าง ๆ ได้ดี ก่อนอื่นต้องเพาะต้นเหรียงเสียก่อน เมื่อต้นเติบโตอายุได้ประมาณ 8 เดือน จึงนำเอาสะตอไปติด ประมาณ 20 วัน ก็สามารถเปิดตาได้ เมื่อตาติดดีแล้วจึงตัดต้นเดิมของต้นเหรียงเหนือตาออกให้เหลือประมาณ 2 นิ้วก็ใช้ได้

3.  การตัดกิ่งปักชำ เลือกกิ่งที่ไม่อ่อนหรือแก่เกินไปตัดออกเป็นท่อนยาวประมาณ 10-12 นิ้ว ตัดตอนปลายเป็นรูปปากฉลาม อีกด้านหนึ่งตัดให้เรียบเสมอกัน นำมาปักชำไว้ในกะบะทรายหรือขี้เถ้าแกลบ โดยหันด้านที่มีตาอยู่เหนือสุดขึ้นบน ทำร่มเงาบังให้ด้วย และคอยรดนํ้าให้ชุ่ม สะตอจะแตกราก แตกกิ่งได้รวดเร็ว สะตอที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้มีข้อเสียคือ ไม่มีรากแก้ว ฉะนั้นจึงอาจโยกหรือล้มได้ง่าย แต่ก็มีข้อดีคือได้ผลเร็วกว่า วิธีปลูกด้วยเมล็ดประมาณ 2 ปี

การปลูก

สะตอเป็นไม้ที่มีพุ่มกว้าง จึงควรเว้นระยะห่างประมาณ 12×12 เมตร และขุดหลุมปลูกเช่นดียวกับไม้ผลทั่วไปคือให้มีความกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 เมตร ขุดดินชั้นบนและชั้นล่างไว้ข้างละด้านของปากหลุม หาปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ประมาณ ½  ปีบ และผสมปุ๋ยร๊อคฟอสเฟตลงไปด้วยจะช่วยให้สะตอเจริญเติบโต ตั้งตัวได้เร็วขึ้น เวลาจะเอาต้นกล้าลงไป กลบดินโดยรอบเหยียบบริเวณโคนต้นให้แน่น ใช้ไม้ปักให้แนบลำต้นแล้วผูกเชือกกันลมโบก รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแลรักษา

ในระยะที่ปลูกใหม่ ๆ ควรหาเศษหญ้าคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นของดิน และถ้าแล้งจัดควรรดน้ำให้บ้าง ควรพรวนดิน กำจัดวัชพืซ และใส่ปุ๋ยอย่างน้อย ปีละครั้ง อาจใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 1-2 บุ้งกี๋ต่อต้น หรืออาจใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12

2 กิโลกรัมต่อต้น เมื่อต้นสูงได้ 3 เมตร ควรตัดยอดจะทำให้สะตอแตกพุ่มเร็ว ควรปล่อยให้กิ่งแขนงแตกออกแล้วตัดแต่งกิ่งให้ได้สมดุลย์ให้กิ่งกระจายออกไปรอบต้นสม่ำเสมอกันจะทำให้ทรงพุ่มสวยงาม ออกช่อเร็วและสะดวกในการเก็บฝัก

สะตอพันธุ์เบาบางพันธุ์ถ้าดูแลรักษาดี ๆ จะเริ่มให้ผลในปีที่ 4 แต่โดยทั่วไปจะเริ่มให้ผลได้เมื่อย่างปีที่ 5-6 ในระยะแรก ๆ ที่เรียกว่า ระยะสอนเป็น จะให้ฝักไม่มากนัก แต่เมื่ออายุมากขึ้นก็จะให้ผลมากขี้นตามอายุ

