ไก่ฟ้าบอร์เนียว

ชื่อสามัญ  Lesser Bornean Fireback

ชื่อวิทยาศาสตร์  Lophura ignita ignita

เป็นหนึ่งในสี่ชนิดของไก่ฟ้าหน้าเขียว และเป็นหนึ่งในสองชนิดที่มีการเพาะเลี้ยงกันในบ้านเรา มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของเกาะบอร์เนียวและในเกาะบังกาแต่ที่น่าแปลกคือไม่ปรากฎว่ามีในเกาะบิลลิตัน ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ระหว่างเกาะบอร์เนียว กับเกาะบังกา เป็นไก่ฟ้าที่ตัวค่อนข้างใหญ่ และจากการที่มันมีสีหลายสี คือมีหน้ากากสีฟ้า อกแดง ขนหาง 3 คู่กลางสีเหลือง ทำให้มันเป็นไก่ฟ้าที่ดูแปลกตาในธรรมชาติ เป็นไก่ฟ้าที่ชอบอาศัยอยู่ป่าต่ำในเขตร้อน มักพบเป็นคู่หรือครอบครัวเล็ก ๆ อาหารส่วนใหญ่เป็นพวกเมล็ดและใบอ่อนของพืช รวมทั้งแมลงและรากอ่อนของพืชด้วย พฤติกรรมของมันมีผู้รู้น้อยมาก

ในการเพาะเลี้ยง เนื่องจากมันเป็นไก่ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน มันจึงขยายพันธุ์ได้ดีในที่ ๆ ที่อากาศอบอุ่น ถ้าอากาศหนาว มันวางไข่ล่ามากและไม่สม่ำเสมอ ลูกไก่โตช้าและต้องให้ความร้อน แต่ในที่ ๆ มีอากาศเหมาะสม มันวางไข่ครั้งละ 4-8 ฟอง และอาจวางไข่ถึง 3 ชุด จำนวน 20-25 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 24 วัน ลูกไก่เลี้ยงง่าย โตเร็ว แต่ในระยะเดือนแรก ๆ จะติดเชื้อโรคได้ง่าย ตัวผู้จะมีสีเต็มแค่ปีแรก แต่จะไม่ผสมพันธุ์จนกว่าจะมีอายุ 2 ถึง 3 ปี

ไก่ตัวผู้ตัวแรกและเพียงตัวเดียวถูกส่งไปที่ฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1867 และในปี ค.ศ.1882 ได้มีการสั่งเข้าไปอีกหลายคู่ จนต่อมามีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายทั่วไปในยุโรปและอเมริกา มันมีนิสัยเหมือนไก่ฟ้าหน้าเขียวทั่วไป ปกติค่อนข้างเชื่อง แต่ตัวผู้บางตัวชอบดีตัวเมีย จึงควรเลี้ยงแยกกันจนกว่าจะถึงฤดูผสมพันธุ์ และควรใช้ตัวเมีย 2 ตัว ต่อตัวผู้ 1 ตัว

ไก่ฟ้าหลังดำ

ชื่อสามัญ Silver Pheasant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophura nycthemera

เป็นชนิดย่อยของไก่ฟ้าหลังเงินชนิดที่มีขนส่วนใหญ่เป็นสีดำขอบขาว มีถึง 5 ชนิดย่อย

1. Lewis’s Silver Pheasant (L.n.lewisi) พบในประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ในป่าเขาสอยดาว เขาสระบาป บนเทือกเขาจันทบุรีและเขาบรรทัดซึ่งกั้นพรมแดนไทย-เขมร และมีการกระจายถิ่นในเขมรด้วย ชอบอยู่ในป่าดงดิบที่สูง 1,500-2,500 ฟุต หากินเป็นฝูง 7-8 ตัว Dr.Jean .Delacour นำไปเลี้ยงที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 1928 ปัจจุบันในยุโรปไม่มีการเพาะเลี้ยงอยู่เลย

2. Annamese Silver Pheasant (L.n.annamensis) พบในป่าดงดิบและป่าสนเขา บนที่ราบสูงลังเบียนในเวียดนามตั้งแต่ระดับ 4,000 ฟุตขึ้นไป ไม่ปรากฎว่ามีการเพาะเลี้ยง

3. Boloven Silver Pheasant (L.n.engelbachi) พบบนที่ราบสูงโบโลเว่นในลาวดอนใต้ ที่ระดับความสูง 2,000-5,000ฟุต ในป่าดงดิบที่ชื้นแฉะมาก Dr.Jean Delacour ค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1931-1932 ไม่ปรากฎว่ามีการเพาะเลี้ยงเช่นกัน

4. Bel’s Silver Pheasant (L.n.beli) พบตามยอดเขาสูงของเทือกเขาแอนนาเมนชีส ในเวียดนามตอนกลาง ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1896 และส่งไปเลี้ยงที่ปารีสโดย Mr. Bel

5. Ruby Mines Silver Pheasant (L.n.rufipes) พบบนที่สูงของอำเภอรูบี้ไมนส์ ซึ่งอยู่ระหว่างฝั่งตะวันตก ของแม่นํ้าอิระวดีและฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าสาละวิน ในรัฐฉาน อาศัยอยู่ที่ระดับความสูง 3,000-5,000 ฟุต บางครั้งจะหากินลง มาที่ต่ำกว่า

ไก่ฟ้าหลังเงิน

ชื่อสามัญ  Silver Pheasant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophura nycthemera

เป็นไก่ฟ้าอีกชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมเพาะเลี้ยงกันมาก แบ่งออกเป็น 14 ชนิดย่อย ตามลักษณะและถิ่นกำเนิด ซึ่งพบในประเทศเวียดนาม ลาว พม่า จีน ไทย และเขมร ตามป่าที่ระดับความสูง 2,500-7,000 ฟุต ที่มีการเพาะเลี้ยงกันมากในประเทศไทย มีอยู่ 3 ชนิด คือ

1. ไก่ฟ้าหลังเงินทั่วไป (True Silver Pheasant) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า L.n. nycthemera พบมากทางภาคใต้ของประเทศจีน กวางตุ้ง ด้านตะวันออกของอ่าวตังเกี๋ย และด้านตะวันตกของแม่น้ำแดง

2. ไก่ฟ้าหลังเงินโจนส์ (Jone’s Silver Pheasant) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า L.n. jonesi พบตามเทือกเขาทางภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ทางใต้ของจังหวัดนครราชสีมา ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ทางตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน และทางตอนใต้ของรัฐฉาน ประเทศพม่า ทางตะวันตกของแม่นํ้าโขง

3. ไก่ฟ้าหลังดำ (Lewis’s Silver Pheasant) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า L.n. lewisi พบตามภูเขาทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเขมร และตามชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ของไทย

ไข่ใช้เวลาฟัก 25 วัน จะเริ่มแยกเพศออกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป โดยตัวผู้เริ่มมีเดือยใหญ่ขึ้น ขนคอเปลี่ยนจากสีน้ำตาลคลํ้าเป็นสีดำ และตามลำตัวเริ่มมีสีขาวลายดำแซมขึ้นมา ตัวเมียจะมีลายรูปตัววีสีขาว ตั้งแต่ใต้คางไปจนถึงท้อง ทั้งคู่จะเปลี่ยนขนจนมีสีและลายเต็มที่เมื่ออายุประมาณปีครึ่งไก่ฟ้าหลังเงินนี้บางแห่งเรียกว่าไก่ฟ้าหลังขาว

ไก่ฟ้าพญาลอ

ชื่อสามัญ Siamese Fireback Pheasant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophura diardi