โรคและแมลงศัตรู

โรคและแมลงศัตรูของสะตอไม่ค่อยมี จะมีก็แต่โรคกิ่งแห้งหรือที่เรียกว่า

ปลดกิ่ง อันเนื่องมาจากดินมีความอุดมสมบูรณ์และความชื้นไม่เพียงพอ หน้าดินตื้น และบางครั้งก็อาจมีโรคราเข้าทำลาย ส่วนแมลงก็มีพวกหนอนด้วงหนวดยาวเจาะลำต้น เจาะกินภายในลำต้นและเปลือกอ่อน เปลือกของต้นที่ถูกเจาะจะมีลักษณะฟูน้ำเยิ้ม มีขี้หนอนเป็นกระจุกอยู่ กำจัดโดยเอามีดแคะหนอนทำลายเสีย ถ้าเป็นรูเข้าไปในลำต้นใช้สำลีชุบฟูโมแกสหรือคาร์บอนเตทตราคลอไรด์อัดเข้าไปในรู ใช้ดินเหนียวอุดรูจะฆ่าหนอนได้ ส่วนด้วงปีกแข็งเจาะลำต้นตัวเล็กสีดำปนน้ำตาล ชอบเจาะโคนต้น ควรใช้ดิลเดร็กทาบริเวณโคนต้นเพื่อป้องกัน

แมงลักใช้เป็นอาหารได้ทั้งใบและเมล็ด

แมงลักเป็นพืชล้มลุกที่ใช้เป็นอาหารได้ทั้งใบและเมล็ด ส่วนที่เป็นใบนั้น มีกลิ่นฉุน ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนมากจะใช้ รับประทานกับขนมจีนนํ้ายา และใส่แกงเลียงต่าง ๆ ส่วนเมล็ดแมงลักใช้ทำเป็น ขนมซึ่งเด็ก ๆ ชอบรับประทาน คือนำมาละลายกับนํ้าให้พองตัวเสียก่อนแล้วใส่นํ้ากะทิ กับน้ำแข็งลงไป เท่านี้ก็จะได้ขนมหวานเย็นชื่นใจ นอกจากนั้นในปัจจุบันยังมีผู้คิดค้น นำเมล็ดแมงลักมาสกัดเป็นยาระบายและทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพหรือ Health food สำหรับคนที่ต้องการลดความอ้วนอีกด้วย

ต้นแมงลัก มีลักษณะทั่วไปคล้าย ๆ กับต้นกะเพราและโหระพา ขนาดของทรงพุ่มก็ใกล้เคียงกัน จะต่างกันก็ตรงที่กลิ่นไม่เหมือนกัน และใบของแมงลักมีสีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนอยู่ตามใบและก้านใบ ส่วนใบของโหระพานั้นใบเป็นมัน และหนากว่า ดอกของแมงลักมีสีขาวก้านดอกสีเขียวอ่อน ส่วนเมล็ดนั้นมีสีดำ กลม ยาวขนาดโตกว่าเมล็ดงา เมื่อถูกนํ้าจะพองตัวออกคล้ายกับมีเมือกลื่น ๆ ห่อหุ้ม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ใช้รับประทานได้ทันที

การปลูก

การปลูกแมงลัก ต้องเพาะกล้าเสียก่อน โดยเตรียมดินเหมือนกับการเพาะเมล็ดพืชทั่ว ๆ ไป เมื่อหว่านเมล็ดลงไปแล้ว ประมาณ 4-5 วัน เมล็ดก็จะงอกขึ้นมา ทิ้งไว้ในแปลงเพาะสัก 1 เดือน จึงย้ายไปปลูกในที่ ๆ เตรียมไว้

ต้นกล้าที่อายุ 1 เดือนจะสูงประมาณ 1 ฟุต เมื่อถอนต้นเพื่อนำไปปลูก ควรตัดยอดดอกออกเสียบ้างหรือจะตัดออกครึ่งต้นเลยก็ได้ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรแต่ง รากให้ด้วย เพราะแมงลักที่ตัดรากออกจะงอกงามกว่าต้นที่ปลูกทั้งราก แต่ทั้งนี้เวลานำไปปลูกต้องรดน้ำให้ด้วย ใช้ปลูกหลุมละ 2-3 ต้น ให้ห่างกัน 40×40 เซ็นติเมตร เมื่อต้นแมงลักเติบโตแต่งกิ่งก้าน ใบก็จะคลุมถึงกันหมด