เป็นไก่ฟ้าชนิดเดียวของไทยที่ทั่วโลก เรียกว่า ไชมีส ไฟร์แบ๊ค ทั้งนี้เพราะถูกนำเข้าไปในยุโรปครั้งแรกโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ส่งไปให้พิพิธภัณฑ์แห่งกรุงปารีส เมื่อปี ค.ศ.1862 จำนวน 1 คู่ และได้ถูกตั้งชื่อตั้งแต่ตอนนั้น และไก่ฟ้าคู่นี้ได้ออกไข่ออกลูกในเวลาต่อมา ในปี ค.ศ.1866 เนื่องจากเป็นไก่ฟ้าที่สวยงาม มีความอดทนเลี้ยงให้ รอดได้ง่าย จึงมีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของโลก แต่รูปร่างทรวดทรงได้เปลี่ยนไป คือ ตัวจะอ้วนป้อมและต่ำเตี้ยลง อันเป็นลักษณะของสัตว์ป่าที่ถูกนำมากักขังเลี้ยงดู เป็นไก่ฟ้าที่เลี้ยงให้เชื่องได้ง่ายกว่าชนิดอื่นๆ ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3 ปี ทั้งที่ตัวผู้เริ่มมีสีสวยงามตั้งแต่ปีแรก

ไก่ฟ้าพญาลอมีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ของอัสสัม เวียดนามตอนกลาง เขมรตอนกลาง ภาคใต้ของลาว และในประเทศไทย ซึ่งพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไก่ฟ้าที่มีนิสัยหากินอยู่ในป่า ระดับต่ำ ตั้งแต่ป่าชายทะเลไปจนถึงความสูงประมาณ 2,000 ฟุต ซึ่งต่างจากไก่ฟ้าหลังเงินที่อยู่สูงกว่าระดับ 2,000 ฟุตขึ้นไป ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่รกทึบมีป่าไผ่ผสม ไม่ชอบออกมาหากินในที่โล่ง ชอบกินแมลง เมล็ดพืช เมล็ดผลไม้ที่ร่วงหล่นตามพื้นดินเป็นอาหาร ผสมพันธุ์ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยจะจับคู่เป็นคู่ ๆ ไม่คุมฝูงเหมือนไก่ฟ้าชนิดอื่นๆ ทำรังบนพื้นดินใต้พุ่มไม้เตี้ย ๆ หรือตามโพรงไม้ ปูรังด้วยใบไม้ใบหญ้า ปกติวางไข่ 4-6 ฟอง ใช้เวลาฟัก 24 วัน ไข่มีสีขาวนวล รูปร่าง ป้านคล้ายลูกข่าง มีขนาดโตกว่าไข่ไก่แจ้เล็กน้อย

ไก่ฟ้าสวินโฮว์

ชื่อสามัญ Swinhoe’s Pheasant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophura swinhoei

เป็นไก่ฟ้าที่มีถิ่นกำเนิดในเกาะฟอร์โมซาหรือเกาะไต้หวันเพียงแห่งเดียวเท่านั้น อาศัยอยู่ตามป่าบนภูเขาที่มีความสูงจากระดับนํ้าทะเลจนถึงระดับ 7,000 ฟุต และมีรายงานน้อยมากเกี่ยวกับนิสัยความเป็นอยู่ของมันในธรรมชาติ ถูกค้นพบ โดย Swinhoe นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1862 ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งกงสุลอังกฤษประจำเกาะไต้หวัน

ไก่ฟ้าสวินโฮว์คู่แรกถูกส่งออกจากเกาะไต้หวันเมื่อปี ค.ศ.1866 และ Baron James de Rothschild ซื้อไก่ฟ้าคู่นี้ ในยุโรปด้วยราคาสูงถึง 250 ปอนด์ และจากการเพาะเลี้ยงต่อมา ปรากฏว่ามันเป็นไก่ฟ้าที่ขยายพันธุ์ได้ดีมาก เพียงสี่ปีต่อมาคือใน ค.ศ.1870 ราคาซื้อขายไก่ฟ้าชนิดนี้ก็เหลือเพียงคู่ละประมาณ 10 ปอนด์เท่านั้น และต่อมาก็มีการเพาะเลี้ยงกันแพร่หลายทั่วไป

ไก่ฟ้าสวินโฮว์ เป็นไก่ฟ้าชนิดหนึ่งที่เลี้ยงง่าย อดทน ให้ไข่ดก และเลี้ยงในกรงเล็กๆได้ดี ตัวผู้มีลักษณะหลายๆ อย่างเหมือนไก่ฟ้าเอดเวิร์ด แต่ไก่ฟ้าสวินโฮว์ตัวใหญ่กว่า ส่วนบนของหลังและขนหางคู่กลางเป็นสีขาว ตัวผู้เวลารำแพนอวดตัวเมีย จะสวยงามมาก เป็นไก่ฟ้าที่ออกไข่เร็วกว่าชนิดอื่น โดยวางไข่ครั้งละ 6-12 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 25 วัน ลูกไก่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ตัวผู้ จะมีขนสวยสมบูรณ์และผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุสองปี แต่มีผู้ผสมพันธุ์ได้ภายในปีแรกทั้งสองเพศ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างแปลกสำหรับไก่ฟ้าในตระกูลนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นไก่ฟ้าที่มีการเพาะเลี้ยงกันในกรงมานานหลายชั่วอายุก็เป็นได้ เพราะไม่มีการสั่งไก่ป่า จากเกาะไต้หวันมาเลี้ยงเป็นเวลานานกว่าแปดสิบปีแล้ว

ไก่ป่าเขียว

ชื่อสามัญ Green Junglefowl

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gallus varius

เป็นไก่ป่าชนิดเดียวที่หงอนไม่มีจักร และมีเหนียงใต้คางเพียงแผ่นเดียวต่างจากไก่ป่าชนิดอื่น ๆ และเนื่องจากหงอนและเหนียงมีหลายสี จึงมีบางคนเรียกว่า ไก่ป่าเจ็ดสี มีถิ่นกำเนิดอยูในเกาะชวา และบริเวณเกาะใกล้เคียงเท่านั้น ชอบอาศัยอยู่บริเวณป่าตํ่าใกล้ชายฝังทะเล ชอบป่าที่แห้งโดยเฉพาะที่มีโขดหินและมีต้นไม้ขึ้นแซมไม่ไกลจากทุ่งนาและสวนของชาวพื้นเมือง มีพบบ้างแต่เป็นจำนวนน้อยที่อยู่ในป่าลึกจากชายฝั่งมาก ๆ และจะพบทางตะวันตกของเกาะชวามากกว่าทางด้านตะวันออก ซึ่งทางด้านนี้จะพบไก่ป่าแดงชนิดย่อย G.g. bankiva อยู่มากกว่า ปกติจะหลบอยู่ตามพุ่มไม้และป่าไผ่ จะออกมาหากินเฉพาะตอนเช้าตรู่และตอนพลบคํ่าเท่านั้น เนื่องจากไม่ค่อยโดนล่าจากชาวพื้นเมือง ไก่ป่าชนิดนี้จึงไม่ตื่นคนมากนัก เป็นไก่ป่าที่ไม่คุมฝูงเหมือนไก่ป่าแดง ปกติจะหากินตัวเดียวหรือเป็นคู่หรือเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน วางไข่ครั้งละ 6-10 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 21 วัน แต่ในการนำมาเพาะเลี้ยง จะออกไข่ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม และจะให้ไข่ดกกว่าไก่ป่าชนิดอื่น ๆ ตัวผู้จะมีสีเต็มเมื่ออายุเพียงปีเดียว แต่จะไม่สวยสมบูรณ์เท่าปีต่อไป