การขยายพันธุ์ตำลึง

ตำลึงเป็นผักที่คนไทยรู้จักและนิยมรับประทานยอดของมันมานานแล้ว เพราะเป็นผักที่มีรสหวานอร่อยและมีกลิ่นหอม สามารถนำไปประกอบอาหารได้ หลายอย่าง เช่น แกงจืดใส่หมูสับ ลวกจิ้มน้ำพริก หรือกระทั่งผัดไฟแดงก็อร่อยสูสี ผักบุ้งไฟแดงทีเดียว นอกจากจะเป็นอาหารแล้วตำลึงยังเป็นยาแก้ร้อนใน และรักษาโรคได้อีกหลายอย่างตามตำราแพทย์แผนโบราณ

ผักตำลึง หรือ lvy.gourd เป็นผักตระกูลเดียวกับผักจำพวก บวบ น้ำเต้า และแตงร้าน ซึ่งเป็นไม้ที่มีพื้นเพอยู่ในเอเชียอาคเนย์ ทนแล้งทนฝนได้ดี ด้วยเหตุนี้ ผักตำลึงจึงมีอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศไทย

ตำลึงเป็นไม้ที่ชอบเลื้อยพันเกาะเกี่ยว ดังนั้นที่ ๆ เหมาะสมสำหรับปลูก ตำลึงจึงควรเป็นรอบ ๆ รั้วบ้านของเรานั่นเอง หรือจะทำเป็นซุ้มเป็นนั่งร้านให้ตำลึงเลื้อยพันก็ไม่เลวทีเดียว

การขยายพันธุ์

ตำลึงสามารถขยายพันธุ์ใด้ 2 วิธีคือ การเพาะเมล็ด และการปลูกด้วยเถา การเพาะเมล็ดนั้นก็กระทำเช่นเดียวกับการเพาะเมล็ดพืชทั่ว ๆ ไปแต่วิธีนี้ค่อนข้างจะใช้เวลานานกว่าวิธีปลูกด้วยเถา เพราะวิธีที่สองนี้เราเพียงแต่เอาเถาตำลึงที่แก่มาตัดออกเป็นท่อน ๆ ให้ยาวประมาณ 6-8 นิ้วแล้วนำไปชำไว้ในกระบะเพาะชำ หรือจะนำไปปลูกเลยก็ได้ ถ้าจะให้ดีควรปลูกในหน้าฝน ต้นตำลึงจะงอกงามเร็วกว่าปลูกในช่วงอื่นประมาณเดือนเดียวหลังจากปลูกเท่านั้น ก็จะสามารถเก็บยอดตำลึง รับประทานได้และก็จะเก็บได้ตลอดไป ยิ่งเก็บมากเท่าไรยอดใหม่ก็จะยิ่งแตกออก มามากจนเก็บไม่ทัน

การบำรุงต้น

ต้นตำลึงที่เราเห็นโดยทั่ว ๆ ไปมักจะขึ้นเองเพราะเป็นไม้ที่ทนทาน ขึ้นง่าย ตายยากอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ปลูกจึงแทบจะไม่ต้องดูแลเลย แต่ถ้าหากว่าเราอยากให้ตำลึงงอกงามดีแล้วละก้อ สมควรที่จะให้ความเอาใจใส่มันบ้างโดยการหมั่นพรวนดิน ดายหญ้าและใส่ปุ๋ยให้โคนต้นบ้าง จะเป็นปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก็ได้ แล้วผู้ปลูกก็จะมียอดตำลึงอวบงาม รสหวาน ไว้รับประทานต่อไปอีกนาน