ไก่ป่าเขียวไม่ผลัดขนในฤดูฝนเหมือนไก่ป่าแดง มีการนำมาเพาะเลี้ยงนานแล้ว โดยชาวพื้นเมืองนำมาผสมกับไก่ตัวเมียพื้นบ้าน ลูกผสมที่ได้เรียกว่า “Bekissar” ซึ่งมีเสียงขันเป็นที่นิยมกันมาก มีการประกวดกันเหมือนนกเขาชวา ตัวที่เสียงดี ๆ จะมีการซื้อขายกันแพงมาก ไก่ป่าเขียวเป็นไก่ที่ผสมกับไก่ชนิดอื่น ๆ ได้ดี แต่ในธรรมชาติจะไม่ผสมกับไก่ป่าแดงชนิดย่อย G.g. bankiva ทั้ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ไก่ป่าเทา

ชื่อสามัญ Sonnerat’s Junglefowl

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gallus sonnerati

เป็นไก่ป่าที่มีหงอนบางและมีส่วนสร้อยคอแปลกกว่าชนิดอื่น มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกและทางใต้ของประเทศอินเดียเรื่อยไปจนถึงภูเขาอาบูทางต้านตะวันออกเฉียงเหนือ และไปทางตะวันออกจนถึงแม่นํ้าโคธาวารี ตลอดจนในอินเดียตอนกลาง แต่ที่พบมากคือทางตะวันตก ไก่ป่าที่พบทางด้านเหนือจะมีสีจางกว่าที่พบทางด้านใต้ ซึ่งจะมีสีเข้มสดใสกว่า อาศัยอยูในป่าและตามดงไผ่ตามเชิงเขาจนถึงระดับความสูง 5,000 ฟุต มีนิสัยเหมือนไก่ป่าทั่ว ๆ ไป แต่ไม่ชอบอยู่เป็นฝูงเหมือนไก่ป่าแดง จะหากินเพียงตัวเดียวหรือเป็นคู่หรือเป็นครอบครัวเล็ก ๆ จะพบเป็นฝูงจำนวนมากตอนพวกมันมากินลูกไม้ที่สุกพร้อมๆ กัน แต่ก็จะเป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอนแล้วแต่ถิ่นที่อยู่ เคยพบว่าพวกที่อยู่ทางเหนือจะวางไข่ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน แต่ในการนำมาเพาะเลี้ยงจะวางไข่ประมาณเดือนเมษายน-กรกฎาคม วางไข่ครั้งละ 4-8 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 20-21 วัน ตัวผู้จะมีสีเต็มตั้งแต่ปีแรก แต่ขนจะสั้นและไม่สดใสเท่าปีต่อไป และจะยังผสมพันธุ์ไม่ได้ จนกว่าจะถึงปีที่สอง ในช่วงเข้าพรรษาตัวผู้จะผลัดขนเหมือนไก่ป่าแดงโดยขนหางเส้นยาวและขนสร้อยคอจะหลุดออก มีขนสีดำสั้นๆ ขึ้นแทนที่ หงอนจะหดเล็กลง

ไก่ป่าเทาเป็นไก่ป่าที่เลี้ยงและขยายพันธุ์ได้ง่าย ถูกนำเข้าไปในประเทศอังกฤษครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1862 และนำ เข้าไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1868 จนมีการเพาะเลี้ยงกันทั่วไปรวมทั้งในอเมริกาด้วย ขนสร้อยคอและขนคลุมหัวปีกของมันนำไปใช้เป็นเหยื่อปลอมสำหรับตกปลาเทร้าส์ได้ดี จนเป็นสาเหตุทำให้มีการเพาะเลี้ยงไก่ป่าชนิดนี้มากขึ้น

ไก่ป่าศรีลังกา

ชื่อสามัญ La Fayette’s Junglefowl

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gallus lafayettei

มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น Ceylon Junglefowl และ Cingalese Junglefowl เป็นไก่ป่าที่หงอนมีจักรเล็กกว่าชนิดอื่น และมีจุดเด่นตรงที่มีแถบสีเหลืองตรงกลางหงอน ลักษณะทั่ว ๆ ไปเหมือนไก่ป่าแดง แต่อกจะมีสีแดงในขณะที่ไก่ป่าแดง อกมีสีดำ มีกิ่นกำเนิดในประเทศศรีลังกา อยูในป่าตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงยอดเขาสูงระดับ 6,000 ฟุด นิสัยโดยทั่วไปเหมือนไก่ป่า แดง นอกจากมันชอบอยู่ในป่ามากกว่า ไม่ชอบมาหากินใกล้บ้านคนหรือไร่นา และไม่ชอบอยู่เป็นฝูงใหญ่ อาศัยอยู่ในภูมิประเทศทุกชนิด ทั้งป่าชื้นบนภูเขาและป่าแห้งที่มีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ตามชายฝั่ง วางไข่เกือบตลอดปี โดยวางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง ใช้เวลาฟัก 20- 21 วัน ตัวผู้จะมีสีเต็มเมื่ออายุ 2 ปี และอายุปีเดียวยังผสมพันธุ์ไม่ได้ ไก่ป่าพันธุ์นี้ไม่มีการผลัดขนเหมือนไก่ป่าแดง เพียงแต่เมื่อถึงฤดูร้อน หงอนจะหดเล็กลงเท่านั้น

ไก่ป่าศรีลังกาถูกนำไปเพาะเลื้ยงในประเทศอังกฤษครั้งแรกเมื่อปี ค.ค.1874 ในสวนสัตว์กรุงลอนดอน แรกๆ เข้าใจกันว่าเป็นไก่ป่าที่เลี้ยงยาก และถ้าผสมกับไก่ป่าชนิดอื่น ลูกผสมจะเป็นหมัน แต่จากการเพาะเลี้ยงต่อมาพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นไก่ป่าที่เลี้ยงง่าย มีความอดทนและเพาะพันธุ์ง่ายเหมือนไก่ป่าแดง จนมีการเพาะเลี้ยงกันทั่วไปในยุโรปและอเมริกา น่าเสียดายที่แหล่งที่มีการเพาะเลี้ยงไก่ป่าชนิดนี้มากในประเทศฝรั่งเศสถูกทำลายด้วยระเบิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองจนไม่มีเหลือ ในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงน้อยมาก ในอังกฤษและอเมริกาก็ไม่ปรากฏว่ามีหนังสือ Pheasants of the world ระบุว่ามีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่มีการเพาะเลี้ยงไก่ป่าชนิดนี้ในปัจจุบัน

ไก่ป่าแดง

ชื่อสามัญ Red Junglefowl

ชื่อวิทยาศาสตร์ Gallus gallus

แบ่งออกเป็นชนิดย่อยได้ 5 ชนิด และมีอยู่ 2 ชนิด ที่มีในประเทศไทย คือ

1. ไก่ป่าตุ้มหูขาวหรือไก่ป่าอิสาน (Cochin-chinese red junglefdwl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า G.g. gallus มีตุ้มหูสีขาว โคนหางมีปุยขนสีขาว พบทั่ว ๆ ไปทางจังหวัดภาคอีสานและภาคตะวันออก ตั้งแต่ระยองเลียบชายแดนเขมรไปจนถึงอุบลราชธานี

2. ไก่ป่าตุ้มหูแดงหรือไก่ป่าแดงพันธุ์พม่า (Burmese red junglefowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า G.g. spadiceus ลักษณะเหมือนชนิดแรก แต่มีตุ้มหูสีแดง ในประเทศไทยมีทางภาคใต้ ภาคดะวันตกเรื่อยไปจนถึงภาคเหนือ นอกนั้นมีในประเทศพม่าและสุมาตราตอนเหนือ

3. Tonkinese red junglefowl ชื่อวิทยาศาสตร์ G.g. jabouillei มีสร้อยคอสีแดง หงอนและตุ้มหูแดง มีในเวียดนามเหนือ จีนใต้และเกาะไหหลำ