วิธีปลูกสะระแหน่

สะระแหน่ เป็นพืชที่ใช้ปรุงอาหารประเภทยำ ลาบ พล่า ต้มยำ อาหารที่มีรสจัด และช่วยปรุงแต่งกลิ่นให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังใช้ทำยา และ สกัดนํ้ามันหอมระเหยที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมอีกหลายอย่าง

ตามประวัติศาสตร์เล่าขานกันมาว่า ผู้ที่นำสะระแหน่เข้ามาปลูกในประเทศไทยนั้นเป็นชาวอิตาลี่ นำเข้ามาในสมัยรัชกาลของพระนั่งเกล้าฯ ต่อมาสะระแหน่ ก็เป็นที่นิยมบริโภคในหมู่คนชาวไทยตราบจนทุกวันนี้

สะระแหน่เป็นพืชประเภทไม้เลื้อยคลุมดินใบมีลักษณะป้อม ๆ สีเขียว ขอบใบย่น ชอบดินร่วนซุย ปลูกง่าย งอกงามได้รวดเร็ว ยิ่งถ้าผู้ปลูกดูแลรักษาดี ๆ ก็จะยิ่งงามและเก็บใบได้เร็วขึ้น

การปลูกสะระแหน่นั้นจะใช้วิธีปักชำลงไปในแปลงปลูกเลย หรือจะชำ ในแปลงเพาะก่อนแล้วจึงย้ายมาปลูกก็ได้เช่นกัน แต่ข้อสำคัญคือต้องเตรีอมดินให้ร่วนซุยดีเสียก่อน เพราะสะระแหน่ชอบดินประเภทนี้

การเตรียมดิน

ถ้าจะปลูกสะระแหน่ในภาชนะเช่น กระถางลังไม้ หรือจะปลูกเป็นสวน หย่อมประดับบ้าน ปลูกในแปลงประดับสวนเล็ก ๆ ที่ใช้เนื้อที่ปลูกไม่มากนักควรใช้ดินผสมที่มีส่วนผสมของ ดิน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วนำไปใช้ปลูกได้

แต่ถ้ามีเนื้อที่พอสมควรที่จะปลูกเป็นแปลง ๆ ไว้ข้างบ้านได้ก็ควรเตรียม ดินโดยขุดดินขึ้นมาตากแดดไว้ประมาณ 7 วัน จนดินร่วนแตก แล้วเอาปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก โรยทับลงไป โรยปูนขาวทับบาง ๆ อีกขั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 3 วัน จึงกลับดิน พรวนดิน และคลุกเคล้าดินให้ร่วนเข้ากันดี ถ้าดินเป็นดินเหนียวมากควรเติมทรายลงไปผสม ด้วยสักเล็กน้อยพอให้ดินร่วนซุยขึ้น

การปลูก

เลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ปักจิ้มลงไปในแปลงเพาะชำ หรือแปลงปลูก ปักให้กิ่งเอนทาบกับดิน รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้ถึงกับแฉะแล้วโรยแกลบทับกลบดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน และเมื่อแกลบผุก็จะกลายเป็นปุ๋ยต่อไป ประมาณ 4-5 วันก็จะแตกใบ แตกยอดเลื้อยคลุมดิน

ต้นสะระแหน่ชอบดินร่วนซุยที่ระบายนํ้าได้ดีและต้องการแสงสว่าง แต่ ไม่ต้องการแดดที่ร้อนจัดจนเกินไป จะปลูกในที่ร่มรำไรหรือในที่แดดก็ได้

การดูแลรักษา

เมื่อสะระแหน่เจริญเติบโตจนเก็บยอดไปได้แล้ว ควรเติมปุ๋ยคอกหรือ ปุ๋ยหมักให้บ้าง ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมี เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้ต้นสะระแหน่เหี่ยวตาย การพรวนดินให้ต้นสะระแหน่ควรทำด้วยความระมัดระวังเพราะสะระแหน่เป็นพืชที่มีระบบรากตื้นที่แผ่กระจายอยู่ตามหน้าดิน