4. Indian red junglefowl ชื่อวิทยาศาสตร์ G.g. murghi มีขนคอสีเหลือง ตุ้มหูขาว มีทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียและบริเวณเชิงเขาหิมาลัยตอนใต้

5. Javan red junglefowl ชื่อวิทยาศาสตร์ G.g. bankiva มีขนสร้อยคอที่ปลายทู่จนกลมมนผิดจากไก่ป่าชนิดอื่น ๆ มีในเกาะสุมาตราตอนใต้ ชวา และบาหลี

ไก่ป่าชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบหรือป่าผสมป่าไผ่ ตั้งแต่ระดับนํ้าทะเลจนถึงระดับ 6,000 ฟุต ชอบหากินเวลาเช้าตรู่และตอนเย็น ตัวผู้จะคุมฝูงตัวเมียหลาย ๆ ตัว ผสมพันธุ์ประมาณเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม วางไข่ครั้งละ 5-6 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 19-21 วัน ในช่วงฤดูฝนตัวผู้จะผลัดขนและหยุดขัน

ไก่ฟ้าไชนีสโมนาล

ชื่อสามัญ Chinese Monal

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophophorus Ihuysi

เป็นไก่ฟ้าโมนาลที่ตัวใหญ่กว่า หางยางกว่า จึงดูสวยกว่าไก่ฟ้าโมนาลอีกสองชนิด และอาจถือได้ว่ามันมีสีขนที่สวยที่สุดในจำนวนไก่ฟ้าทั้งหมด แต่เนื่องจากมันมีรูปร่างเตี้ยสั้น ทำให้ไม่สวยสง่าเท่าที่ควร และทำให้ตัดสินยากว่ามันเป็นไก่ฟ้าที่สวยที่สุดหรือไม่ มีถิ่นกำเนิดในจีนตอนกลาง บริเวณภูเขาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของ Kokonor และเสฉวนตะวันตก อาศัยอยูในป่าที่มีระดับความสูง 10,000-16,000 ฟุต มักพบในเวลากลางวันเป็นฝูงเล็ก ๆในป่าที่มีหินและทุ่งหญ้า ตอนกลางคืนจะหลบอยู่ตามพุ่มไม้ทึบ และมักจะได้ยินเสียงร้องของมันในตอนเช้าตรู่ อาหารประกอบด้วยราก หัว และหน่ออ่อนของพืชเป็นส่วนใหญ่

นับเป็นร้อย ๆ ปีมาแล้วที่พวกมันถูกมนุษย์ล่าเพื่อเอาทั้งเนื้อและขนอันสวยงามของมัน และเนื่องจากมีการกระจายถิ่นจำกัด มันจึงมีเหลือในธรรมชาติน้อยมาก และถูกจัดให้เป็นไก่ฟ้าหนึ่งในสิบหกชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ มันถูกค้นพบครั้งแรกโดยกงสุลฝรั่งเศส M.Dabry ในปี ค.ศ.1886โดยได้ซากมาจากภูเขาทางเสฉวนตะวันตก มีไก่ที่มีชีวิตน้อยมากที่ส่งไปในอเมริกา และยุโรปมากกว่า 60 ปีมาแล้ว ที่สวนสัตว์กรุงลอนดอนเคยได้ตัวผู้มาตัวหนึ่งและเลี้ยงอยูได้นานถึงสี่ปีครึ่ง และไม่มีไก่จากจีนเข้าไปอีกเลย จนถึงปี ค.ค.1935 มีผู้ได้ไปเลี้ยงที่อเมริกาคู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ลูกและตายในเวลาไม่นานนัก ในปี ค.ศ.1938 ทางฝรั่งเศสได้ตัว เมีย 2 ตัวไปเลี้ยง ปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าชนิดนี้เลยทั้งในยุโรปและอเมริกา